ตอนที่ 18 หัวใจที่บอบช้ำ
แก้มวิ่งออกมาจากห้องทำงานของโซ่ราวกับลมหายใจของเธอถูกกระชากออกไป เธอไม่รู้ว่าเหงื่อหรือความร้อนจากอารมณ์รุนแรงที่กำลังพลุ่งพล่านอยู่ในอกทำให้ร่างกายเธอสั่นเทา แต่สิ่งที่ชัดที่สุดคือความเ็ปที่กรีดลึกลงไปในหัวใจ
น้ำตาที่เธอพยายามกลั้นก็หลุดร่วงจนได้ แม้มันจะไหลลงข้างแก้มไม่หยุด แต่เธอก็ปาดมันออกด้วยหลังมืออย่างไม่ยอมหยุดวิ่ง ราวกับว่าถ้าหยุด เธอจะต้องเผชิญความจริงที่ทำให้เจ็บจนแทบล้มทั้งยืน
เธอไม่รู้เลยว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา โซ่นั้นนอกใจเธอไปมากแค่ไหน รู้แค่บางครั้งที่จับได้ ที่เคยเห็นข้อความ เคยเห็นรอยจูบ เคยได้กลิ่นน้ำหอมคนอื่นติดตัวเขา
แต่สิ่งที่จับไม่ได้ล่ะ… มันจะต้องมากกว่านั้นเท่าไร เธอไม่อาจนับได้ด้วยซ้ำ เธอไม่รู้เลยว่าคำพูดไหนของโซ่เป็ความจริง คำไหนเป็แค่เื่โกหกซ้ำซาก
เหมือนอย่างเื่ของเชอรี่ โซ่เองยืนยันนักหนาว่าเขาไม่ได้ติดต่อกันอีกแล้ว
“กูเลิกติดต่อกับมันแล้วจริง ๆ แก้ม กูบล็อกมันหมดทุกทางแล้ว”
แต่ภาพที่เธอเห็นในวันนี้ ภาพที่ทั้งสองในห้องทำงาน ปากยังติดกัน น้ำลายยังยืดเป็เส้น กลิ่นน้ำกามยังคลุ้งเต็มจมูก มันตอกย้ำความจริงที่โหดร้ายว่าพวกเขายังสานความสัมพันธ์ลับหลังเธออยู่
คำว่า “ครั้งสุดท้าย” ที่เขาเคยพูด มันกลายเป็คำโกหกซ้ำำซาก
แก้มวิ่งต่อไปเรื่อย ๆ ลมพัดตีหน้าแต่เย็นไม่ถึงใจ น้ำตาเธอก็ยังคงไหลออกมาไม่หยุด ขาที่ใช้งานหนักเริ่มอ่อนแรงจนแทบก้าวไม่ไหว เธอหายใจหอบจนเจ็บปอด แต่ก็ยังฝืนวิ่งต่อไปอีกหลายสิบเมตร
ถนนดินแดงหน้าปากโรงสีเริ่มว่างเปล่า ไม่มีรถสัญจรผ่านมาสักคัน มีเพียงเสียงจิ้งหรีดร้องระงมกับลมร้อนที่พัดใบไม้ไหวเบา ๆ ฝุ่นฟุ้งขึ้นตามฝ่าเท้าเปล่าของเธอจนขาเลอะเต็มไปหมด แดดบ่ายคล้อยยาวทอดเงาของเธอลงบนถนนเหมือนเงาคนเดียวดายที่ยืดยาวจนดูน่าสงสาร
ในที่สุดร่างกายก็ถึงขีดจำกัด
ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะทรุดลงนั่งยองข้างถนนหายใจหอบ มือทั้งสองกำแน่นอยู่บนหัวเข่า หัวใจของแก้มเหมือนถูกบีบแน่นที่สุดเท่าที่เธอเคยรู้สึก เธอก้มหน้า ปล่อยให้น้ำตาหยดลงบนพื้นทางเท้าเป็จุด ๆ
เธอนั่งอยู่อย่างนั้น ท่ามกลางความเงียบของถนนที่ไม่มีใครผ่านไปมา มีแค่ต้นหญ้าข้างทางที่ไหวตามลม กับนกสองสามตัวที่บินผ่านท้องฟ้าสีส้มอมแดง แสงแดดสีทองสาดส่องลงมาแต่กลับไม่ทำให้หัวใจเธออุ่นขึ้นแม้แต่น้อย
แต่แล้วจู่ ๆ เสียงเครื่องยนต์ก็ดังใกล้เข้ามาจากทางด้านหลัง แต่เธอยังคิดว่ารถคงแค่จะขับผ่านไป เหมือนรถทุกคันก่อนหน้า ทว่าคันนี้กลับชะลอแล้วหยุดนิ่งอยู่ตรงข้างตัวเธอ ประตูรถเปิดออก พร้อมเสียงฝีเท้าที่รีบร้อนเข้ามาใกล้
“แก้ม…!”
