เกิดใหม่ครั้งนี้พกสวนแห่งชีวิตสู่ยุค 70 พลิกชะตาตระกูลหลิน
ตอนที่ 6 : แม่
บ่ายวันหนึ่งขณะที่ซินเยว่นอนหลับอยู่ในเปลไม้ หวังซูเจินนั่งอยู่ที่โต๊ะข้างหน้าต่างมือถือกรรไกรตัดผ้าเล็มขอบเสื้อเด็กตัวใหม่ที่กำลังเย็บอยู่สายตาจดจ่อกับทุกรอยตะเข็บอย่างประณีต ราวกับกำลังทำงานชิ้นสำคัญที่สุดในชีวิต
ในลิ้นชักด้านล่างสุดของโต๊ะเย็บผ้ามีสมุดเล่มหนึ่งซ่อนอยู่ใต้กองผ้าสำรอง ปกเก่าจนสีซีดจางหน้ากระดาษข้างในเต็มไปด้วยลายเส้นออกแบบเสื้อผ้าสไตล์ต่าง ๆที่เธอวาดไว้ั้แ่สมัยยังเป็สาว ก่อนจะแต่งงานเข้ามาเป็สะใภ้ตระกูลหลิน
หวังซูเจินเคยฝึกงานอยู่ที่ร้านตัดเสื้อชื่อดังกลางกรุงปักกิ่งั้แ่อายุสิบห้าอาจารย์ผู้สอนเคยชมว่าเธอมีสายตาที่แหลมคมเื่การออกแบบเกินตัวลูกค้าหลายคนขอให้เธอออกแบบชุดพิเศษให้โดยเฉพาะ ทั้งที่ยังเป็แค่ลูกมือฝึกงาน
เธอเคยฝันไว้ว่าสักวันจะเปิดร้านตัดเสื้อเป็ของตัวเองมีชื่อเสียงเป็ที่รู้จักไม่แพ้อาจารย์ผู้สอน ออกแบบชุดที่ผู้หญิงทั่วทั้งเมืองอยากมาสวมใส่ความฝันนั้นดูเหมือนจะเป็ไปได้จริง จนกระทั่งวันที่ได้พบกับหลินเจี้ยนหมินผ่านการแนะนำของญาติผู้ใหญ่
ทั้งสองแต่งงานกันไม่นานหลังจากนั้นเธอย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านสี่ประสานของตระกูลหลิน กลายเป็สะใภ้คนที่สามของบ้านต้องรับผิดชอบดูแลบ้านเรือนควบคู่ไปกับการเลี้ยงลูกความฝันเื่ร้านตัดเสื้อของตัวเองค่อย ๆ ถูกเก็บไว้ในลิ้นชักลึกที่สุดไม่ต่างจากสมุดวาดลายเส้นเล่มนั้น
เธอไม่เคยเสียใจกับการตัดสินใจนั้นเลยสักครั้งอย่างน้อยก็ไม่เคยแสดงออกให้ใครเห็น เพราะเมื่อเทียบกับความสุขที่ได้เห็นลูก ๆเติบโตแข็งแรง ได้อยู่ในครอบครัวที่อบอุ่นความฝันเื่ร้านตัดเสื้อก็ดูเหมือนเป็เื่เล็กน้อยไปเลย
แต่บางคืนที่ทุกคนหลับกันหมดแล้วเธอก็ยังอดไม่ได้ที่จะหยิบสมุดเล่มนั้นออกมาพลิกดูเงียบ ๆ ใต้แสงตะเกียงนิ้วลูบไล้ไปตามลายเส้นเก่า ๆ ที่วาดไว้ด้วยความฝันวัยสาว ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆแล้วเก็บมันกลับเข้าที่เดิม
ความฝันที่ถูกละทิ้งไม่ได้หายไปไหนทั้งหมดเพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบไปเป็อย่างอื่นแทน
ทุกชุดที่เธอเย็บให้ลูก ๆไม่เคยเป็แบบธรรมดาทั่วไป เธอมักออกแบบลวดลายปักเล็ก ๆ น้อย ๆที่มีความหมายซ่อนอยู่เสมอ เสื้อของจื้อิปักลายเมฆมงคลตรงปกเสื้อเพราะเชื่อว่าจะนำโชคดีมาให้ เสื้อของจื้อเฉิงปักรูปดอกโบตั๋นเล็ก ๆ ที่ข้อมือเพราะเป็ดอกไม้ที่พ่อของเธอเคยชอบ
ส่วนเสื้อของซินเยว่เธอปักลายดอกทับทิมไว้ที่มุมเสื้อทุกตัวโดยไม่มีข้อยกเว้นเหมือนกับผ้าเช็ดหน้าที่เคยให้สามีพกติดตัวเป็สัญลักษณ์ของความรักและความเป็สิริมงคลที่เธอเชื่อมั่นมาตลอด
"ทำไมต้องปักดอกทับทิมทุกตัวเลยครับแม่"ครั้งหนึ่งเมื่อจื้อิยังเด็กเคยถามด้วยความสงสัย
"เพราะดอกทับทิมออกดอกทุกปีไม่เคยขาดเหมือนความรักของแม่ที่มีให้ลูก ๆ ทุกคนไม่มีวันเปลี่ยนแปลงยังไงล่ะ"เธอตอบพลางยิ้ม
คำตอบนั้นเรียบง่ายแต่จริงใจและเป็ความจริงที่เธอยึดถือมาตลอดชีวิตแต่งงาน
วันนี้ขณะที่กำลังเล็มขอบเสื้อตัวใหม่ให้ลูกสาวเสียงร้องอ้อแอ้เล็กของลูกสาวดังขึ้นจากเปลไม้ หวังซูเจินวางกรรไกรลงทันที เดินเข้าไปอุ้มซินเยว่ขึ้นมาแนบอก
"ตื่นแล้วเหรอลูกรักหิวหรือว่าแค่ใตื่นจ้ะ" เธอถามพลางลูบหลังเบา ๆ
ทารกในอ้อมแขนค่อย ๆ สงบลงมือเล็ก ๆ กำนิ้วแม่ไว้แน่น หวังซูเจินมองหน้าลูกสาวอย่างเอ็นดูนึกถึง่เวลาที่ท้องลูกคนนี้ ตอนนั้นเธอแอบหวังลึก ๆว่าอยากได้ลูกสาวสักคนมาตลอด หลังจากมีลูกชายสองคนติดกันไม่ใช่เพราะรังเกียจลูกชายแต่เพราะอยากมีคนที่จะได้ถ่ายทอดฝีมือการเย็บปักถักร้อยให้บ้าง
เมื่อรู้ว่าท้องนี้เป็ลูกสาวเธอดีใจจนร้องไห้ออกมาต่อหน้าหมอตำแยที่มาตรวจครรภ์ให้ ทั้งที่ปกติเธอเป็คนไม่ค่อยแสดงอารมณ์ต่อหน้าคนนอกมากนัก
"สักวันแม่จะสอนลูกเย็บผ้าเองนะ"เธอกระซิบข้างหูทารกเบา ๆ แม้จะรู้ดีว่าลูกสาวยังฟังไม่เข้าใจความหมาย"จะสอนทุกอย่างที่แม่รู้เลย ไม่ว่าจะเป็การตัด การเย็บ หรือการออกแบบ"
ความฝันเื่ร้านตัดเสื้อของตัวเองอาจไม่มีวันเป็จริงแต่ความฝันใหม่ที่ผุดขึ้นมาแทนที่ กลับรู้สึกมีความหมายไม่แพ้กันเลยนั่นคือการได้ส่งต่อสิ่งที่รักให้กับลูกสาวคนนี้ให้เธอเติบโตขึ้นมาพร้อมกับความรู้และความรักในงานฝีมือแบบเดียวกัน
เย็นวันนั้นเมื่อทุกคนในบ้านมารวมตัวกันกินข้าวเย็นตามปกติหวังซูเจินอุ้มลูกสาวนั่งบนตักไปด้วย มือข้างหนึ่งป้อนข้าว อีกข้างหนึ่งลูบหลังเบาๆ อย่างที่ทำเป็ประจำ
เฉินซิ่วหลานที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามมองดูภาพนั้นด้วยรอยยิ้ม"สะใภ้สามเก่งเื่เย็บผ้าแบบนี้ หลานสาวคงได้ฝีมือจากแม่แน่ ๆ"
"หวังว่าอย่างนั้นค่ะแม่"หวังซูเจินตอบพลางหัวเราะเบา ๆสายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ลูกสาวในอ้อมแขนอย่างไม่วางตา
ความฝันวัยสาวที่เคยถูกเก็บไว้ในลิ้นชักอาจไม่มีวันได้กลับมาเป็จริงในรูปแบบเดิมแต่สำหรับหวังซูเจินแล้ว การได้เห็นลูกสาวยิ้มอย่างมีความสุขในอ้อมแขนของเธอก็ทำให้รู้สึกว่าการตัดสินใจในวันนั้นคือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิต
คืนนั้นก่อนนอนเธอหยิบสมุดลายเส้นเล่มเก่าออกมาอีกครั้งอย่างเงียบ ๆ ไม่ใช่ด้วยความเสียดายแต่ด้วยความรู้สึกอบอุ่นแปลก ๆ เธอพลิกไปหน้าสุดท้ายที่ยังว่างเปล่าหยิบดินสอขึ้นมาร่างลายเส้นใหม่ลงไปทีละเส้นเป็แบบชุดเด็กเล็กที่มีลายดอกทับทิมปักอยู่รอบชายกระโปรง
เธอไม่ได้วาดเพื่อเปิดร้านของตัวเองอีกต่อไปแล้วแต่วาดเพื่อลูกสาวคนเล็กที่หลับอยู่ในเปลไม้ไม่ไกลจากตรงนั้น
เมื่อวาดเสร็จเธอมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มให้ตัวเองแล้วปิดสมุดเก็บกลับเข้าลิ้นชักตามเดิมความฝันของเธออาจเปลี่ยนรูปแบบไปจากที่เคยหวังไว้ตอนเป็สาวแต่ความสุขที่ได้จากมันกลับไม่ได้น้อยไปกว่ากันเลยแม้แต่นิด