จวนตระกูลไป๋
"ท่านเสนาบดีไป๋ ข้ามีเื่จะมารายงาน"
ไป๋จิ้งเทียนเปิดประตูให้ชายผู้หนึ่งที่เข้ามาภายในห้องตน ชายผู้นี้คือเย่เหล่ย เป็จอมยุทธ์ที่ทำงานเป็ทหารรับจ้าง
ทหารรับจ้างนั้นสามารถรับงานได้ั้แ่สืบข่าวยันลอบสังหารเลยทีเดียว ส่วนค่าตอบแทนนั้นจะได้มากน้อยขึ้นอยู่ที่ภารกิจที่ได้รับจะยากง่ายเพียงใด
เมื่อหลายวันก่อน ไป๋จิ้งเทียนได้ว่าจ้างให้เย่เหล่ยเพื่อสืบข่าวของเฟิ่งเซียน ไม่ว่านางจะทำอะไรอยู่กับใคร สิ่งใดที่คิดว่าสำคัญให้นำมาแจ้งแก่เขาให้หมด
"ข้าจะมารายงานเื่คุณหนูสี่และองค์ชายใหญ่ขอรับ จากที่ข้าได้เฝ้ามองดูคนทั้งคู่นั้น คาดว่าทั้งสองคนจะต้องมีความสัมพันธ์ที่มากกว่าสหายปกติเป็แน่
ในวันนี้นั้นหลังจากสิ้นสุดงานประลอง องค์ชายใหญ่ได้ไปที่จวนของคุณหนูสี่เพียงลำพัง ระหว่างการพูดคุยมีการแตะเนื้อต้องตัวกันเล็กน้อย คนทั้งคู่มีอาการเขินอายต่อกันอย่างปิดไม่มิด คาดว่าคงทั้งคู่คงชอบพอกันอยู่เป็แน่ "
ไป๋จิ้งเทียนเมื่อได้ยินดังนั้นก็แทบจะหุบยิ้มไม่ได้ ตนแอบคิดอยู่แล้วว่าต้องเป็เช่นนี้ ตัวของเฟิ่งเซียนนั้นงดงามคล้ายมารดาตนถึงเจ็ดส่วน ซ้ำยังงดงามมากกว่ามาก บุรุษผู้ใดเห็นต่างก็ต้องหลงไหล ไม่แปลกที่องค์ชายใหญ่ที่ใกล้ชิดนางเช่นนี้จะเผลอใจไปรักนาง
เมื่อจบคำรายงานจิ้งเทียนจึงให้เย่เหล่ยกลับไปพักผ่อน ไม่ต้องติดตามบุตรสาวตนแล้ว พร้อมนำเงินสี่ร้อยตำลึงมอบให้กับเย่เหล่ยไปด้วย นับว่าเป็เงินจำนวนมากโขสำหรับงานสืบข่าวง่ายๆ เช่นนี้ หากเป็ผู้อื่นคงได้เพียงสองร้อยตำลึงเป็แน่
จิ้งเทียนไม่แม้แต่เสียดายเงินที่ตนเสียไป ตอนนี้สิ่งที่เขาต้องคิดมีมากมายเหลือเกิน ในอนาคตตนจะได้เป็พ่อตาขององค์ชายใหญ่ที่เป็ที่รักใครของฝ่าา
มีบุตรสาวที่แข็งแกร่งมาเป็รากฐานให้ตระกูล เพื่อที่ตระกูลไป๋ของตนจะได้กลายเป็ตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแคว้นฉี ที่แม้แต่ฮ่องเต้ยังไว้หน้าอยู่หลายส่วน
ตัวของจิ้งเทียนนั้นเพ้อฝันไปต่างๆ นาๆ โดยที่ไม่ตระหนักรู้เลยว่า สิ่งที่คนของตนมารายงานนั้นเป็เพียงภาพมายาที่เกิดขึ้นภายในมิติที่ฟิ่งเซียนสร้างขึ้นเพียงเท่านั้น....
.
.
.
.