แก้มเงยหน้าขึ้นช้า ๆ สายตาที่พร่าเพราะน้ำตาเห็นเป็ภีมที่ยืนอยู่ตรงหน้า เขามองเธอด้วยสีหน้าใและเป็ห่วง เขารีบย่อกายลงมาระดับเดียวกับเธอ มือแตะไหล่เธออย่างระมัดระวัง
“แก้มเป็อะไร ร้องไห้ทำไม เกิดอะไรขึ้น”
เสียงภีมสั่นเล็กน้อย ทั้งที่เขาพยายามคุมมันเต็มที่
“พี่ภีม…”
แก้มหลุดชื่อเขาออกมาเบา ๆ เสียงสั่นจนแทบไม่ได้ยิน เธอมองหน้าภีมด้วยแววตาเศร้าสร้อยจนเขารู้สึกเจ็บแทน น้ำตาที่กลั้นไว้ใหลออกมาอีกครั้งจนตัวเธอสั่นระริก
ภีมไม่ถามอะไรเพิ่ม เขาตัดสินใจประคองเธอให้ลุกขึ้นอย่างนุ่มนวล
“ไปขึ้นรถก่อนนะ แล้วค่อยเล่าให้พี่ฟัง”
เขาจูงแขนเธอไปที่รถอย่างระวัง เปิดประตูฝั่งผู้โดยสารให้เธอขึ้นนั่ง ก่อนเดินอ้อมไปขึ้นฝั่งคนขับ ปิดประตูดัง “ปัง” แล้วสตาร์ทเครื่องทันที ขับรถออกไปจากจุดนั้นโดยไม่รอช้า
ระหว่างทางไม่มีใครพูดอะไร มีเพียงเสียงลมหายใจของแก้มที่ยังสะอื้นเบา ๆ เธอหันหน้าออกไปทางหน้าต่าง มองทิวทัศน์ที่วิ่งผ่านตาอย่างไร้ความหมาย ความคิดของเธอวุ่นวายจนไม่รู้ว่าแม้แต่จะเริ่มจัดลำดับมันจากจุดไหน
ภีมขับรถเงียบ ไม่พูดอะไรสักคำ
มือทั้งสองจับพวงมาลัยแน่น แต่สายตาเขาลอบมองเธอบ่อยครั้ง ทุกครั้งที่มองดวงตาเขาก็เต็มไปด้วยความเป็ห่วงจนเห็นชัด ความกังวลฉายชัดบนใบหน้าที่ปกติยิ้มง่าย แต่เขาเลือกที่จะไม่ถามอะไร จนกว่าตัวเธอจะพร้อมเปิดปากเอง
ในรถเงียบมากจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน
มีแค่เสียงเครื่องยนต์ดีเซลที่ทำงานสม่ำเสมอ เสียงยางกระทบถนนเป็จังหวะ กับเสียงลมตีกระจกเบาๆ เมื่อรถแล่นผ่านช่องว่างระหว่างต้นไม้
จนกระทั่งโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อของแก้มเริ่มสั่นไม่หยุด
เสียงสั่นดังต่อเนื่องจนน่ารำคาญ ชื่อ “พี่โซ่ ♥” ขึ้นเต็มจอพร้อมสายเรียกเข้า และข้อความเด้งขึ้นไม่หยุด
“แก้ม รับหน่อย”
“กูขอโทษ”
“อยู่ไหน”
“กลับบ้านกับกูเถอะ”
แก้มหยิบโทรศัพท์ออกมาด้วยมือสั่นเล็กน้อย มองชื่อนั้นแค่ครู่เดียว น้ำตาคลอขึ้นมาอีกครั้ง แต่เธอกดปุ่มปิดเครื่องทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่วินาที แล้วใส่กลับเข้าไปในกระเป๋าเหมือนมันคือสิ่งที่ไม่อยากแตะต้องอีก
เธอไม่รับ ไม่ตอบ ไม่แม้แต่จะอ่านสักข้อความ
เลือกตัดทุกอย่างจากคนนั้นออกไปจากชีวิตในขณะนี้
เวลาผ่านไปไม่นาน
