บทที่ 23
บทที่ 23 ในค่ำคืนเดียวกันนั้นเองในยามที่บ่อนการพนันของแม่นางเสวี่ยเฟยนั้นกำลังจะถึงเวลาปิดให้บริหาร เหล่าลูกค้าเองก็พากันกลับไปกันจนเกือบหมดแล้ว แม่นางเสวี่ยเฟยที่พึ่งเลิกงานแม้จะเป็นเจ้าของบ่อนการพนันแห่งนี้ นางก็ไม่สามารถนั่งเฉยๆได้นางจำเป็นต้องเดินตรวจตาความเรียบร้อยของบ่อนการพนันแห่งนี้อยู่ตลอดทั้งคืน นางเดินกลับมาที่ห้องนอนของตนมือเล็กๆของนางได้ดันประตูเปิดเข้าไปภายในห้อง ภาพที่นางเห็นก็คือหยางหลงกำลังนั่งอาหารตำราอยู่บนโต๊ะกลางห้อง มันเป็นภาพที่นางนั้นคุ้นตาอยู่แล้วเพราะหยางหลงน้้นจะเข้านอนพร้อมนางทุกคืน เขามักจะนั่งอ่านตำราต่างๆเพื่อรอให้นางทำงานเสร็จ เมื่อเดินก้าวห้องเข้ามาภายในห้องเพียงสองก้าว จมูกของนางก็ได้กลิ่นแปลกๆมันเป็นกลิ่นที่นางนั้นคุ้นเคย แม่นางเสวี่ยเฟยที่กำลังมองหาต้นตอของกลิ่นนั้นอยู่ ดวงตาของนางก็เริ่มมองไปที่ร่างของหยางหลงที่กำลังนั่งอ่านตำราอย่างสงบนิ่งยู่บนโต๊ะ นางได้เดินตรงเข้าไปหาหยางหลงที่กำลังนั่งอ่านตำราอยู่ ใบหน้าของนางยื่นเข้ามาที่บริเวณเสื้อของหยางหลง จมูกของนางพยายามดมหากลิ่นที่นางนั้นสงสัย ในขนาดที่นางกำลังใช้จมูกดมกลิ่นที่ติดอยู่กับเสื้อของหยางหลงอยู่นั้นบุรุษในชุดขาวก็พยายามทำตัวเองให้นิ่งที่สุด “ กลิ่นเลือดกับกลิ่นควันไฟ... ” นางได้เอ่ยออกมา เหงื่อของหยางหลงเริ่มไหลซึมออกมาบนใบหน้า แต่ท่าทางของเขาก็ยังคงแสดงความสงบนิ่งอยู่ แม่นางเสงี่ยมเฟยนั้นพยายามหรี่ดวงตาลงเพื่อมองหยางหลง “ ท่านไปไหนมา... ” นางเอ่ยขึ้นนั้นทำให้หยางหลงสะดุ้ง ก่อนที่เขานั้นจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาแล้วกล่าวอย่างหนักใจ“ โกหกเจ้ามิได้เลยจริงๆด้วย ” แม่นางเสวี่ยเฟยนั้นนั่งลงตรงเก้าอี้ข้างๆกายหยางหลง “ ท่านออกไปทำอันใดมาถีงมีถึงกลิ่นเลือดและควันไฟเช่นนี้ ” นางเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ เอาเถอะข้าก็ไม่คิดจะปิดบังเจ้าหรอก ในขนาดที่กำลังนั่งดื่มสุราอยู่....” หยางหลงได้นั่งเล่ารายละเอียดต่างๆให้กับแม่นางเสวี่ยเฟยได้ฟังเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดที่ตนไปพบเจอมา เมื่อได้ฟังความจนจบแม่นางเสงี่ยมเฟยก็ทำท่าทางคิดไม่ตก “ ท่านคิดว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือของราชวงศ์... ” “ ไม่มีผู้อีกที่สามารถทำเช่นนี้ได้นอกจากพวกราชวงศ์ ” หยางหลงกล่าวอย่างใจเย็น “ ท่านก็กำลังมีแผนอันใดอยู่มิใช่หรือ ” แม่นางเสวี่ยเฟยเอ่ยขึ้นพลางปรายตามองหยางหลงที่กำลังทำท่าทางใจเย็น