วังหลวงภายในห้องทรงงานขององค์ฮ่องเต้
"กราบทูลฝ่าา องค์ชายใหญ่ขอเข้าเฝ้าพะยะค่ะ" เสียงของทหารองครักษ์ดังขึ้น
"ให้เข้ามา"
หลังจากที่องค์ฮ่องเต้กล่าวอนุญาตแล้ว ก็มีร่างของบุรุษผู้หนึ่งเดินเข้ามา
"เสด็จพ่อ ลูกมีเื่จะกราบทูลพะยะค่ะ"
ฮ่องเต้ฉีหยางเล่อขมวดคิ้วเล็กน้อย เื่ที่จะมากราบทูลตนคงไม่ใช่เื่อภิเษกกับสตรีนางนั้นใช่หรือไม่ จำเป็ต้องรีบร้องมาหาเขาเพียงนี้หรือ
"เื่ของสตรีผู้นั้นหรือ"
ฉีิเซียนชะงักเล็กน้อย ถึงตนจะรู้ว่าในแคว้นฉีนั้นแทบไม่มีสิ่งใดรอบพ้นจากสายตาของท่านได้ แต่กับเื่ของเฟิ่งเซียนนั้นแตกต่าง เหตุใดจึงทราบกัน
"ท่านพ่อทราบอยู่แล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ"
ฮ่องเต้ฉีหยางเล่อชะงักค้างอีกครั้ง โอรสผู้นี้ช่างตรงไปตรงมายิ่งนัก
"ก็รู้มาบ้าง เ้าคิดดีแล้วหรือ" ฮ่องเต้ถามอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ
"เสด็จพ่อหากท่านรู้ท่านไม่สงสารนางบ้างหรือ...นางเป็สตรีตัวคนเดียว ข้าอยากช่วยนาง"
ั้แ่เล็กจนโตฉีิเซียนไม่เคยออกปากขอสิ่งใดกับผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็บิดาเลยสักครั้ง เขาขอแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว
ยังไม่ทันที่ฮ่องเต้จะกล่าวโต้แย้งใดๆ ฉีิเซียนก็เริ่มกล่าวต่อในทันที ิเซียนได้กล่าวเื่ที่เฟิ่งเซียนนั้นถูกรังแกและถูกคนในจวนรอบข้า
จนไปถึงมีผู้ช่วยเหลือและถอนพิษให้นาง ก่อนจะเริ่มเล่าเื่แผนการของตนและนางในวันรุ่งขึ้นนี้ และนำข้อมูลต่างๆ ออกมาจากแหวนมิติ
เมื่อฮ่องเต้ฉีหยางเล่อเห็นเช่นนั้นก็อดใไม่ได้ ไม่ใช่มาขอให้ตนออกราชโองการเพื่ออภิเษกสมรสให้
แต่เป็การจัดการขุนนางในราชสำนัก ที่แม้แต่เขาและโอรสสืบเสาะหากันมาหลายปีก็ได้ข้อมูลมาเพียงเล็กน้อย แต่ตอนนี้สิ่งที่เขา้าทุกอย่างอยู่ตรงหน้าแล้ว
"ไม่ใช่ว่าเ้าจะมาขออภิเษกสมรสกับนางหรือ"
เมื่อฉีิเซียนได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่แปลกใจ อภิเษกอันใดตนกับนางเป็เพียงสหายกัน คงไม่ใช่ว่าเสด็จพ่อคิดว่าเขามาเพราะเื่นี้หรอกกระมัง
"กราบทูลเสด็จพ่อ ข้าและนางเป็เพียงสหายกันเท่านั้น โปรดอย่าได้คิดเป็อย่างอื่น ข้าไม่อยากให้นางเสียหาย"
ฮ่องเต้ฉีหยางเล่อพยักหน้าอย่างเข้าใจ เขาในตอนนี้หากโอรสของตน้าอภิเษกจริง ตนพร้อมจะสนับสนุนเต็มที่ ตนผิดเองที่ตัดสินคนผู้หนึ่งเพียงเพราะบิดาของคนผู้นั้น ทั้งที่ยังไม่รู้นิสัยใจคอแม้แต่นิด
หลังจากกล่าวแผนการในวันพรุ่งนี้แล้วิเซียนก็จากไป ฮ่องเต้ฉีหยางเล่อยุ่งอยู่กับการจัดเตรียมข้อมูลต่างๆ และเตรียมคนให้พร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้
.
.
.
.
เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้น วันนี้เป็วันสุดท้ายในการประลอง และเป็วันที่หนักหนาสำหรับผู้เข้าประลองทุกคน เนื่องจากว่าพวกตนนั้นไม่ได้พักกันเลยแม้แต่น้อย
การประลองที่จัดขึ้นสองวันติดเช่นนี้มันมีเหตุผลอยู่ว่า ้าตัวแทนแคว้นที่พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ ในการประลองใหญ่นั้นจะเป็เช่นไรไม่อาจทราบได้
การประลองในแต่ละครั้งกฎเกณฑ์ของการประลองมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ผู้ประลองหนึ่งคนวันหนึ่งอาจจะต้องขึ้นประลองอยู่หลายรอบ ดังนั้นเพื่อหาผู้ที่ทั้งแข็งแกร่งและยังพร้อมรับมือในสถานการณ์เช่นนี้ แคว้นฉีจึงจัดรอบสุดท้ายในวันต่อมาในทันที
ในวันนี้ผู้เข้าประลองในแต่ละคนจะต้องประลองอย่างต่ำถึงคนละสอง
โดยเกณฑ์การประลองในวันนี้คือ ผู้เข้าประลองทั้งสิบสามคนจะต้องออกมาจับฉลากคู่ต่อสู้ของตน และมีคู่ประลองคู่หนึ่งที่มีกันทั้งสิ้นสามคน การประลองในรอบนี้จะเเบ่งออกเป็หกคู่ เพื่อหาตัวแทนแคว้นหกคนแรก โดยคนที่ชนะเข้ามานี้ จะต้องจับคู่ประลองเพื่อหาผู้ชนะสามคนแรก ก่อนที่ผู้ชนะสามคนนี้จะมาประลองกันอีกครั้ง โดยจะเป็การประลองแบบพบกันหมด ผู้ใดที่ชนะมากที่สุดจะได้ลำดับหนึ่งไป
ส่วนผู้ที่พ่ายแพ้และไม่ติดหนึ่งในหกนั้น ยังมีโอกาสผ่านเข้าไปเป็ตัวแทนแคว้นกันอีกสี่คน เป็การประลองที่ให้ผู้ประลองทั้งเจ็ดขึ้นมาประลองพร้อมกัน ผู้ใดที่เหลือเป็ผู้อยู่รอดเป็สี่สุดท้ายจะได้เป็ตัวแทนแคว้นลำดับที่เจ็ด แปด เก้า สิบ ตามลำดับผู้ที่อยู่รอดนานที่สุดบนเวที ในรอบนี้มีข้อห้ามคือ ห้ามใช้สัตว์อสูรเป็อันขาด เป็การประลองหนีตายโดยแท้
หลังจากสิ้นสุดการอธิบายกฎการแข่งขันในรอบสุดท้ายแล้ว ผู้แข่งขันทุกคนก็ขึ้นไปจับฉลากเพื่อหาผู้ประลองของตนทันที
เฟิ่งเซียนหยิบฉลากออกมาหนึ่งใบ เมื่อรอให้ผู้ประลองจับครบทุกคนแล้ว ก็ถึงเวลาเปิดฉลากเสียที
"สี่หรือ?"
เฟิ่งเซียนมองไปที่ตัวอักษรภายในฉลากที่ตอนนี้มีคำว่าสี่เขียนเอาไว้
นางสังเกตเห็นสายตาของคนผู้หนึ่งเมื่อนางกล่าวถึงหมายเลขของตนขึ้นมา คนผู้นี้คือ จินหลิง หนึ่งในศิษย์สำนักเพลิงบุปผาของนาง สีหน้าของจินหลิงคล้ายหนักใจเล็กน้อย เฟิ่งเซียนส่ายหน้าตอบไปให้ เพื่อเป็สัญญาณว่าไม่เป็อันใด ให้สู้อย่างเต็มที่ก็พอ
นางไม่ใอันใดกับการที่ต้องกับคนของตนเช่นนี้ ยิ่งการประลองในรอบนี้แล้วนั้น คนที่เหลืออยู่มีเพียงสิบสามคน ซ้ำหกคนยังเป็คนของนาง จะต้องเผชิญหน้ากันก็ไม่แปลก
เป็ดั่งเช่นที่นางคิดศิษย์สำนักเพลิงบุปผาบางคนก็ได้เผชิญหน้ากันเช่นเดียวกับนางและจินหลิง
เมื่อได้คู่ประลองแล้วนั้นผู้เข้าประลองที่ไม่เกี่ยวข้องก็เดินกลับไปนั่งยังที่นั่งของตน เหลือเพียงคู่ประลองคู่ที่หนึ่งบนเวทีประลอง การประลองในรอบนี้มีกฎไม่ให้ใช้สัตว์อสูร เพื่อลดความเสียหาย ดังนั้นผู้ประลองทุกคนจะต้องต่อสู้ด้วยกำลังที่ตนมีเพียงเท่านั้น
เมื่อเสียงประกาศการประลองคู่แรกดังขึ้น ผู้ชมรอบสนามต่างส่งเสียงเฮกันอย่างตื่นเต้น ผู้คนที่มากขึ้นในทุกๆ วัน แม้วันนี้จะเป็วันสุดท้ายแล้วก็ตามก็ไม่มีทีท่าว่าคนเล่านี้จะลดน้อยลงเลยแม้แต่นิด
กลับกันผู้คนที่เดินทางเข้ามาในเมืองหลวงเพื่อชมการประลองกลับเพิ่มขึ้นจากวันแรกเกือบหนึ่งเท่าตัว
การประลองคู่แรกเริ่มต้นขึ้น การต่อสู้ดุเดือดบนเวทีแทบจะทำให้ผู้ชมรอบนอกแทบหยุดหายใจ การประลองของผู้มีพลังปราณระดับ นักรบขั้นปลายทั้งคู่ไม่ว่าผู้ใดก็มีสิทธิ์ที่จะผ่านเข้ารอบทั้งสองคน
การประลองดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ต่างคนต่างรุกและรับสลับกันอย่างเชี่ยวชาญ เวลาการประลองผ่านไปกว่าสามเค่อแต่ยังไม่สามารถหาผู้ชนะได้
การประลองดำเนินต่อไปอีกราวสองเค่อ ผู้ประลองผู้หนึ่งคล้ายจะไม่หลงเหลือพลังปราณแล้ว จึงได้พ่ายแพ้ไป
การประลองคู่แรกได้สิ้นสุดลง พร้อมกับผู้ชนะ
"ผู้ชนะได้แก่ เติ้งหลุนอวี่!"
เสียงประกาศผู้ชนะดังขึ้น พร้อมกับเสียงชื่นชมจากผู้ชมภายในสนาม ก่อนที่จะมีประกาศการประลองคู่ต่อไป
การประลองรอบที่สองและสามผ่านไปอย่างไม่ช้าไม่เร็วนัก ทั้งสองคู่ใช้เวลารวมไม่ถึงหนึ่งชั่วยามเสียด้วยซ้ำ
ผู้ประลองหลายคนเมื่อรู้ว่าไม่สามารถสู้กันคนตรงหน้าได้แล้ว ก็ทำเพียงสู้ให้สุดกำลัง แต่ก็ยังเก็บพลังส่วนหนึ่งเพื่อสู้ในรอบแก้ตัวอยู่ เพื่อที่ตนจะสามารถกลับมาเป็ตัวแทนของแคว้นได้อีกครั้ง
"คู่ประลองคู่ที่สี่ของวันนี้ได้แก่ จินหลิงและ.....เฟิ่งเซียนนน"
เมื่อเสียงประกาศชื่อนางดังขึ้น ผู้ชมรอบสนามประลองก็ดังขึ้นยิ่งกว่ารอบไหนๆ หลายคนรู้ซึ้งถึงพลังของสตรีผู้นี้ก็ได้แต่ชื่นชม ในการประลองรอบที่สี่นี้มีเพียงสตรีสองนางเท่านั้นที่ผ่านเข้ามาได้ และนางคือหนึ่งในนั้น
"สู้ให้เต็มที่เถิด หากพ่ายแพ้ก็จงกลับมาเป็กำลังให้ข้า"
เฟิ่งเซียนที่คล้ายรู้ความคิดของจินหลิง จึงได้กล่าวขึ้น เสียงที่พอได้ยินเพียงแค่สองคนไม่ได้ทำให้ผู้ใดสงสัยเลยแม้แต่น้อย
"ข้าจะพยายามเต็มที่ ไม่ให้ท่านผิดหวัง"
จินหลิงแม้จะรู้สึกเกร็งอยู่บ้างที่ต้องมาประลองกับเ้าสำนักของตน แต่ต่อให้รอบนี้ไม่ได้ประลองแล้ว แต่รอบอื่นก็ยังไม่แน่ สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คงมีเพียงแค่ตั้งสติ และทำให้เต็มที่เพื่อที่จะได้ไม่ทำให้คนตรงหน้าผิดหวังเพียงเท่านั้น
"เริ่มการประลองได้!"
เมื่อเสียงเริ่มต้นการประลองดังขึ้น จินหลิงชักกระบี่ของตนออกมา พลังธาตุไฟโลกันต์ล้อมรอบอัดแน่นอยู่ทั่วตัวกระบี่
นางจำศิษย์คนนี้ได้คนผู้นี้ถือว่าเป็ศิษย์ที่มีความสามารถและเก่งกาจมากผู้หนึ่งภายในสำนัก
มีหลายครั้งที่ได้รับภารกิจและสามารถรับผิดชอบได้อย่างดีเยี่ยม ซ้ำคนผู้นี้นั้นยังมีพลังธาตุหายากอีกด้วย แม้จะมีเพียงธาตุเดียว แค่พลังนั้นไม่สามารถดูเบาได้เลย
เฟิ่งเซียนหยิบแส้กระดูกงูซึ่งเป็อาวุธศักดิ์สิทธิ์ของตนออกมา เป็ครั้งที่สองที่นางหยิบมาใช้ ครั้งนี้ก็เพื่อให้เกียรติในฐานะจอมยุทธ์ผู้หนึ่งพึงกระทำ หากพ่ายแพ้ก็ต้องยิ้มยินดี ที่สามารถสู้กับนางได้ ไม่ว่าจะมากหรือน้อยกว่าตาม
ตัวของจินหลิงพุ่งกระบี่ที่อัดแน่นด้วยพลังธาตุไฟโลกัลต์ระดับแม่ทัพขั้นต้นพุ่งใส่นาง เฟิ่งเซียนที่ยกมือตวัดแส้ของตนเพื่อรับกระบี่ของอีกฝ่าย พลังธาตุน้ำแข็งของเฟิ่งเซียนและพลังธาตุไฟโลกัลต์ของจินหลิงทำให้เกิดการะเิขึ้นมาบนเวทีประลอง ผู้ประลองทั้งคู่ต่างไม่เป็อันใดเลย เพียงร่นถอยห่างกันออกไป
เฟิ่งเซียนได้ใช้แส้ของตนที่อัดแน่นไปด้วยปราณตวัดพลังใส่คนตรงหน้าอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว จินหลิงที่โดนพลังธาตุน้ำแข็งของเฟิ่งเซียนอย่างจังโดยที่ไม่สามารถหลบพ้น
ได้กระอักเืออกมา แม้จะรู้ว่าตนไม่มีทางชนะแต่ก็ยังอยากต่อสู้ให้ถึงที่สุด เพราะนี่อาจเป็ครั้งแรกและอาจจะเป็ครั้งสุดท้ายที่จะได้มีโอกาสประลองกับเ้าสำนักเช่นนี้ก็เป็ได้
การประลองดำเนินไปอยู่เกือบสามเค่อ ในที่สุดผลแพ้ชนะก็ออกมา จินหลิงที่ในตอนนี้พลังปราณในร่างแทบจะไม่หลงเหลืออยู่แล้ว ได้ประกาศยอมแพ้ออกมา ครั้งนี้ตนทำเต็มที่แล้ว....ถึงแพ้ตอนก็ไม่คิดจะเสียใจ
"ผู้ชนะได้แก่เฟิ่งเซียนนนน"
เสียงประกาศดังขึ้น ผู้ชมรอบสนามต่างเฮลั่น อย่างดีใจกับชัยชนะของนาง
เฟิ่งเซียนยื่นมือให้คนตรงหน้าพร้อมกับช่วยคนตรงหน้าลุกขึ้นยืน ก่อนที่หน่วยแพทย์จะเข้ามาดูอาการ
"ข้าไม่อยากสู้กับเ้าแม้แต่น้อย เ้าเอาลำดับหนึ่งไปเถิด"
เสียงของฉีิเซียนกล่าวออกมาทีเล่นทีจริง แต่คำพูดของเขานั้นต่างทำให้ผู้คนรอบข้างมีความเห็นตรงกัน
สตรีผู้นี้น่ากลัวยิ่งนัก แม้จะงดงามราวกับเทพเซียนลงมาจุติ แต่ฝีมือกลับร้ายกาจราวกับยมทูตที่พร้อมจะคร่าชีวิตผู้คน
การประลองได้ดำเนินต่อไปจนได้ผู้ชนะทั้งหกคน ได้แก่ เติ้งหลุนอวี่ จินหาน จินหลง เฟิ่งเซียน หนิงเหอและฉีิเซียนตามลำดับ
ศิษย์สำนักนางสามารถชนะเข้ามาได้ถึงสามคน เหลืออีกสามคนที่ต้องผ่านเข้ามาเป็ตัวแทนให้ได้
เมื่อได้ผู้ชนะทั้งหกคนแล้วจึงมีเวลาให้ผู้ประลองได้พักอีกอยู่ครึ่งชั่วยาม ผู้ประลองต่างนำโอสถฟื้นฟูลมปราณขึ้นมากิน โอสถชนิดนี้สามารถฟื้นฟูพลังให้กลับมาในเวลาอันสั้น
เป็โอสถที่ค่อนข้างจะปรุงยากและมีราคาค่างวดแพงพอสมควร ยิ่งความบริสุทธิ์มากเท่าไหร่ราคายิ่งแพงขึ้นมากเท่านั้น โอสถชนิดนี้เป็สิ่งที่นางแจกจ่ายให้กับศิษย์ภายในสำนักเป็ประจำอยู่แล้ว โอสถของนางมีความบริสุทธิ์ถึงสิบส่วน ย่อมทำให้ผู้กินโอสถเข้าไปพลังฟื้นคืนมาก่อนหนึ่งเค่อเป็แน่
"เ้าไม่กินโอสถฟื้นพลังปราณเช่นผู้อื่นหรือ"
เสียงของฉีิเซียนกล่าวออกมาด้วยความเป็ห่วง ตัวเขานั้นได้โอสถมาจากเสด็จพ่อมาหลายเม็ด หากสตรีตรงหน้า้าเขาสามารถมอบให้ได้
"ข้าไม่ได้สูญเสียพลังปราณมากมายเช่นผู้อื่น พลังแค่หนึ่งส่วนที่เสียไปจะกินให้สิ้นเปลืองไปเพื่อเหตุใด"
ฉีิเซียนไม่ได้กล่าวอันใดต่อ พลังที่เฟิ่งเซียนแสดงให้ชมในการต่อสู้นั้น หากเป็ผู้อื่นคงจะแทบไม่เหลือพลังเสียด้วยซ้ำ แต่นางกลับบอกว่าเสียพลังไปเพียงหนึ่งส่วน...แต่ก็สมเป็นางดี
การประลองเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งโดยการหาตัวแทนแคว้นอีกสี่คนที่เหลือ ผู้ประลองทั้งเจ็ดเดินขึ้นเวทีประลองไป ต่างคนต่างหยิบอาวุธประจำกายออกมา เมื่อได้ยินเสียงประกาศเริ่มการประลองแล้ว ผู้ประลองทุกคนต่างสู้กันอย่างดุเดือบ พลังธาตุขอแต่ละคนพุ่งตรงไปยังผู้ประลองคนอื่นๆ เพื่อหวังตัดกำลังคนอื่นๆ
เวลาการประลองผ่านไปเพียงสองเค่อ ตอนนี้ผู้ประลองในเวทีเหลือเพียงสี่คนเท่านั้น สามในสี่คือศิษย์สำนักเพลิงบุปผา และอีกคนมีนามว่า ซานซานเล่อ การต่อสู้ยังคงความดุเดือดเอาไว้อย่างไม่มีใครยอมใคร
เสียงกระบี่ฟาดฟันคู่ต่อสู้สามารถได้ยินอยู่แทบจะตลอดเวลา เวลาผ่านไปไม่ถึงเค่อจากสี่เหลือสามจากสามเหลือเพียงสอง และสองเหลือเพียงหนึ่ง ผู้ที่ได้รับชัยชนะในรอบนี้คือ จินหลิง โดยมีผู้เข้ารอบอีกสามคนคือ หนิงเจียว เลี่ยงจินเเละ ซานซานเล่อ ตามลำดับ
เมื่อได้ตัวเเทนลำดับที่เจ็ดถึงสิบทั้งสี่คนแล้ว ตอนนี้การประลองเพื่อหาลำดับที่หนึ่งก็เริ่มต้นขึ้น
คู่แรกนั้นคือ เติ้นหลุนอวี่และจินหาน โดยจินหานสามาถชนะผ่านเข้ามาได้ คู่ที่สองคือ หนิงเหอและฉีิเซียน โดยที่ฉีิเซียนก็ชนะผ่านเข้ามาได้เช่นกัน และรอบที่สามนั้นเป็ของนาง และจินหลง ซึ่งผู้ชนะก็คือนางตามที่คลาดเอาไว้
ในรอบสามคนสุดท้ายนั้น นางและอีกสองคนจะต้องขึ้นไปประลองโดยจับคู่ประลองทีละคน คนละสองรอบ ผู้ใดชนะได้มากที่สุดจะได้ลำดับที่หนึ่งมาในทันที
คู่แรกในการประลองรอบนี้คือ ฉีิเซียนและจินหาน ด้วยที่พลังของทั้งคู่นั้นมีระดับพลังเทียบเท่ากัน แต่สิ่งที่ฉีิเซียนได้เปรียบคงไม่พ้นที่เขามีถึงสองธาตุ และธาตุที่สองที่เขาได้นำออกมาใช้นั้นคือธาตุดิน แต่จินหานมีพลังธาตุน้ำแข็งเพียงธาตุเดียว ผู้ชนะจึงตกเป็ของฉีิเซียนไป คู่ต่อไปเป็ของนางและฉีิเซียน
เสียงการประลองเริ่มขึ้น นางและฉีิเซียนเริ่มประลองกันในทันที การประลองในรอบนี้นางและเขาไม่ได้ใช้อาวุธใดๆ เพียงใช้พลังธาตุในการต่อสู้เพียงเท่านั้น ต่างคนต่างรุกรับสลับกันอย่างชำนาญ
เขาโจมตีนางป้องกัน ก่อนที่จะเริ่มโจมตีตอบโต้ การต่อสู้นี้คนภายนอกดูเหมือนรุนแรง แต่คนภายในนั้นกลับกำลังสนุกสนานอยู่ก็ไม่ปาน สนุกที่ได้ต่อสู้กับผู้ที่ได้แข็งแกร่ง สนุกที่ได้ต่อสู้กับคนที่อยากสู้มาตลอดการประลอง
เฟิ่งเซียนและฉีิเซียนใช้เวลาในการประลองไปเกือบหนึ่งชั่วยาม โดยผู้ชนะนั้นคือเฟิ่งเซียน
ฉีิเซียนในตอนนี้ชนะหนึ่งแพ้หนึ่ง หากในรอบต่อไปเฟิ่งเซียนชนะอีก ตนก็จะได้ลำดับสองในทันที
