มนตรา

    บทที่ 2

    เรากำลังทอดแหเพื่อจับปลาสแพร็ท (ปลาตัวเล็ก ๆ คล้ายปลาเฮอริง – ผู้แปล) เพื่อที่จะใช้เป็นเหยื่อในการตกปลา ตอนที่มีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น มันคล้ายกับพลังที่ก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวฉะนั้นบี ซึ่งขณะนั้นกำลังยืนเท้าเปล่าอยู่บนระหว่างโขดหินที่ระเกะระกะอยู่ในลำธาร หันขวับไปมองบนตลิ่งซึ่งเต็มไปด้วยกรวดทราย ทิ้งชายกระโปรงลงทันที พร้อมกับรีบสอดเท้าเข้าไปในรองเท้าแตะที่ถอดทิ้งไว้ ข้าเองก็รู้ได้ในทันทีเช่นกันว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น เพียงแต่ข้าไม่ได้ยินสรรพสำเนียงใดเท่านั้น ทันใดข้าก็ส่งกระแสจิตถาม และบีก็ตอบมาว่า“มีใครกำลังเรียกเราอยู่นะ โคลิน ใครคนหนึ่งที่เป็นพวกของเรา”นางออกวิ่งในทันที และข้าก็ตามไปติด ๆ แต่ขณะเดียวกันข้าก็ต้องคอยระวังฝีเท้าของตัวเองไว้ด้วย เพราะไม่อยากทำให้ตัวเองต้องได้รับบาดเจ็บจากการล้มลง ไม่เหมือนบีผู้สามารถจะวิ่งได้ราวลมพัดเราขึ้นมาถึงยอดเนิน และแล้วก็ได้เห็นคนพวกนั้น แต่ละคนอยู่ในเสื้อคลุมยาว สวมหมวกทริคอน (หมวกทรงสูงรูปสามเหลี่ยม – ผู้แปล) เมอซีเออร์ เดอ โครเซย์ ซึ่งเป็นเจ้าเมือง เป็นหัวหน้า กับคนรูปร่างอ้วนใหญ่อุดมด้วยไขมันและเหล้าไวน์อีกจำนวนหนึ่ง คนเหล่านี้มีบ้านหลังงามก่อด้วยศิลาแข็งแรงอยู่บนยอดผาด้านเหนือมหาวิหารทั้งไร่นาและไร่องุ่นในวิดี้ส่วนใหญ่แล้วเป็นของพวกเขาทั้งสิ้น พวกผู้ชายส่วนใหญ่ในหมู่บ้านเป็นคนงานของเขาทั้งหมดคนงานหกคน มีเครื่องมือฟันหิน จอบเสียมอยู่ในมือ ยืนอยู่เหนือหลุมลึกที่เพิ่งขุดขึ้นใหม่ ๆ คนอื่น ๆ ช่วยกันดึงโลงศพออก ภายในคืออสุภของชาวโรมันซึ่งยังอยู่ในสภาพดีมาก เพราะทั้งเส้นผมและฟันยังอยู่ครบ“โอ้โฮ...ศพนี้สวยจริง ๆ ว่ะ” เสียงเมอซีเออร์ เดอ โครเซย์ ร้องลั่น “เป็นไง หมอคอมเบลล์ ศพไอ้คนนี้ใช้เป็นตัวอย่างอันแสนวิเศษได้เชียวนา หมอว่าไหมล่ะ? ”ขณะเดียวกันนั้น พวกคนงานก็ช่วยกันหยิบจานชามเงินในโลงออกมา ไม่ว่าจะหยิบอะไรขึ้นมาวาง เมอซีเออร์ เดอ โครเซย์ กับพวกก็ร้องอุทานกันด้วยความชื่นชม หยิบจานชามเหล่านั้นขึ้นมาแบ่งให้กันและกันชม แม้ว่าคนงานส่วนมากจะยังทำกากบาทเป็นเครื่องหมายกางเขน เมื่อคิดถึงการที่ต้องรบกวนคนที่ตายไปแล้วด้วยการขุดศพขึ้นมา ซึ่งขณะนี้ได้กลายเป็นความนิยมของบรรดาชาวเมืองและพวกผู้ดีมีเงินทั้งหลายแห่งเมืองโลซานน์ไปแล้ว ในสถานที่หลายแห่งตามแนวทะเลสาบ พวกเขาได้ค้นพบแผ่นกระเบื้องโมเสกเป็นรูปสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ซึ่งเคยใช้ประดับวิลล่าของชาวโรมัน ได้พบเสาหินทรงกลม และหลุมฝังศพในที่ดินของตนด้วย“อะหา...นี่มันศพผู้ดีมีเงินแท้ ๆ เลยนะนี่” นายแพทย์คอมเบลล์ว่าที่ข้าจำเขาได้ก็เพราะพ่อเคยซื้อหนังสือจดหมายเหตุประจำปีมาอ่าน และในหนังสือเล่มนั้น ซึ่งได้ประมวลข่าวสารทั้งหลายเกี่ยวกับเหตุการณ์และการค้นพบอันสำคัญต่าง ๆ ในโลกลงไว้ ได้เขียนถึงการที่เขาได้ค้นพบสิ่งที่เป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่สมัยโรมันมากมาย นายแพทย์คอมเบลล์เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากคนหนึ่ง แม้จะไม่มากเท่านายแพทย์ทิสสอทก็ตาม นายแพทย์ทิสสอทนั้นบรรดาผู้มีเงินทั้งหลายจากประเทศในยุโรป แม้แต่พระราชวงศ์ ก็ยังต้องเดินทางมาถึงเมืองโลซานน์แห่งนี้ เพื่อที่จะขอรับการเยียวยาโรคภัยจากเขาเสียง เดอ โครเซย์ กำลังอ่านข้อความที่จารึกอยู่บนแผ่นศิลาเหนือโลงศพนั้น...“เอาละ คราวนี้เราเห็นจะต้องตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้นในโลซานน์เพื่อที่จะเก็บรักษาสิ่งที่เราขุดค้นพบกันนี่เสียทีนะ คอมเบลล์” เดอ โครเซย์ กล่าว “วันนี้ต้องถือว่าเป็นวันสำคัญสำหรับเราทีเดียว จากการที่ขุดค้นพบศพของมหาเศรษฐีชาวโรมันคนนี้...งานของเรายิ่งใหญ่จริง ๆ ”“ถ้าอย่างนั้นเราก็เห็นจะต้องฉลองกันเสียหน่อยสินะขอรับ เซอร์ เบลิฟ” เสียงขุนนางฝรั่งเศสคนหนึ่งซึ่งอยู่ในเสื้อคลุมสีชมพู กางเกงกือล็อตเตอ (กางเกงขาสั้น – ผู้แปล) สีขาว ตรงคอเสื้อประดับด้วยครุยลูกไม้พองฟู มีปลอกทองคำร้อยรัดอยู่ตรงข้อมือ เอ่ยขึ้น “เห็นจะต้องสารภาพกันตามตรงละขอรับว่า กระผมน่ะหลงใหลในรสไวน์ของท่านเสียแล้ว มันใสราวกับแก้วผลึก แล้วก็รินไหลลงไปในลำคอราวน้ำอำมฤตทีเดียวนะ หรือท่านว่ายังไง? ก็วันนี้เราไม่ได้พบสิ่งที่วิเศษที่สุดกันอย่างนั้นรึ? ”“อา...เป็นความคิดที่วิเศษจริง ๆ ขอรับ เมอซีเออร์ เลอ มาควิส มา...พวกเราทุกคนไปดื่มไวน์กันดีกว่า” เบ-ลิฟ เดอ โครเซย์ คล้อยตามด้วยเสียงอันดัง กวาดมือไปถ้วนทั่วทุกตัวคนเป็นการเชื้อเชิญ รวมทั้งพวกคนงานเหล่านั้นด้วย “นี่อีกสักชั่วโมงดวงอาทิตย์ก็จะตกแล้ว และเราก็เหนื่อยกันมามาก มาเถอะพวกเรา...ช่วยกันหามร่างชาวโรมันนี้ไปด้วย เอาไปไว้ในที่ซึ่งหมอคอมเบลล์จะสามารถตรวจตราเขาได้ถี่ถ้วนกว่านี้กันดีกว่า”และแล้ว ทุกคนก็ละจากสถานที่แห่งนั้น พวกคนงานช่วยกันขนโบราณวัตถุทั้งหลายพร้อมทั้งอสุภที่ห่อด้วยผ้าเนื้อหยาบตามไป และในเวลาต่อมา เราก็ได้สำเหนียกเสียงนั้น เสียงที่แทรกซ้อนขึ้นในอากาศ ซากอสุภอันแห้งเหี่ยวของชาวโรมันถูกทิ้งทำลายลง ปอยผมหลุดร่วง ฟันทุกซี่ถูกทิ้งถอน และแล้ว สง่าราศีที่เคยมีก็หมดสิ้น ไร้ค่าเกินกว่าใครจะปรายตามองบีกระซิบผ่านกระแสจิตมายังข้าว่า“ยังมีพวกของเราอีกคนหนึ่งอยู่ใต้หลุมฝังศพนั่น”

    จากนั้น เราก็เดินกลับบ้าน ตรงไปตามเสียงหมุนของหลอดด้ายที่แม่ใช้ถักลูกไม้ แม่กำลังทำพัดจากเส้นไหมสีเงิน เพื่อที่จะให้พัดนั้นเป็นเงางาม แม่จะเอาลูกไม้ขึ้นอังกับตะเกียงน้ำมัน ตัวตะเกียงนั้นจะถูกเติมน้ำซึ่งผสมด้วยกรดทองแดง เมื่อจุดไฟขึ้นไอน้ำก็จะระเหยขึ้นมา ช่วยให้ลูกไม้นั้นมีความชื้นที่เหมาะสม แม่เรียนรู้วิธีการเช่นนี้มาจากช่างถักลูกไม้อันเลื่องชื่อแห่งเมืองเนอชาเตลของฝรั่งเศส ซึ่งลูกไม้ที่ถักจากเมืองนี้จะงดงามกว่าแห่งไหน ๆ ในโลกตอนที่เราเดินเข้าไปในบ้านนั้น ข้าได้ยินเสียงจากกระแสจิตของบีพูดกับแม่ว่า “แม่...แม่จ๋า ฉันได้ยินเสียงพวกเราคนหนึ่งร้องเรียกนะ”และแม่ก็ตอบมาว่า “จ้ะ ลูก...คืนนี้เราจะออกไปด้วยกัน”บีกับข้าจะนอนด้วยกันในห้องเล็ก ๆ มีเตียงใหญ่ด้วยผ้าลินินเนื้อดี แม่เป็นคนทอผ้าทุกชิ้นที่เราใช้ รวมไปถึงเสื้อคลุมขนสัตว์ด้วย ส่วนพ่อกับแม่นั้นนอนในห้องใหญ่ซึ่งมีฝาประดับด้วยไม้โอ๊ค แม่จัดเตียงพิเศษสำหรับวา-เลนติน ซึ่งแยกต่างหากจากเราสองคน ทั้งนี้เพราะบีบอกกับแม่ว่าวาเลนตินชอบดึงขาข้างเสียของข้า ข้าเป็นคนเท้าพิการมาตั้งแต่เกิด ดังนั้นจึงเดินกะโผลกกะเผลก มีเกมหลายอย่างที่ข้าเล่นไม่ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ววาเลนตินเคยดึงเท้าข้าครั้งเดียวเท่านั้นข้าเคยคิดไว้ว่า...เมื่อไรก็ตามที่โตขึ้น ข้าจะแต่งงานกับบี เช่นที่พ่อแต่งงานกับแม่ แต่แล้วท่านสาธุคุณบูแรนเดลก็สอนข้าว่า...มันเป็นความผิดบาปอย่างยิ่งที่คนเราจะแต่งงานกับพี่สาวของตนเอง แต่กระนั้นสำหรับในอีกโลกหนึ่งแล้ว มันมิได้เป็นเช่นนั้นเลย

    ดึกสงัด ยามที่ความมืดสนิทโรยตัวอยู่ภายนอก แม่ บี และข้าออกจากบ้าน โดยที่พ่อมิได้ตื่นขึ้นมาล่วงรู้ความเคลื่อนไหวของเราเลยแม่เดินตรงไปเปิดประตูบ้านด้วยความมั่นใจ และแล้วเราทั้งสามคนก็เดินออกไปในยามราตรี เมื่อออกมาสู่ภายนอก โลกอีกโลกหนึ่งก็ยุติความเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นป่าโอ๊คหรือสุมทุมพุ่มพฤกษ์ แม้แต่สัตว์ร้ายที่อาศัยอยู่ในราวป่าก็เคลื่อนตัวด้วยวิธีคืบคลาน ส่งเสียงคำรามอยู่ในลำคอ แต่กระนั้นพวกมันทั้งหลายก็เมตตาต่อเรานัก ดวงตาทุกคู่จดจ้องมองดูเรา และในที่สุดในท่ามกลางหมู่ต้นโอ๊กนั้น ที่เราได้พบหลุมศพที่ถูกเปิดขึ้นไว้ตั้งแต่ตอนบ่ายแม่หยุดอยู่เหนือหลุมฝังศพ ดินที่ถูกขุดขึ้นยังใหม่อยู่สายลมแรงเริ่มพัดกรรโชกเช่นที่บีทำนายไว้ แม่ใช้เสียมเล็ก ๆ ซึ่งเป็นเครื่องมือทำสวนไม้ดอกขุดลึกลงไปในร่อง เราช่วยกันขุดลึกลงไปใต้ฐานของโลงศพซึ่งปูไว้ด้วยแผ่นศิลา จนกระทบเข้ากับพื้นดินแข็ง และแล้วเราก็ได้พบกองกระดูกกับดินที่ปั้นขึ้นไว้เป็นร่างคน นี่คือ “เทพธิดาผู้พิทักษ์วิญญาณ” ผู้คุ้มกันชีวิตทั้งยามเกิดและยามตายแม่หยิบตุ๊กตาที่ปั้นด้วยดินขึ้นมา ใช้ผ้าคลุมไหล่ห่อไว้ ข้าได้ยินเสียงแม่ถอนหายใจด้วยความโล่งอกดังลั่นขึ้นในสมอง“กลับกันเถอะลูก” แม่บอกพร้อมกับแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ซึ่งขณะนี้เริ่มขมุกขมัวลงด้วยม่านเมฆสีเงินแต่ขณะที่เรากำลังก้มหน้าก้มตาเดินออกจากบริเวณปากหลุมนั้นเอง เสียงสุนัขทั้งฝูงก็เห่ากรรโชกขึ้น พร้อมกับเสียงกู่ก้องร้องตะโกนว่า“ขโมย...ขโมย”ข้ารู้จักน้ำเสียงเช่นนี้ แต่ไม่ใคร่เข้าใจในความหมายของมันนัก เพราะในโลกนี้มีเครื่องหมายอันสำแดงถึงความเป็นเจ้าของอาณาเขตอยู่มากมาย ที่ใช้เป็นเครื่องมือชี้และเตือนให้เรารู้อยู่ตลอดเวลาว่าเรากำลังล่วงล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่น เราจึงออกวิ่งทันที บีกับแม่ช่วยจับแขนข้าไว้ ทั้งดึงทั้งลากให้ตามไป เสียงสุนัขใกล้ตัวเราเข้ามาทุกที เสียงผู้ชายตะโกนออกคำสั่งอย่างกราดเกรี้ยว“กระโดดเข้าใส่มันเลย...โจนเข้าไป...โจนเข้าไป”ข้าสะดุดล้มลง แต่บีก็รั้งร่างขึ้นไว้“เร็ว...” นางหอบฮั่ก “เร็ว...”แล้วเราก็กลับมาถึงบ้าน...พ่อไม่ได้ตื่นขึ้นมาเลย ไม่ว่าจะมีเสียงดังลั่นขนาดไหนก็ตาม ซึ่งเรื่องนี้ก็นับว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่แปลกเสียงแม่กระซิบบอกว่า “เข้าไปนอนได้แล้วลูก...ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว”หลังจากนั้นแม่ก็เดินเข้าไปในห้องเล็กใต้หลังคาบ้าน วางตุ๊กตาดินรูปคนลงรวมไว้ในช่องลับที่แม่ทำขึ้นไว้ มันเป็นช่องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ที่ปลอดภัยจากสายตาของผู้อื่น ซึ่งแสงอาทิตย์ส่องลอดลงไปได้ ในนั้นมีตุ๊กตาแบบเดียวกันอยู่แล้วเก้าตัว และบัดนี้มันก็ได้เพิ่มจำนวนขึ้นเป็นสิบแล้ว นี่หมายความว่าเราได้ออกไปรวบรวม “ผู้พิทักษ์วิญญาณ” มาถึงสิบครั้งแล้วหรือนี่?