บุรุษชุดสีขาวได้ฉีกยิ้มออกมาแต่เขามิได้กล่าวอันใดตอบกลับมา มือของบุรุษหนุ่มได้เอื้อมมาจับที่แขนเล็กๆของนางอย่างกะทันหัน นั้นทำให้นางตกใจอยู่ไม่น้อย หยางหลงได้ออกแรงดึงร่างเล็กๆของนางเข้ามาหาตน ร่างของสตรีที่สวมใส่ชุดสีม่วงอันเย้ายวนได้ถูกดึงเข้ามานั่งบนตักของบุรุษชุดสีขาว หยางหลงฉีกยิ้มออกมาพลางกับยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆนาง “ ไปนอนกันดีหรือมั้ย ” หยางหลงกระซิบที่ข้างๆหูของนาง ขนทั้งตัวของนางลุกซู่แก้มทั้งสองเริ่มแดงก่ำ ภายในหัวของนางคิดถึงเรื่องอื่นไม่ได้เลยนอกจากเรื่องอย่างว่า แม่นางเสวี่ยได้นำใบหน้าของตนถอยห่างออกมาจากใบของหยางหลงที่ยื่นเข้ามา “ ท่านไปอาบน้ำเลยนะเพค่ะองค์ชายคืนนี้ข้าจะไม่ให้ท่านนอนบนเตียง ทั้งทียังมีกลิ่นคาวเลือดเช่นนี้เป็นแน่ ” แม่นางเสวี่ยเฟยเอ่ยพลางกับส่ายหน้าไปมาอย่างหนักใจ “ หื้อ!!! เรื่องอาบน้ำไว้ค่อยทำก็ได้... ” เมื่อกล่าวจบหยางหลงได้ยกร่างเล็กๆของนางที่กำลังนั่งอยู่บนตักของตนขึ้น “ ท่านจะทำอันใดเนี่ยองค์ชาย... ” นางกล่าวด้วยท่าทางตื่นตระหนกหลังจากร่างของตนถูกยกลอยขึ้น “ ไปที่เตียงกันเถอะ... ” ........................... วันถัดมา ยามเช้าที่แสงอรุณนั้นสาดส่องลงมาทั่วทั้งเมืองหลวง หลังคาบ้านเรือนต่างๆถูกอาบไปด้วยแสงแดดอ่อนๆยามเช้า บนหลังคาที่มีความสูงถึงสามชั้นร่างของบุรุษชุดขาวกำลังนั่งบำเพ็ญสมาธิอยู่ด้านบนหลังคาที่กำลังมีแสงอรุณยามเช้าสาดส่องลงมา ใต้จิตสำนึกของหยางเขต ณ เขตแดนประตูมังกรสวรรค์ กระบี่ลมปราณสีทองอร่ามที่กำลังลอยอยู่เบื้องหน้าของหยางหลงประมาณห้าสิบเล่ม นี่คือขีดจำกัดล่าสุดที่เขาสามารถทำได้ หยางหลงพร้อมจะท้าทายอีกครั้ง เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าสองก้าวก่อนจะหยุดลง “ เข้ามา!!!! ” สิ้นสุดเสียงตะโกนกระบี่ลมปราณมากมายได้พุ่งใส่ร่างของเขา มันได้แทงเข้ามาในส่วนต่างๆของร่างกายอย่างพร้อมเพรียงกัน บุรุษชุดขาวที่ถูกโจมตีด้วยกระบี่ลมปราณมากมายได้กระอักเป็นเลือดสีแดงมาจากปาก ขาทั้งสองข้างของเขานั้นอยากจะล้มลงกับพื้น ความเจ็บปวดที่มากมายมหาศาลได้ประดาเข้ามาในครั้งเดียว ถ้าเป็นเมื่อประมาณสิบวันก่อนเขาได้รับกระบี่ลมปราณมากมายขนาดนี้ชีวิตของเขาคงจะดับสูญไปในทันที แต่เพราะสิบวันที่ผ่านมาเขาได้ฝึกฝนทั้งร่างกายและลมปราณมาในระดับหนึ่งมันเลยทำให้เขานั้นสามารถรับกระบี่ลมปราณถึงห้าสิบเล่มได้โดยไม่สิ้นชีวิต แต่ถึงกระนั้นความเจ็บปวดที่ได้รับมันก็มากมายมหาศาลอยู่ดี