เมื่อสิ้นการประลองิเซียนก็เดินลงจากเวทีพร้อมกับเฟิ่งเซียน การประลองในรอบต่อไป เป็ของผู้ที่ได้ลำดับสี่ถึงหก โดยกฎการประลองจะเป็เฉกเช่นเดียวกันกับลำดับหนึ่งถึงสาม
ระหว่างการประลองของผู้ที่ได้ลำดับสามถึงหกนั้นเป็เวลาพักชั้นเยี่ยมของผู้ที่จะประลองในรอบต่อไป เพื่อหาลำดับหนึ่งนั่นเอง
เฟิ่งเซียนหยิบเอาผลไม้ปราณภายในมิติออกมากิน ก่อนจะยื่นส่วนของิเซียนให้ด้วย
การประลองผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม ก็ได้ผู้ชนะที่ได้ลำดับที่สี่แล้ว ผู้ที่ได้ลำดับสี่นั้นก็คือหนิงเหอ จินหลงและเติ้งหลุนอวี่ตามลำดับ ตามด้วยการประลองรอบสุดท้ายของนางและจินหาน
เสียงประกาศการประลองรอบสุดท้ายดังขึ้น นางและจินหานเดินขึ้นไปสู่เวทีประลอง จินหานในรอบนี้ไม่ต่างอันใดกับจินหลิงเลย
ยังมีความรู้สึกเกร็งอยู่บ้าง นางจึงเอ่ยสิ่งเดียวที่กล่าวกับจินหลิงออกไป จึงทำให้จินหานคลายความกังวลลงบ้าง
เสียงเริ่มต้นการประลองดังขึ้นรอบที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้สำหรับวันนี้ เฟิ่งเซียนหยิบแส้กระดูกงูออกมาต่อสู้ เช่นเดียวกับจินหานที่ชักกระบี่ของตนออกมาต่อสู้เช่นกัน เสียงกระบี่กระทบกับแส้ของนางดังไปทั่วสนามประลอง พลังธาตุน้ำแข็งทั้งสองสายปะทะกันอย่างร้อนระอุ เฟิ่งเซียนที่ในรอบนี้ตัดสินใจใช้เพียงธาตุน้ำเเข็งในการต่อสู้ เริ่มทำการโจมตีคืนบ้าง
จินหานก็ใช่ย่อย เขาสามารถหลบการโจมตีของนางได้อยู่หลายครั้งและยังสามารถโจมตีนางกลับมาได้อย่างรวดเร็ว แม้ทุกครั้งที่โจมตีกลับมาตัวของเฟิ่งเซียนจะสามารถตั้งรับได้เสียทุกครั้งก็ตาม
เวลาการประลองผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ ในที่สุดการประลองในรอบสุดท้ายก็สิ้นสุดลง ชื่อของิเซียนดังขึ้นอีกครั้ง
"ผู้ชนะและได้ลำดับหนึ่งของแคว้นฉีได้แก่....เฟิ่งเซียนนน"
เสียงของผู้ชมดังขึ้นอีกรอบ มีเสียงมากมายกล่าวชมนาง บ้างก็ชื่นชมที่นางเป็สตรีแต่กลับแข็งแกร่งสามารถชนะคู่ต่อสู้ได้
หลายคนเห็นนางเป็ความหวังที่จะนำพาแคว้นในไต่ลำดับขึ้นไปสูงยิ่งขึ้น หลายคนถึงกลับนำนางไปเป็ตัวอย่างเป็แรงบันดาลใจในการฝึกพลังปราณกันของตน
แต่มีคนรักย่อมมีคนเกลียด มีสายตาของคนกลุ่มหนึ่งที่มองมาอย่างไม่ชอบใจนักทั้งอิจฉาทั้งโกรธแค้น แต่ก็คงทำได้เพียงเท่านั้น จะอิจฉาก็อิจฉาไปเถิด ตัวข้านั้นหาได้สนใจไม่!
******