ณ ป่าอันกว้างใหญ่แห่งหนึ่ง
ต้นไม้นานาพรรณขึ้นสลับกันไปทั่วผืนป่า บางต้นยังคงเขียวชอุ่ม บางต้นกลับเปลี่ยนเป็สีเหลืองทองตามฤดูกาล ราวกับธรรมชาติกำลังวาดภาพด้วยสองสีที่แตกต่างกัน
ระหว่างป่านั้นมีถนนดินสายหนึ่งทอดยาวคดเคี้ยวไปตามแนวูเา แม้จะเรียกว่าถนน แต่แท้จริงแล้วเป็เพียงเส้นทางที่พ่อค้าและผู้เดินทางใช้สัญจรติดต่อกันมาหลายสิบปี
ยามบ่ายของวันนี้... ฝุ่นสีเหลืองค่อย ๆ ลอยขึ้นตามจังหวะล้อรถม้าที่กำลังเคลื่อนตัว เสียงล้อไม้เสียดสีกับพื้นดินดังเป็จังหวะสม่ำเสมอ
เบื้องหน้าปรากฏคาราวานค้าขนาดกลางกำลังเดินทางอย่างเร่งรีบ รถม้าทั้งหมดมีอยู่เจ็ดคัน แต่ละคันบรรทุกหีบไม้และสินค้าจำนวนมาก บางคันเต็มไปด้วยผ้าไหม บางคันบรรทุกเครื่องเทศ อาหารแห้ง และแร่โลหะสำหรับตีอาวุธ
รอบขบวนมีผู้ติดตามประมาณสามสิบคน ในจำนวนนั้น ชายฉกรรจ์ร่างกำยำแปดถึงสิบคนกำลังถือดาบและหอกเดินคุ้มกันอยู่ด้านหน้าและด้านหลังอย่างระมัดระวัง เพียงมองก็ทราบได้ทันทีว่าพวกเขาเป็ผู้ฝึกยุทธ์ที่ถูกว่าจ้างมาคุ้มกันคาราวานโดยเฉพาะ
ส่วนรถม้าคันกลางซึ่งตกแต่งดีกว่าคันอื่นเล็กน้อย ภายในมีชายชราผู้หนึ่งกำลังนั่งตรวจดูบัญชีสินค้า ชายชรามีเรือนผมสีขาวแซมดำ ชุดผ้าไหมสีเทา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นแห่งกาลเวลา แต่ดวงตายังคงเฉียบคมและเปี่ยมด้วยประสบการณ์
เขามีนามว่า ซูเหวินชาง หัวหน้าคาราวานและผู้าุโของตระกูลซู
นั่งอยู่ข้างกันคือหญิงสาววัยยี่สิบกว่าปีผู้หนึ่ง นางสวมอาภรณ์สีฟ้าอ่อนปักลายเมฆสีเงิน รูปร่างสง่างาม ดวงตาแจ่มใส แม้ใบหน้าจะยังดูอ่อนเยาว์ แต่กลับแฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยว
นางมีนามว่า ซูเยว่หลัน บุตรสาวของผู้นำตระกูลซู และเป็ผู้รับผิดชอบการค้าขายในครั้งนี้
ซูเยว่หลันเปิดม่านรถม้าออกเล็กน้อย พลางมองเส้นทางด้านหน้า ก่อนกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็กังวล
"ท่านลุง... พวกเราเลยกำหนดส่งสินค้ามาสองวันแล้ว หากยังล่าช้าเช่นนี้ ทางเมืองปลายทางคงไม่พอใจแน่"
ซูเหวินชางถอนหายใจยาว
"เฮ้อ... จะให้ข้าทำเช่นไรได้ ่หลายเดือนมานี้ สัตว์อสูรในป่าออกอาละวาดมากกว่าปกติ เมื่อก่อน สำนักเซียนที่ดูแลพื้นที่แถบนี้มักส่งศิษย์ลงมากำจัดสัตว์อสูรอยู่เสมอ แต่ไม่รู้ว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น พักหลังมานี้กลับไม่มีผู้ใดลงมาอีก พวกเราจึงต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมอยู่หลายครั้ง แถมยังเสียคนของเราไปไม่น้อย"
ซูเยว่หลันนิ่งไป นางย่อมรู้ดีว่าคำพูดของชายชราไม่ใช่เื่เกินจริง ตลอดทางที่ผ่านมา คาราวานถูกสัตว์อสูรโจมตีหลายครั้ง แม้ผู้ฝึกยุทธ์จะสามารถต่อกรกับสัตว์อสูรระดับต่ำได้ แต่เมื่อจำนวนเพิ่มขึ้น... ต่อให้แข็งแกร่งเพียงใดก็ต้องมีผู้าเ็และเสียชีวิต
หญิงสาวถอนหายใจเบา ๆ
"ช่างเถิด... อย่างไรเสีย พวกเราก็ใกล้ถึงจุดหมายแล้ว หวังว่าเส้นทาง่สุดท้ายนี้จะไม่มีเื่อันใดเกิดขึ้น"
ซูเหวินชางพยักหน้า
"ข้าก็หวังเช่นนั้น หากส่งสินค้าเสร็จ ข้าคงพักอยู่ในเมืองนั้นสักระยะ รอจนข่าวเื่สัตว์อสูรซาลงก่อน ไม่เช่นนั้น การเดินทางกลับคงอันตรายเกินไป"
ซูเยว่หลันพยักหน้ารับ บรรยากาศภายในรถม้าจึงตกอยู่ในความเงียบ
...
ด้านหน้าขบวน หัวหน้าผู้ฝึกยุทธ์กำลังเดินสำรวจเส้นทางด้วยสีหน้าระมัดระวัง มือของเขาไม่เคยห่างจากด้ามดาบแม้แต่น้อย ่เวลาหลายวันที่ผ่านมา ทำให้ผู้คุ้มกันทุกคนตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เพราะไม่มีผู้ใดรู้ว่าสัตว์อสูรจะโผล่ออกมาจากที่ใด
บางครั้งมันซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ บางครั้งซุ่มอยู่ในพุ่มไม้ และบางครั้ง... มันก็พุ่งเข้ามาโดยไม่มีสัญญาณเตือนแม้แต่น้อย
หัวหน้าผู้คุ้มกันกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ทุกอย่างดูเงียบผิดปกติ ไม่มีเสียงนกร้อง ไม่มีเสียงสัตว์ป่า แม้แต่ลมที่เคยพัดผ่านยอดไม้ก็ยังเงียบงัน เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ความเงียบเช่นนี้... ไม่ใช่สัญญาณที่ดี
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะกล่าวสิ่งใด เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากส่วนท้ายของขบวน
"หัวหน้า! เหมือนจะมีอะไรบางอย่างอยู่ในป่า!"
ทุกคนหันมองพร้อมกัน ผู้ฝึกยุทธ์หลายคนรีบจับอาวุธแน่น บรรยากาศตึงเครียดขึ้นในทันที แต่เมื่อรอฟังอยู่ครู่หนึ่ง กลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
หัวหน้าผู้คุ้มกันจึงถอนหายใจ
"อาจเป็เพียงสัตว์ป่าธรรมดา ทุกคนอย่าตื่นตระหนก"
แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่ไม่มีผู้ใดคลายความระมัดระวัง ทุกคนยังคงเดินต่อไปอย่างช้า ๆ
...
เวลาผ่านไปอีกราวครึ่งชั่วยาม ป่าโดยรอบกลับเงียบลงเรื่อย ๆ
ซูเหวินชางเปิดม่านรถม้าออกอีกครั้ง เมื่อเห็นสภาพรอบด้าน เขาก็รู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก
"เยว่หลัน... เ้ารู้สึกหรือไม่"
หญิงสาวพยักหน้า
"ป่าแห่งนี้... เงียบเกินไป"
ทันใดนั้นเอง เสียงคำรามต่ำ ๆ พลันดังะเืออกมาจากส่วนลึกของผืนป่า!
ครืดดดด...
เสียงนั้นต่ำ หนัก และเต็มไปด้วยแรงกดดัน จนม้าหลายตัวเริ่มกระสับกระส่าย ผู้คุ้มกันทุกคนชักอาวุธออกจากฝักทันที บรรยากาศทั้งคาราวานเปลี่ยนเป็ตึงเครียดในชั่วพริบตา
ซูเหวินชางสีหน้าเปลี่ยนไปทันที
"ทุกคนหยุด! ตั้งขบวนป้องกัน!"
ทันทีที่สิ้นเสียง ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งสิบคนก็รีบเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว แยกย้ายกันไปยืนล้อมรถม้าทั้งเจ็ดคันเป็วงป้องกัน ทุกคนชักอาวุธออกจากฝักจนหมด เสียงโลหะเสียดสีกันดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของผืนป่า ลมหายใจของผู้คนเริ่มหนักอึ้ง ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยคำใดออกมา
ทุกสายตาจับจ้องไปยังพุ่มไม้เบื้องหน้าอย่างไม่กะพริบ เพราะทุกคนต่างรู้ดี... เ้าของเสียงคำรามเมื่อครู่กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้
ไม่นานนัก... เสียงฝีเท้าหนักอึ้งก็ดังขึ้นจากส่วนลึกของป่า
ตึง! ตึง! ตึง!
ทุกย่างก้าวของมันทำให้พื้นดินสั่นะเื ฝุ่นและเศษใบไม้ปลิวขึ้นจากพื้นราวกับเกิดแผ่นดินไหวขนาดย่อม เสียงนั้นค่อย ๆ ใกล้เข้ามา... ใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ... จนมาหยุดอยู่เบื้องหน้าคาราวาน
ผู้คนในขบวนต่างมีสีหน้าซีดเผือด บางคนกำด้ามอาวุธจนมือสั่น บางคนถึงกับกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ไม่มีผู้ใดกล้าขยับตัวแม้แต่น้อย เพราะทุกคนรู้ดี... หากเ้าของเสียงนั้นปรากฏตัวต่อหน้า พวกเขาอาจไม่มีโอกาสแม้แต่จะหลบหนี
และแล้ว... เงาขนาดมหึมาก็ค่อย ๆ ก้าวออกมาจากพุ่มไม้
ร่างของมันสูงใหญ่กว่ามนุษย์ธรรมดาถึงสามเท่า ขนสีดำสนิทปกคลุมทั่วทั้งร่าง กล้ามเนื้อทุกส่วนปูดนูนแน่นราวกับหล่อขึ้นจากเหล็กกล้า เขี้ยวทั้งสองข้างยื่นยาวออกจากมุมปากเป็สีแดงฉาน ดูราวกับเปื้อนโลหิตสด
สิ่งที่น่าหวาดหวั่นที่สุดกลับเป็ดวงตาของมัน ดวงตาสีดำสนิทไร้แม้แต่ตาขาว เพียงสบตา ก็ทำให้ผู้คนรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง ราวกับกำลังถูกอสูรจากขุมนรกจ้องมอง
เมื่อเห็นสัตว์อสูรตนนั้น ซูเหวินชางก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนอุทานออกมาเสียงสั่น
"วะ... วานรเขี้ยวแดง! เหตุใดสัตว์อสูรดุร้ายเช่นนี้... ถึงมาอยู่แถวนี้ได้!"
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น แม้จะเดินทางค้าขายมานานหลายสิบปี แต่ก็ไม่เคยพบสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งเช่นนี้มาก่อน
ซูเยว่หลันเมื่อได้ยินชื่อของมัน ก็เผลอกัดริมฝีปากแน่นโดยไม่รู้ตัว ใบหน้าของนางซีดขาวไร้สีเื นี่เป็ครั้งแรกในชีวิต... ที่นางรู้สึกว่าความตายอยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ
ส่วนซูเหวินชางได้แต่กำไม้เท้าในมือแน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง แม้เขาจะเดินทางค้าขายมานานหลายสิบปี แต่ก็ไม่เคยพบสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งและน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้มาก่อน
ทันใดนั้น ผู้คนที่ยืนอยู่ด้านหน้าขบวนคาราวานต่างก็หน้าเปลี่ยนสี เมื่อเห็นวานรเขี้ยวแดงพุ่งตรงเข้ามา พวกเขารีบหันหลังวิ่งหนีสุดชีวิตไปยังด้านหลังของขบวนทันที
ทว่า... ทุกอย่างสายเกินไปแล้ว
วานรเขี้ยวแดงคำรามกึกก้อง ก่อนพุ่งเข้าชนรถคาราวานคันหน้าอย่างสุดกำลัง!
ตูมมม!!
เสียงะเิดังสนั่นไปทั่วผืนป่า ม้าตัวนั้นวิ่งหนีด้วยความตื่นตระหนก รถม้าทั้งคันแตกกระจายเป็เสี่ยง ๆ ล้อรถและแผ่นไม้ปลิวว่อนกลางอากาศ กระสอบสินค้าที่บรรทุกไว้ภายในฉีกขาดทันที อาหารแห้ง เนื้อตากแห้ง และเสบียงจำนวนมากกระเด็นกระจัดกระจายไปทั่วพื้นดิน ราวกับถูกพายุรุนแรงพัดถล่ม
เศษไม้และฝุ่นควันลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ ทำให้ทั้งคาราวานตกอยู่ในความโกลาหลในพริบตา
ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหกคนที่ยังพอขยับตัวได้ เห็นดังนั้นรีบพุ่งเข้าไปอีกครั้ง
"หยุดมัน!"
เสียงะโดังขึ้นพร้อมกัน ดาบทั้งหกเล่มฟันเข้าใส่แขนและลำตัวของวานรเขี้ยวแดงเต็มแรง
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
เสียงโลหะกระทบของแข็งดังต่อเนื่อง แต่คมดาบกลับทำได้เพียงทิ้งรอยสีขาวจาง ๆ บนขนสีดำของมันเท่านั้น
วานรเขี้ยวแดงหันกลับมามองผู้ฝึกยุทธ์เ่าั้ ดวงตาสีดำสนิทของมันเต็มไปด้วยความดุร้าย จากนั้นมันสะบัดแขนเพียงครั้งเดียว
ตูม!
ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหกถูกแรงมหาศาลซัดกระเด็นออกไปคนละทิศละทาง บางคนกระแทกกับต้นไม้จนหมดสติ บางคนกระอักเืออกมาไม่หยุด กำลังของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันเกินไป
วานรเขี้ยวแดงจึงไม่สนใจคนเ่าั้อีก มันหันกลับมามองกลุ่มคนธรรมดาที่กำลังรวมตัวกันอยู่ รอยยิ้มอันน่าสะพรึงค่อย ๆ ปรากฏบนใบหน้าของมัน ก่อนจะยกกำปั้นขนาดมหึมาขึ้นอีกครั้ง กำปั้นนั้นใหญ่พอจะทุบรถม้าทั้งคันให้แหลกได้ในหมัดเดียว
ซูเยว่หลันหลับตาลงโดยไม่รู้ตัว นางรู้ดี... คราวนี้ไม่มีผู้ใดช่วยพวกเขาได้แล้ว
...
แต่ในวินาทีนั้นเอง เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นจากป่าลึกด้านหลัง เป็เสียงที่รวดเร็วเสียจนผู้คนแทบจับทิศทางไม่ได้
ฟึ่บ!
เงาสีน้ำเงินร่างหนึ่งพุ่งผ่านต้นไม้หลายต้นราวกับสายลม ความเร็วของเขาเร็วเกินกว่าสายตาของคนธรรมดาจะมองตามทัน แม้แต่วานรเขี้ยวแดงยังหันไปตามสัญชาตญาณ แต่มันก็สายเกินไปแล้ว!