รถค่อย ๆ ชะลอแล้วจอดเทียบข้างถนนริมแม่น้ำในตัวเมือง
แสงเย็นของพระอาทิตย์กำลังจะตกกำลังสาดสีส้มทองลงบนผิวน้ำเป็ทางยาวระยิบระยับ ลมเย็นพัดเบา ๆ พัดพากลิ่นน้ำมาแตะจมูก
ภีมดับเครื่อง หันมามองเธอเต็มตา
“แก้มดีขึ้นบ้างไหม”
ภีมถามด้วยน้ำเสียงเบาที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ เขาไม่รู้ว่าเธอเจออะไรมาบ้าง แต่เขารอให้เธอพร้อมจะพูดด้วยตัวเอง
แก้มหันหน้ากลับมามองเขาช้า ๆ เพียงพยักหน้าเบา ๆ เหมือนคนที่ไม่เหลือเรี่ยวแรงจะตอบอะไร เธอแค่ยกมุมปากขึ้นนิดเดียวเหมือนจะยิ้มให้เขา รอยยิ้มที่ฝืนจนดูเ็ป
ทั้งสองลงจากรถ ภีมปิดประตูเบา ๆ แล้วเดินนำแก้มไปตามทางเดินปูนเรียบที่ทอดยาวริมแม่น้ำ
ลมเย็นพัดมาพร้อมกลิ่นน้ำจืด บรรยากาศสวนสาธารณะยังครึกครื้นอยู่แม้จะใกล้ค่ำ ผู้คนเดินเล่นกันเป็คู่เป็ครอบครัว เด็กวิ่งเล่นไล่จับกันเสียงใส บางครอบครัวปูเสื่อกินข้าวเย็นกันริมน้ำ พระอาทิตย์กำลังจะจมขอบฟ้า ทิ้งแสงสีส้มทองสุดท้ายสาดลงผิวน้ำเป็ทางยาวระยิบระยับ
แก้มเดินเงียบ ฝ่าเท้าเปล่ายังรู้สึกแสบจากตอนวิ่งหนีมา เธอเลือกม้านั่งไม้ตัวยาวที่อยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ แล้วนั่งลงช้า ๆ มือวางบนตัก มองไปยังแม่น้ำตรงหน้า แต่สายตากลับว่างเปล่า
ภีมยืนมองเธอครู่หนึ่ง เห็นใบหน้าที่เหนื่อยล้า ตาบวมช้ำ ผมยุ่งเล็กน้อย เขาจึงถอนหายใจออกมาเบา ๆ
“แก้มรอพี่ก่อนนะ เดี๋ยวพี่มา”
แก้มพยักหน้าเบา ๆ ไม่พูดอะไร
ภีมเดินไปยังร้านสะดวกซื้อเล็ก ๆ ข้างสวน ไม่นานก็กลับมาพร้อมถุงพลาสติกสีขาวที่ใส่เบียร์กระป๋องเย็น ๆ หลายกระป๋อง หยดน้ำยังเกาะรอบกระป๋อง เขานั่งลงข้าง ๆ เธอทันที เปิดฝาดัง “แช๊ก” แล้วยื่นกระป๋องหนึ่งให้แก้ม
“ดื่มหน่อยนะ จะได้ผ่อนคลาย” เขาพูด
แก้มรับกระป๋องมาถือไว้ก่อน แล้วค่อยยกขึ้นจิบ ความเย็นของเบียร์ซึมลงคอ ช่วยให้หัวใจที่ตึงเครียดคลายลงนิดหน่อย
ทั้งสองนั่งดื่มเงียบ ๆ ด้วยกัน
แสงสุดท้ายของวันค่อย ๆ มืดลง พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็สีน้ำเงินเข้ม ไฟส่องทางตามสวนเริ่มเปิดทีละดวง แสงสีส้มนวลสะท้อนผิวน้ำเป็ระยิบระยับ ผู้คนเริ่มบางตาลง เสียงเด็กวิ่งเล่นค่อย ๆ หายไป เหลือเพียงเสียงคลื่นกระทบฝั่งเบา ๆ กับลมเย็นที่พัดผ่าน
แก้มยังคงนั่งนิ่ง มือถือกระป๋องเบียร์ที่ว่างไปแล้วครึ่งหนึ่ง
ภีมนั่งข้าง ๆ ไม่เร่ง ไม่ถาม แค่อยู่กับเธอเงียบ ๆ ใต้แสงไฟสลัวและสายลมเย็นของค่ำคืนที่เพิ่งเริ่มต้น
“แก้มอยากระบายอะไรกับพี่มั้ย… พี่รับฟังได้นะ”
ภีมพูดเบาๆ เสียงทุ้มนุ่มตัดความเงียบของค่ำคืน เขาเอียงกระป๋องเบียร์ในมือเล็กน้อย แล้วหันมามองเธอข้าง ๆ ด้วยสายตาอ่อนโยน ไม่กดดัน ไม่ตัดสิน แค่รออย่างคนที่พร้อมรับทุกอย่างที่เธอจะเทออกมา
แก้มนิ่งอยู่นานมาก
นานจนเสียงคลื่นกระทบฝั่งและเสียงลมพัดใบไม้ดังชัดเจน กระป๋องเบียร์ในมือเธอเย็นจนชา ริมฝีปากสั่นระริกหลายครั้งเหมือนจะพูด แต่ก็กลืนกลับลงไป น้ำตาที่แห้งไปแล้วเริ่มคลอใหม่ เธอสูดหายใจลึก ๆ จนไหล่สั่น จนหน้าอกกระเพื่อมหนัก
“แก้มควรทำยังไงต่อดีคะพี่ภีม…”
เสียงเธอแหบพร่า แทบจะเป็กระซิบ แต่เต็มไปด้วยน้ำหนักของความเ็ปที่สะสมมานาน
“ที่ผ่านมาแก้มอดทนมาตลอดจริง ๆ นะคะ… อดทนจนบางทีก็ไม่รู้ว่าตัวเองยังมีหัวใจอยู่หรือเปล่า”
เธอหยุด หายใจสะอึกครั้งหนึ่ง น้ำตาไหลลงแก้มเป็สาย
“คิดว่าพี่โซ่จะคิดได้สักวัน… คิดว่าเขาจะเปลี่ยน เพราะแก้มรักเขามากจริง ๆ รักจนยอมให้เขาเหยียบย่ำหัวใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า”
เธอก้มหน้า มือยกขึ้นปาดน้ำตา แต่ปาดไม่ทันมันไหลลงคาง หยดลงกระป๋องเบียร์เย็น ๆ ในมือ
“แต่ไม่เลยค่ะ… พี่โซ่ก็ยังเป็แบบเดิม” เสียงเธอสั่นเครือจนแทบขาด “ผู้ชายเ้าชู้แบบพี่โซ่… คงเลิกสันดานนี้ไม่ได้จริง ๆ ใช่มั้ยคะ”
พูดจบเธอก็หันมามองหน้าภีมช้า ๆ
ดวงตาที่บวมช้ำต็มไปด้วยน้ำตา แสงไฟสีส้มจากโคมสวนสะท้อนน้ำตาเป็ประกายวาววับ มันไม่ใช่แค่คำถามที่อยากได้คำตอบจากเขา แต่เป็คำถามที่เธอถามตัวเองมาตลอดทาง ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนสมองแทบะเิ แต่ก็ยังหาคำตอบไม่ได้
ในใจเธอสับสนจนแทบคลั่ง
ส่วนหนึ่งยังรักโซ่อยู่ลึก ๆ ยังมีความหวงแหน ยังมีความหวังเล็ก ๆ ที่ฝังรากลึกมานานหลายปี ยังอยากเชื่อว่าเขาจะกลับมาเป็คนของเธอคนเดียว
แต่ส่วนที่เ็ปมันหนักหน่วงกว่ามาก ทุกครั้งที่นึกถึงภาพในห้องทำงานวันนี้ หัวใจมันก็แทบแตกสลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เธอควรหยุดแค่นี้ไหม ควรตัดใจ ควรเลิกกันจริง ๆ อย่างที่พูดออกไปตอนโกรธสุดขีด หรือยังควรให้โอกาสเขาอีกสักครั้ง… ทั้งที่รู้ดีว่ามันจะเจ็บหนักกว่าเดิมเป็ร้อยเท่า
