นับถอยหลังสู่การประหารราชาปีศาจ (Yaoi) [แปลจบแล้ว]

    ม้วนที่ 4 ปกติกับผิดปกติ เล่มที่ 4 บทที่ 101 เส้นทางของการเติบโต (2)

            มีเพียงคนสนิทเท่านั้นที่จะคุมเด็กป่าเถื่อนได้ นี่คือความคิดของโม่จ้าน

           ลาถีเท่อเป็นผู้มีความรับผิดชอบผู้หนึ่ง เขาดูออกเสียแต่ต้นแล้ว --- แม้เก๋อจือจะไม่ยินยอมหรือออดอ้อนวิงวอนเช่นไร ลาถีเท่อก็ยังคงแย้มยิ้มดังเดิมพร้อมทั้งฝืนลากเก๋อจือออกจากที่นอน

           แน่นอน หากเก๋อจือประสบความสำเร็จครั้งใหม่หรือบรรลุเป้าหมาย ลาถีเท่อก็จะโน้มเข้าใกล้ใบหูของเก๋อจือ เอ่ยคำมั่นสัญญาว่าจะให้รางวัลด้วยสีหน้าคลุมเครือ ส่วนรางวัลคือสิ่งใดนั้น เมื่อดูจากใบหน้าแดงระเรื่อจนลามไปถึงกกหู ตนก็พอจะเข้าใจได้แล้วเช่นกัน ทุกคราที่ตนเห็นเก๋อจือสวมชุดจอมเวทด้วยสีหน้าขมขื่นพร้อมทั้งกุมบั้นท้ายยามเช้าตรู่ก็มักจะเห็นลาถีเท่อที่อยู่ด้านข้างยักคิ้วหลิ่วตามาทางตน

           ...น่าโมโหเสียเหลือเกิน

           ทุกคราที่เห็นรอยยิ้มแฝงความนัยลึกซึ้งของลาถีเท่อ เส้นเลือดข้างขมับของตนจวนจะแตกเสียแล้ว

           หลังจากต่างฝ่ายต่างสารภาพความในใจกับเจียนั่วในคราก่อน ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองพลันเข้าสู่บรรยากาศแปลกประหลาดใจอย่างชัดเจน ยามปกติลาถีเท่อกับเก๋อจือสัมผัสกายกันมิบ่อยนัก แต่ทว่าทันทีที่ลาถีเท่อเป็นฝ่าย 'จู่โจม' ด้วยการกุมมือหรือโอบลำคอ เก๋อจือก็จะเผยท่าทีตอบกลับอย่างกระตือรือร้นและแอบกัดลงบนแผงอกกำยำของอีกฝ่ายหนึ่งคำ

           ทว่าตนกับเจียนั่วฝึกการต่อสู้กันเป็นประจำ สัมผัสร่างกายกันจนเคยชินไปเสียนานแล้ว แม้ว่าตนจะคว้าข้อมือของอีกฝ่ายเอาไว้เป็นบางครา กระนั้นก็จะถูกอีกฝ่ายมองอย่างตรงไปตรงมาพร้อมทั้งทำสีหน้า 'มีอันใด' ตอบกลับ หลังจากนั้นยังถูกลาถีเท่อหัวเราะเยาะเกินจริงว่าเป็น 'สหายบริสุทธิ์ใจ' กระนั้นสิ่งที่ทำให้ตนว้าวุ่นใจมากที่สุดก็คือ ถึงแม้ตนจะปีนขึ้นเตียงของเจียนั่ว หากแต่ไม่รอให้ตนเตรียมการเพื่อขั้นต่อไป อีกฝ่ายกลับหลับไปภายในเสี้ยววินาที...

           สิ่งสำคัญที่สุดคือ เจียนั่วมิได้แสร้งหลับ ทว่าหลับจริงๆ ตนยังเคยจงใจก่อกวนอีกฝ่ายอยู่หลายครั้ง แต่กระนั้นเมื่อดูจากท่าทีตอบสนองของอีกฝ่าย แสดงให้เห็นว่าเข้าสู่แดนนิทราอย่างแท้จริง ดังนั้นตนจึงทำได้เพียงกลับเตียงของตนอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ หากไม่ไหว้วานพี่นิ้วทั้งห้าก็ต้องลำบากน้องผ้าห่ม ถึงขั้นที่ว่ายามลาถีเท่อซักผ้าห่มยังเกือบเข้าใจผิดคิดว่าโม่จ้านมีนิสัยฉี่รดที่นอน

           โม่จ้านที่เจ็บปวดทรมานอดกลั้นจนแทบเสียสติ ทว่าลาถีเท่อที่ฟังจนจบกลับหัวเราะจนเสียสติไปเสียแล้ว เด็กหนุ่มเผ่าหมานปาดน้ำตาพลางออกความเห็น

           หลังสรุปท่าทีของเจียนั่วตามคำบอกเล่าของโม่จ้าน ลาถีเท่อเดาว่าเพราะเจียนั่วมีสมบัติผู้ดีมากเกินไป มิอาจแสดงท่าทีตอบกลับโม่จ้านอย่างชัดเจนมากเพียงนั้น ด้วยเหตุนี้โม่จ้านจึงเน้นหนัก 'การจู่โจม' ลอบเผยถึงความปรารถนาทั้งหมดของตนภายใต้การจู่โจมที่พยายามมิทำให้ถึงขั้นลวนลามทางเพศ กระนั้นมีครั้งหนึ่งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดก็เป็นเพียงการทำให้เจียนั่วหน้าแดงก่อนรีบเผ่นหนีเท่านั้น

           “...ข้าว่า เจียนั่วอาจจะเขินอายหรือไม่?”