หยางหลงนั้นแทบอยากจะสิ้นสติลงไปในทันที แต่ถ้าทำเช่นนั้นเขานั้นก็จะไม่ผ่านการฝึกฝนในครั้งนี้ หยางหลงได้อดกลั้นความเจ็บปวดนั้นอยู่เป็นเวลาถึงสิบวินาที ก่อนที่กระบี่ลมปราณที่กำลังทิ่มแทงร่างกายของเขาอยู่นั้นจะค่อยๆจางหายไป ความเจ็บปวดก็เช่นกันมันเริ่มบรรเทาลงเมื่อกระบี่ค่อยๆลดลงไปทีละเล่ม จนกระทั่งกระบี่ลมปราณทั้งหมดและจางหายไป พลังลมปราณของเขาเป็นเพิ่มพูนขึ้นอีกหลายเท่า หยางหลงได้ถอยออกมาจากจุดที่รับกระบี่ลมปราณ เขาได้ออกมายืนภายนอกจุดนั้นเพื่อครุ่นคิดถึงอะไรบางอย่าง “ ให้ตายเถอะขนาดห้าสิบเล่มยังคงเจ็บปวดขนาดนี้แล้วชายคนนั้นต้องรับถึงหนึ่งล้านเล่มทำไปได้อย่างไรกัน ” หยางหลงนั้นไม่อยากจะนึกถึงความรู้สึกของการรับกระบี่ลมปราณทั้งหมดหนึ่งล้านเล่มในครั้งเดียว เขารู้ดีว่าความรู้สึกของมันคงเจ็บปวดจนเรียกได้ว่าความตายยังสบายเสียกว่า ดวงตาทั้งสองได้ค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆ หยางหลงนั้นได้ออกมาจากเขตแดนประตูมังกรสวรรค์เรียบร้อยแล้ว แสงอรุณยามเช้ากำลังจะสาดส่องมาที่ร่างกายของเขา เนื่องจากหลังคาที่เขานั่งอยู่เป็นจุดที่สูงที่สุดของบริเวณนี้แล้ว จึงไม่มีอันใดมาบดบังดวงอาทิตย์ที่กำลังค่อยๆขึ้นจากขอบฟ้าเบื้องหน้า มันยังคงเป็นแสงสว่างที่ไม่ได้ร้อนมากนัก เขาสามารถจ้องมันด้วยตาเปล่าและเพลิดเพลินไปกับมันได้ ................ ณ จวนสกุลถัง มีรถม้ามาหยุดที่หน้าประตูจวนสกุลถังแห่งนี้ ภายในนั้นไม่รู้ว่ากำลังมีผู้ใดนั่งอยู่ แต่เมื่อมองจากรอบๆที่มีองครักษ์มากมายรายล้อมก็พอรู้ได้ว่าผู้ที่กำลังนั่งอยู่ภายในรถมามันเป็นผู้สูงศักดิ์ เมื่อรถม้านั้นหยุดลงตรงหน้าประตูจวนสกุลถัง รอบๆรถม้านั้นมีสาวใช้สองคนเดินตามรถม้าอยู่ตลอดเวลา “ คุณหนูเจ้าค่ะถึงแล้วเจ้าค่ะ ” สาวรับใช้เอ่ยอย่างนอบน้อม ม่านสีขาวที่ถูกปิดไว้อย่างมิดชิดเพื่อไม่ใช่เห็นภายในรถม้าค่อยๆถูกเปิดออกอย่างช้าๆ ร่างของสตรีนางหนึ่งได้ก้าวลงมาจากรถม้าที่รอบไปนั้นเต็มไปด้วยผู้คุ้มกัน ร่างกายที่บางเล็กสวมใส่ชุดสีขาวยาวสลวยที่สลักไปด้วยลวดลายดอกไม้ ผมสีดำขลับของนางที่ปล่อยปลายผมยาวลงมาถึงกลางแผ่นข้างหลัง แต่บริเวณผมด้านบนนั้นกลับถูกถักทอมาอย่างสวยงาม ผิวกายที่ขาวสว่างราวกับไม่เคยต้องแสงแดดริมฝีปากที่ออกเป็นสีแดงอมชมพู ความงดงามของใบหน้านั้นไม่มีบุรุษผู้ไดไม่เหลียวมอง สตรีนางนั้นได้ก้าวลงมายืนที่พื้นด้านล่าง เหล่าสาวรับใช้ก็ได้รีบเข้ามาปรนนิบัติอย่างใกล้ชิด