ร่างนั้นทะยานขึ้นกลางอากาศ ลมปราณสีขาวอ่อน ๆ ไหลเวียนอยู่รอบขาทั้งสองข้าง ก่อนจะหมุนตัวกลางอากาศแล้วเตะออกไปที่มือของวานรอย่างเต็มแรง!
ตูมมม!!
เสียงะเิดังสนั่นไปทั่วผืนป่า ร่างมหึมาของวานรเขี้ยวแดงถึงกับเสียหลัก กำปั้นที่กำลังจะฟาดลงใส่ผู้คนเบี่ยงออกไปทันที หมัดมหึมากระแทกพื้นดินด้านข้างแทน พื้นดินแตกร้าวเป็หลุมขนาดใหญ่ เศษหินปลิวกระจายไปทั่ว แรงสั่นะเืทำให้ทุกคนแทบยืนไม่อยู่
วานรเขี้ยวแดงร้องคำรามลั่น มันถอยหลังไปหลายก้าว แขนข้างที่ถูกเตะเริ่มสั่นเล็กน้อย ความเ็ปแล่นไปทั่วร่างของมัน มันไม่เข้าใจ... มนุษย์ตัวเล็กเช่นนี้ เหตุใดจึงทำให้มันรู้สึกเจ็บได้
ทุกคนในคาราวานต่างเบิกตากว้าง พวกเขารีบหันไปมองเ้าของการโจมตีเมื่อครู่
ท่ามกลางฝุ่นควันที่ยังไม่จางหาย ร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้น
เขาสวมอาภรณ์ผ้าฝ้ายสีน้ำเงินที่ผ่านการเดินทางมาอย่างยาวนาน เสื้อผ้ามีรอยขาดอยู่หลายแห่ง แต่กลับสะอาดอย่างประหลาด เรือนผมสีดำยาวถูกมัดไว้ด้านหลังอย่างเรียบง่าย ใบหน้าหมดจดและสุขุม ดวงตาสีครามคู่หนึ่งกำลังจ้องมองวานรเขี้ยวแดงอย่างสงบนิ่ง
สีหน้าของเขาไม่ได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ราวกับสัตว์อสูรตรงหน้าเป็เพียงสัตว์ป่าธรรมดาตัวหนึ่งเท่านั้น
ซูเยว่หลันมองชายหนุ่มผู้นั้นอย่างตกตะลึง นางไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็ผู้ใด แต่เพียงแค่ปรากฏตัว กลับสามารถเตะวานรเขี้ยวแดงจนเสียหลักได้
ผู้ฝึกยุทธ์คนหนึ่งถึงกับพึมพำออกมา "ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงงั้นหรือ..."
แต่อีกคนกลับส่ายหน้า "ไม่... ผู้ฝึกยุทธ์ไม่มีทางทำเช่นนั้นได้..."
ซูเหวินชางเองก็จ้องมองชายหนุ่มด้วยแววตาสั่นไหว แม้เขาจะไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์ แต่จากประสบการณ์ที่เดินทางค้าขายมาหลายสิบปี เขาััได้ทันทีว่า ชายหนุ่มผู้นี้... ไม่ใช่คนธรรมดา
วานรเขี้ยวแดงค่อย ๆ ลุกขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของมันจับจ้องไปยังชายหนุ่มตรงหน้า เป็ครั้งแรกที่มันััได้ถึงแรงกดดันจากมนุษย์ มันส่งเสียงคำรามต่ำ ๆ พร้อมกับใช้เท้ากระแทกพื้นอย่างรุนแรง ราวกับกำลังประกาศว่า ศัตรูตัวจริง... อยู่ตรงหน้าแล้ว
ชายหนุ่มเพียงยืนอยู่ที่เดิม สายตายังคงสงบนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง ก่อนจะมองไปรอบ ๆ อย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นผู้คนจำนวนมาก เขาก็อดถอนหายใจไม่ได้ จากนั้นจึงพึมพำออกมาด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
"...ในที่สุด ผ่านมาหนึ่งปี ข้าก็เจอคนเสียที"