แก้มมองหน้าภีมตาไม่กะพริบ น้ำตายังไหลไม่หยุด ริมฝีปากสั่นระริก เธอเหมือนกำลังขอคำตอบจากเขา ขอความเข้มแข็งจากเขา หรือแค่ขอใครสักคนช่วยรับน้ำหนักความเจ็บนี้ไว้แทนเธอสักพัก เพราะเธอแบกมันไว้คนเดียวไม่ไหวแล้วจริง ๆ
“ถ้าเจ็บมากก็ควรถอยออกมาก่อน…”
ภีมพูดช้า ๆ เสียงทุ้มนุ่มแต่หนักแน่นจนแก้มััได้ถึงน้ำหนักของทุกคำ เขาไม่มองไปที่แม่น้ำแล้ว หันมามองตาเธอตรง ๆ
“หรือถ้ารักมากก็ควรปรับความเข้าใจกันให้ชัดเจน คุยกันจริงจังสักที…”
เขายิ้มมุมปากนิดหนึ่ง แต่เป็ยิ้มที่อ่อนโยน
“แต่สุดท้ายพี่เองก็แค่ให้คำปรึกษา พี่ตัดสินใจแทนแก้มไม่ได้หรอกนะ เพราะทุกอย่างมันอยู่ที่หัวใจแก้มเองจริง ๆ”
เขาหยุดพูดแค่นั้น ไม่ต่อ ไม่ขยาย แค่ปล่อยให้คำพูดลอยค้างในอากาศเย็น ๆ ใต้แสงไฟส้มนวลของโคมสวน
แก้มยกมุมปากขึ้นช้า ๆ เป็รอยยิ้มบาง ๆ ที่แทบไม่มีความสุข แต่เต็มไปด้วยความรู้สึกขอบคุณจริง ๆ มันเป็รอยยิ้มแรกของวันนี้ที่ไม่ต้องฝืน
“ขอบคุณนะคะพี่ภีม…” เสียงเธอเบาแต่ชัดเจน
ภีมยิ้มตอบทันที
“พี่อยู่ตรงนี้เสมอนะแก้ม…”
เขาพูดต่อเสียงต่ำลงนิดแต่หนักแน่นจนแก้มได้ยินชัดทุกคำ
“ถ้าแก้มไม่ไหวจริง ๆ… พี่อยากให้แก้มนึกถึงพี่ก่อนคนอื่นนะ”
คำพูดนั้นหลุดออกมาเบา ๆ แต่ชัดเจนจนแก้มสะดุ้งในใจนิดหนึ่ง
เธอรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่มาจากข้าง ๆ เหมือนมีคนยื่นมือมาพยุงเธอไว้ก่อนจะล้ม
ทั้งสองมองหน้ากันนิ่ง ๆ ครู่หนึ่ง แสงไฟสีส้มจากโคมสวนสะท้อนในดวงตาทั้งคู่เป็ประกายระยิบ ลมเย็นพัดเบา ๆ พัดผมแก้มปลิวไปด้านข้างจนเกาะแก้มนิดหน่อย
ภีมยกมือขึ้นจะปัดให้ แต่เขากลับชะงักแล้วลดมือลงช้า ๆ เสียงคลื่นกระทบฝั่งยังคงดังสม่ำเสมอ เหมือนจังหวะหัวใจของทั้งสองที่เริ่มสงบลงพร้อมกัน
โปรดติดตามตอนต่อไป.
พี่ภีมผู้แสนดีของน้อง (วันนี้มีตอนให้อ่านฟรี ตอนเที่ยงอีกตอนนะ)
สนใจ E-book กดได้เลยจ้า
จำนวน 40 ตอน (100,000+ คำ)
ลิงค์ E-book Meb ⬇️ ????✅️
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6ODoiMTQwOTUzODgiO3M6NzoiYm9va19pZCI7czo2OiI0MTIyNjEiO30
ลิงค์ E-book ธัญวลัย ⬇️ ????????
https://www.tunwalai.com/ebook/detail?ebookId=88157
ลิงค์ E-book ARN book ⬇️ ????????
https://arnbook.com/book-detail/57461
ลิงค์ E-book Pinto ⬇️????????
https://pintobook.com/sl/a6rpx9flxl
sds