ความงามของนางนั้นถึงกลับทำให้ผู้คุ้มกันของจวนสกุลถังที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูใหญ่ถึงกับทำใบหน้าเคลิ้มไปกับความงดงามของนาง ทันทีที่นางนั้นก้าวลงมาจะรถม้ากลิ่นกายของนางที่หอมราวกับดอกไม้ ได้เริ่มส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ นั่นยิ่งทำให้เหล่าบุรุษบริเวณนั้นต่างตกอยู่ในภวังค์ ทันใดนั้นเองสาวรับใช้ประจำสกุลถังผู้หนึ่งก็ได้วิ่งออกมาจากภายในจวน นางมาอยู่ลงตรงหน้าของสตรีที่สวมใส่ชุดขาวนางนี้อย่างนอบน้อม “ ยินดีต้อนคุณหนูหลิวเจ้าค่ะ... ” สาวใช้สกุลถังและเอ่ยอย่างนอบน้อมก้มหน้า “ คุณหนูของพวกเจ้าละ ” นางตอบกลับมาด้วยรอยยิ้ม รอยยิ้มบนใบหน้าของนางนั้นแสดงให้เห็นถึงความอบอุ่นที่ซ่อนลึกอยู่ภายใน “ ด้านในเจ้าค่ะ...คุณหนูให้บ่าวมาเชิญคุณหนูหลิวเข้าไป ” สาวรับใช้สกุลถังยังคงเอ่ยอย่างนอบน้อม .......................... ภายในจวนสกุลถัง คุณหนูสกุลถังนามว่าถังฟางหนิงที่กำลังนั่งอ่านตำราอยู่ภายในห้องของตนเอง นางกำลังกวาดสายตามองและทบทวนตัวอักษรที่อยู่บนตำราที่นางนั้นเปิดอ่านอยู่คือตำราวรยุทธที่มีชื่อว่า กระบี่แสงจันทร์ นางกำลังศึกษาเคล็ดวิชาในตำราอย่างขมักเขม่นดวงตาของนางนั้นไม่ละจากตัวหนังสือภายในตำราเลยแม้เพียงครู่ คิ้วทั้งสองข้างได้ขมวดเข้าหากันดวงตาที่หรี่ลงพยายามจ้องมองตัวหนังสือที่ถูกเขียนไว้อย่างไม่กระพริบตา “ เหตุใดเจ้าถึงทำหน้าเคร่งเครียดเช่นนั้นละฟางหนิง ” เสียงใสกังวาลได้ดังขึ้นขณะที่นางกำลังเคร่งเครียดอยู่กับตัวหนังสือภายในตำรา ใบหน้าที่ก้มมองตำราอยู่ได้เงยขึ้นอย่างช้าๆ พลางกับหันไปมองทางประตูบานใหญ่ ร่างของสตรีที่สวมใส่ชุดสีขาวลวดลายดอกไม้ยืนมองมาที่นางด้วยรอยยิ้ม “ เฟยหลิง!!! ” คุณหนูสกุลถังกล่าวออกมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความดีใจ นางรีบละทิ้งตำราในมือแล้วรีบวิ่งเข้าไปหาสตรชุดขาวนางนั้น สตรีนางนี้คือบุตรสาวคนเดียวของผู้นำสกุลหลิวคนปัจจุบันนามของนางก็คือ หลิวเฟยหลิง และยังมีศักดิ์เป็นคู่หมั้นกับองค์รัชทายาทของราชวงศ์หลี่อีกด้วย คุณหนูสกุลถังด้ายพุ่งเข้าไปสวมกอดกลับร่างของคุณหนูสกุลหลิวที่ยืนอยู่หน้าประตู เพราะนางทั้งสองนั้นมีอายุไล่เลี่ยกันโดยสกุลถังและสกุลหลิวยังสนิทสนมกันมาตั้งแต่สมัยก่อนเพราะเช่นนั้นนางทั้งสองก็เลยเป็นสหายกันตั้งแต่ยังเยาว์ “ นิเฟยหลิงวันนี้ข้ามีเรื่องอยากจะให้เจ้าช่วยข้าหน่อย... ” ฟางหนิงเอ่ยอย่างมีความหวังดวงตาทั้งสองของนางนั้นเปล่งประกายขึ้นมาทันที ผิดกับดวงตาทั้งสองของคุณหนูสกุลหลิว นางนั้นมองร่างสหายตรงหน้าด้วยความงงงวย จบบท