สุทธินีเพียงเผยรอยยิ้มเพียงเล็กน้อย ก่อนกระโจนขึ้นสู่กลางอากาศ ร่างนางลอยนิ่งเหนือพื้นราวกับว่าผืนพิภพนี้ไร้ซึ่งแรงโน้มถ่วง แล้วดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว
เสียง ปุ!! เพียงแ่เบา กลับดังสนั่นในหัวใจทุกคน เมื่อกำแพงหินแตกสลายกลายเป็ฝุ่นผงในชั่วพริบตา ฝุ่นละอองนับล้านลอยวนรอบกายสุทธินี ก่อนพุ่งทะยานเข้าหาเทพธานีดั่งพายุทรายคมกล้า
“อึก!” ร่างั์สั่นสะท้าน ถูกพลังถาโถมจนล้มลงกระแทกพื้น จนหมดสติในทันที
ทั้งตำหนักเงียบงัน ศิษย์นับร้อยอ้าปากค้าง ผู้ที่ไม่เคยแพ้แม้ครั้งเดียว…ถูกปราบลงในหนึ่งกระบวนท่า!
สุทธินีเดินเข้าใกล้ ยกมือเปล่งพลังเหมันต์เย็นบริสุทธิ์ รักษาอาการาเ็ของเขาอย่างอ่อนโยน เทพธานีค่อยๆ ลืมตา เมื่อเห็นรอยยิ้มสงบของนาง หัวใจที่เคยแข็งกร้าวกลับสั่นไหว เขาคุกเข่าลงทันที
“ข้า…ขอคารวะพี่ใหญ่” เสียงเขาดังก้องไปทั่วทั้งตำหนักดิน
ศิษย์ทั้งหลายพากันตะลึงงัน แต่เมื่อเห็นเทพธานียอมศิโรราบ จิตใจพวกเขาก็พลันยอมรับ นับแต่นี้ สุทธินี คือพี่ใหญ่แห่งตำหนักดิน นางกวาดตามองทุกคน ยิ้มอ่อนแต่เปี่ยมด้วยบารมี
“ไม่ต้องหวาดกลัว ข้ามาที่นี่เพื่อฝึกฝน…และจะดูแลพวกเ้าด้วย”
ถ้อยคำเรียบง่ายแต่ทรงพลัง แปรเปลี่ยนบรรยากาศตึงเครียดให้สงบลงทันที บัดนี้ความเคารพต่อสุทธินีได้บังเกิดขึ้นแล้ว โดยไร้ข้อกังขาใดๆ
จากนั้น นางก็หันหลังก้าวเดินจากไปอย่างเงียบงันไร้ซึ่งถ้อยคำอันใด แต่ชื่อของ สุทธินี ได้ถูกสลักลงในใจของศิษย์ตำหนักดินไปแล้วตลอดกาล
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ั้แ่วันที่สุทธินีก้าวเข้าสู่สำนักเทพอัสนีย์ นางได้กวาดล้างตำหนักแล้วตำหนักเล่า ท้าชนศิษย์ผู้เก่งกล้าและพิชิตทุกคู่ต่อสู้จนสิ้น พลังอันเหนือความคาดหมายทำให้ชื่อของนางก้องสะท้านไปทั่วทั้งสำนัก
หลายวันต่อมา สุทธินีก็เดินทางมาจนถึงตำหนักสุดท้าย “ตำหนักอากาศ” สถานที่ซึ่งแตกต่างจากทุกตำหนักที่ผ่านมา… ที่นี่คือรากฐานที่นางเคยสร้างไว้ด้วยมือตนเองในชาติที่แล้ว
ทันทีที่เหยียบย่างเข้าสู่เขตตำหนัก บรรดาศิษย์ทุกคนยืนเรียงแถวต้อนรับอย่างสงบเคร่งขรึม ต่างจากทุกตำหนักก่อนหน้านี้ ไม่มีเสียงโห่ ไม่มีสายตาท้าทาย มีเพียงความนอบน้อมที่แฝงด้วยความกดดันเล็กน้อย
“แปลก… หรือว่าจะเป็… กับดัก?” สุทธินีคิดในใจ
แล้วก็จริง... เพียงก้าวเดียว ตาข่ายอากาศขนาดมหึมาปรากฏขึ้นรอบตัว มันบางเฉียบแทบมองไม่เห็น แต่กลับกดดันทุกทางหนี ปิดผนึกพลังทั้งมวล
สุทธินีหัวเราะเบาๆ ยกนิ้วเพียงครั้งเดียว ฟึ่บ!
เสียงะเิดังสนั่น กำแพงอากาศที่สานขึ้นอย่างประณีตสลายกลายเป็เพียงเถ้าควันล่องลอย ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเหล่าศิษย์
“นางทำลายกับดักได้… ง่ายดายเกินไปแล้ว!” เสียงกระซิบกระซาบกันระงม
ทันใดนั้นเทพราตรี ศิษย์พี่ใหญ่แห่งตำหนักอากาศพลันก้าวเดินออกมาอย่างสง่างาม นางค้อมกายลง โค้งคำนับอย่างนอบน้อม
“ข้าขอคารวะ” เสียงของนางชัดเจนและมั่นคง "ข้าได้ยินเื่ราวของท่านมาอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็ตำหนักใด ศิษย์พี่ใหญ่ต่างยกให้ท่านเป็พี่ใหญ่ของพวกเขา ข้าเองก็ไม่มีข้อยกเว้น"
สุทธินีเลิกคิ้วเล็กน้อย “เ้าคือมหาเทพระดับสิบ เหตุใดถึงยอมรับข้าง่ายดายนัก?”
เทพราตรีแย้มยิ้มบางๆ “คนโง่ย่อมดื้อดึง ส่วนข้าเมื่อผู้ที่เหนือกว่าปรากฏอยู่ตรงหน้า การขัดขืนก็ย่อมเป็สิ่งที่ไร้ค่า ยิ่งเมื่อครู่ท่านสามารถอ่านพลังของข้าได้อย่างง่ายดาย ข้าก็ไม่เห็นประโยชน์อันใดในการที่ข้าจะอวดเก่งกับท่าน ข้าเลือกยอมรับท่านโดยไม่ลังเล นับั้แ่นี้ไป ท่านคือพี่ใหญ่ของข้า”
สิ้นคำกล่าว เสียงศิษย์นับร้อยดังก้องพร้อมกัน
“พี่ใหญ่!”
สุทธินีมองศิษย์ตำหนักอากาศที่คุกเข่าต่อหน้านางด้วยความรู้สึกซับซ้อน ในอดีตนางเคยเป็ผู้ก่อตั้งตำหนักนี้ แต่ชาตินี้นางกลับมาในฐานะเพียงศิษย์ผู้หนึ่ง การได้รับการยอมรับจากทุกคนทำให้นางทั้งภาคภูมิใจและยินดียิ่งนัก
“ขอบใจทุกคน” สุทธินีกล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน “ข้ามาเพื่อเรียนรู้เช่นเดียวกับพวกเ้า มิใช่เพื่อบังคับใคร ั้แ่นี้ไป เราจะฝึกฝนร่วมกัน และข้าจะดูแลพวกเ้าให้ดีที่สุด”
คำพูดนั้นยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของนาง ไม่ใช่เพียงความแข็งแกร่งเท่านั้นแต่ยังเปี่ยมด้วยไมตรีอันงดงาม ทำให้ศิษย์ทั้งตำหนักต่างแสดงความเคารพต่อพี่ใหญ่คนใหม่ด้วยใจจริง
หนึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว สุทธินีเลือกที่จะเข้าร่วมอยู่ในสังกัดของตำหนักอากาศ ซึ่งเป็ตำหนักอันดับหนึ่งของสำนักและยังเป็ตำหนักที่นางเคยก่อตั้งในชาติที่แล้วเมื่อหลายพันปีก่อนที่ผ่านมา แม้ว่านางจะอยู่บนจุดสูงสุดในฐานะศิษย์พี่ใหญ่ แต่นางก็ยังไม่หยุดพัฒนาตนเองและผู้อื่น
นางไม่เพียงชี้แนะศิษย์ในตำหนักของตน แต่ยังให้คำปรึกษากับศิษย์ตำหนักอื่นๆ ชื่อเสียงของนางจึงขจรไปไกล จนกลายเป็บุคคลสำคัญที่ถูกกล่าวขารในทุกแห่งหน
และแล้ว วันตรวจสอบพลังประจำเดือนก็มาถึง ลานกว้างหน้าตำหนักอากาศคลาคล่ำไปด้วยศิษย์จากทุกตำหนัก แววตาของทุกคนเปล่งประกายด้วยความมุ่งหวัง ที่ใจกลางลานคือ “เสาวัดพลัง” สูงตระหง่าน อนุสรณ์โบราณที่เทพเหมันต์สร้างขึ้นเมื่อกว่า 3,000 ปีก่อน
“เพียงทาบมือแล้วปล่อยปราณ เสาเหมันต์นี้จะบอกระดับพลังที่แท้จริง” เทพราตรีกล่าวอย่างภาคภูมิ ขณะพาศิษย์พี่ใหญ่คนใหม่มายืนต่อหน้าเสา
สุทธินียิ้มบางๆ เมื่อฟังคำอธิบายนั้น ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในใจของนาง "ข้ารู้เื่นี้ดี เพราะข้าเป็คนสร้างมันขึ้นมาเอง..." นางคิดพลางแอบอมยิ้ม แต่ก็เลือกที่จะไม่กล่าวอะไรออกมา
เสียงระฆังดังขึ้นสามครั้ง บ่งบอกว่าการทดสอบพลังเริ่มขึ้นแล้ว เทพอัคคีเ้าสำนักยกมือขึ้น เสียงทั้งลานพลันเงียบลง เขากล่าวด้วยน้ำเสียงดังฟังชัด “วันนี้คือวันที่พลังของพวกเ้าจะถูกเปิดเผยต่อหน้าทุกคนในสำนัก เสาเหมันต์นี้เป็ตัวชี้วัดหนึ่งว่าพวกเ้ามีความพากเพียรในการฝึกฝนเพียงใด บัดนี้สมควรแก่เวลาแล้วเริ่มการทดสอบพลังได้”
บรรยากาศช่างน่าตื่นเต้นยิ่งนัก ศิษย์แต่ละคนทยอยก้าวเข้าหาเสาวัดพลัง ผลลัพธ์หลากหลาย บางคนก็ช่างน่าประทับใจ บางคนก็ยังคงอ่อนแอ ทว่าไม่มีใครทำให้เสาเหมันต์นี้ไหวะเืได้แม้แต่เพียงน้อยนิดเลย…