           การสนทนาลับระหว่างโม่จ้านกับลาถีเท่อบ่อยครั้งยิ่งนัก ท้ายที่สุดถูกเก๋อจือที่ประสาทสัมผัสว่องไวพบเข้า หลังได้ฟังต้นสายปลายเหตุ นึกมิถึงว่าเก๋อจือจะมิได้หัวเราะตนเป็นอันดับแรกอย่างที่โม่จ้านคิดเอาไว้ แต่กลับเสนอความเป็นไปได้อย่างจริงจัง

           “ตามที่เจ้าเอ่ยว่า นอกจากครานั้นที่เจียนั่วสารภาพความในใจก็คล้ายกับมิเคยเป็นฝ่ายเริ่มก่อนสักครา แต่ทว่าเมื่อเจ้าเริ่มเป็นฝ่ายรุก เขาก็มิได้ขัดขืนมิใช่หรือ?”

           “...เจ้าว่ามาเช่นนี้ คล้ายกับจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ”

           โม่จ้านกุมปลายคางอย่างใช้ความคิด หางตามองไปทางสายตาอมยิ้มของลาถีเท่อแล้วพลันนึกขึ้นได้

           “เห็นทีคราแรกเก๋อจือเองก็เขินอายมากเช่นกันใช่หรือไม่?”

           “จะมิเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร ข้าต้องยืนยันอยู่ครึ่งค่อนวัน อีกทั้งยังเล้าโลมเสียจนเขาทนมิได้ เขาจึงได้ฝืนใจยอมตกลง---”

           เมื่อฟังดูแล้วหัวข้อสนทนาไม่ชอบมาพากล ใบหน้าของเก๋อจือแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อโดยพลัน รีบโผเข้าอ้อมกอดของลาถีเท่อหมายจะปิดปากเด็กหนุ่มเผ่าหมาน เพียงแต่ส่วนสูงของลาถีเท่อมิได้เป็นเช่นเมื่อก่อน เด็กหนุ่มเผ่าหมานคลี่ยิ้มเอียงตัวไปด้านข้าง เด็กหนุ่มผมแดงเอื้อมมือพลางเขย่ง นึกมิถึงว่าจะคว้ากระทั่งปลายคางของอีกฝ่ายมิได้

           “ลาถีเท่อ! อย่าเล่าเรื่องเหล่านี้ให้ผู้อื่นฟัง!!”

           คนทั้งสองเอะอะโวยวาย โม่จ้านยักไหล่อย่างจนปัญญา นับตั้งแต่เก๋อจือกับลาถีเท่อตกลงกันเรื่องความสัมพันธ์ ตนพลันคุ้นชินกับการถูกกรอกอาหารสุนัขเสียแล้ว

           หากเจียนั่วไม่ถนัดเรื่องการแสดงออกมากนัก เช่นนั้นตนก็คงมิได้ดีไปกว่ากันนัก เพราะตนเองก็อ่อนหัดเรื่องความรักเช่นกัน ประสบการณ์มิได้มากไปกว่าอีกฝ่ายสักนิด เพียงแต่ค่อนข้างเปิดเผยกว่าอีกฝ่ายอยู่บ้างเท่านั้น หากคืนนั้นเจียนั่วไม่สารภาพความในใจกะทันหัน เกรงว่าจนถึงป่านนี้คนทั้งสองคงยังเกรงอกเกรงใจซึ่งกันและกัน นอนคนละเตียงทั้งๆ ที่ภายในใจคิดมิซื่อเสียแล้ว

           กรรมตามสนอง ยามนั้นตนหัวเราะเยาะว่าลาถีเท่อกับเก๋อจือมิต่างกับเด็กมัธยมมีความรัก ยามนี้ถึงคราวตนเองกลับเทียบเด็กมัธยมมิได้เสียด้วยซ้ำ

           “โม่เจ๋อเอ่อร์เจ้าอย่าได้ลืมไปว่าเจียนั่วมีความเป็นอัตตาสูง หากเจ้าประมาณความเหมาะสมมิถูก เป็นไปได้สูงที่จะได้ผลตรงกันข้าม”

           มือข้างซ้ายของลาถีเท่อกดเก๋อจือที่พยายามดิ้นขัดขืนเอาไว้ ส่วนมือข้างขวาดึงข้อมือทั้งสองข้างของเด็กหนุ่มผมแดงไปทางด้านหลังก่อนเงยหน้าขึ้นอย่างง่ายดาย

           “...เหอะ ข้ารู้”

           โม่จ้านถอนหายใจ นิ้วมือเคาะโต๊ะเบาๆ ยามเพิ่งเข้าพักในโรงเตี๊ยมของกิลด์ มิใช่เพราะตนมีอคติต่อท่าทีของอีกฝ่ายจึงได้ทำให้เกิดสงครามเย็นระหว่างทั้งสองคนหรืออย่างไร หากครานี้ยังทำเช่นนั้นอีก เช่นนั้นคงจะเย็นชาหมางเมินโดยสิ้นเชิงเสียแล้ว

           ยังมียามบังเอิญพบกันที่ป่ากวางอูฐ ตนเข้าไปก่อน คิดว่าอีกฝ่ายกำลังวางอำนาจใส่ตน ภายหลังอีกฝ่ายช่วยชี้นำให้ตน เป็นฝ่ายเสนอตัวช่วยฝึกซ้อมอย่างแสดงไมตรี นึกมิถึงว่าตนยังคิดว่าอีกฝ่ายต้องการคลี่คลายความสัมพันธ์ของทั้งสอง กระทั่งถึงยามนี้ ตนที่เพิ่งรู้เนื้อรู้ตัวจึงสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายเริ่ม 'มีใจ' ให้ตนตั้งแต่ครานั้นแล้ว

           และปัญหาในยามนี้ก็คือ ท่าทีที่คนทั้งสองใกล้ชิดก็มิใช่ ห่างเหินก็มิเชิง ท่าทางมิคล้ายผู้ที่กำลังคบหากันแม้แต่น้อย ตนไม่ขอให้ระหว่างคนทั้งสองตัวติดกันเช่นลาถีเท่อกับเก๋อจือ เพียงแต่อย่างน้อยให้มีท่าทีตอบกลับ ทำให้ตนได้สบายใจสักหน่อยกระมัง?

           มีความก้าวหน้าด้าน 'สถานีวิทยุกระจายเสียงเรื่องความรัก' มิน้อย ทว่าโม่จ้านที่องอาจห้าวหาญในสนามรบกลับขี้ขลาดในด้านความรักจนชวนให้ผู้อื่นเหนื่อยใจ สับสนวุ่นวายอยู่ครึ่งค่อนวัน ท้ายที่สุดโม่จ้านเลือกที่จะล้มเลิกความคิดจะไปเอ่ยถามเจียนั่วโดยตรงพลางหลีกหนีคำพูดฉีกหน้าของเก๋อจือหัวซุกหัวซุน

           ลาถีเท่อที่นึกเกลียดที่หลอมเหล็กมิเป็นเหล็กกล้าได้แต่ส่ายหน้า ฝืนลากโม่จ้านไปตั้งหลักที่นอกห้องก่อนเตรียมจะไปเอ่ยถามเจียนั่วด้วยตนเอง ทางด้านโม่จ้านนวดท่อนแขนที่รู้สึกเจ็บ ท่าทางมิต่างกับเด็กนักเรียนที่กำลังนั่งรอแจกข้อสอบอยู่บนเก้าอี้อย่างว่าง่าย รอการตอบกลับจากศิษย์ของตนอย่างค่อนข้างกระวนกระวาย

           ยามอยู่ในกิลด์ ความอ่อนแอของลาถีเท่อมีไว้เพียงเพื่อคุ้มกันตนเอง ทว่ายามนี้กลับให้ความรู้สึกเผยกลิ่นอายเผด็จการจากภายในกระดูก นี่จึงจะเป็นนิสัยใจคอที่แท้จริงของเด็กหนุ่มเผ่าหมาน โบราณกล่าวไว้ได้ดี ร่างกายนั้นคือต้นทุนของการปฏิวัติ ร่างกายที่เดิมทีก็แข็งแรงของลาถีเท่อผ่านการฝึกฝนไม่กี่เดือนพลันพัฒนาอย่างก้าวกระโดด กระทั่งกำลังวังชายังเปลี่ยนไปเสียแล้ว มิเพียงแต่มีความสุขุมมีเหตุผลเช่นเมื่อก่อน ทว่ายังกลายเป็นมีความมั่นใจในตนเองมิน้อย

           ตนใคร่รู้มาโดยตลอดว่าแท้จริงแล้วพลังของเด็กหนุ่มเผ่าหมานน่ากลัวเพียงใด หากแต่ก็กลัวว่าจะฝึกฝนเสียจนถึงขั้นทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บเช่นกัน ดังนั้นจึงทำได้เพียงปล่อยผ่านไป เพียงแต่หากเทียบเพียงร่างกาย โม่จ้านรู้สึกมั่นใจในร่างกายนี้ของตนมากพอตัว อย่างน้อยๆ ด้วยพละกำลัง ความอึดและกำลังวังชาก็ไม่มีทางด้อยไปกว่าลาถีเท่อ

           ...ทว่า คล้ายกับตนจะไม่มีโอกาสให้พิสูจน์ 

           โม่จ้านใบหน้าเศร้าโศก หวนนึกถึงความรู้สึกยามสัมผัสเนื้อสะโพกของเจียนั่วอย่างเปี่ยมราคะ

            



    คล้ายกับเรื่องนับถอยหลังสู่การประหารราชาปีศาจ (Yaoi) [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน