“ ตกลงมันมีอะไรกันแน่!? ”
มองไปที่เซี่ยถิงถิงด้วยสีหน้าจริงจัง มันเป็เื่ที่หวังเฟยหลงก็อยากรู้ว่ามันคืออะไร ถึงขนาดต้องทำลายตระกูลกันขนาดนี้ เซี่ยถิงถิงมองไปรอบๆ ก่อนจะให้พนักงานของเธอออกไปและบอกให้พนักงานของเธอเฝ้าไว้ ห้ามใครขึ้นมาไม่มีข้อยกเว้น หวังเฟยหลงเห็นท่าทีเช่นนี้ก็รู้สึกว่ามันต้องไม่ธรรมดาแน่นอน
“ ถึงจะยังไม่ได้ยืนยันก็เถอะ แต่ก่อนที่ข้าจะบอก เ้าต้องจำไว้ให้ขึ้นใจว่าห้ามบอกใครเด็ดขาดแม้แต่ครอบครัวเ้า!! ”
“ …ข้าเข้าใจแล้ว บอกมาเถอะ!! ”
“ สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในเหมืองคือ…มันคือเหมืองหินิญญาระดับต่ำ!! ”
“ หินวิญาณ!! ไม่แปลกใจเลย…แต่ที่ข้าแปลกใจคือท่านบอกข้าเนี่ยสิ?? ”
“ พวกข้ามีจรรยาบรรณพ่อค้า…และข้อเสนอ!! ”
“ อ่า!! มันต้องอย่างนี้สิ ถ้าไอคนที่อยู่เื้ัมันไม่โลภและมาทำข้อตกลงข้าคงรับข้อเสมอไปแล้ว!!...บอกข้อเสนอของท่านมา!! ”
ถ้าเป็เหมืองหินิญญามันก็สมเหตุสมผล ต่อให้เป็หินิญญาระดับต่ำ แค่มีมันสัก 3-5 ก้อน ก็สามารถซื้ออุปกรณ์ระดับปฐีได้แล้ว ไม่แปลกเลยที่จะยอมแลกด้วยอุปกรณ์ระดับนภา แต่เอาจริงๆมันมีค่ามากกว่านั้นเยอะ และมูลค่าที่แท้จริงของมันคือการเอาไปบ่มเพาะผู้ใช้ิญญา ซึ่งผู้ใช้ิญญาเป็ที่้าและเป็ที่เคารพอย่างมาก
เหตุผลคือมันไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะสามารถเป็ผู้ใช้ิญญาได้ ต้องเป็คนที่มีพร์ มีระดับพลังที่แข็งแกร่ง และต้องััได้ถึงพลังิญญา ส่วนเื่ความสามารถไม่ต้องพูดถึง เพราะผู้ใช้ิญญาสามารถทำได้หลากกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็การสลักอาคม สร้างค่ายกลิญญา หรือใช้เพื่อเสริมพลังต่อสู้ สรุปง่ายๆคือ ผู้ฝึกวรยุทธ์คนไหนที่เป็ผู้ใช้ิญญาด้วยจะแข็งแกร่งกว่าคนในระดับเดียวกันอย่างมาก ดังนั้นพวกเขาจึงหยิ่งทะนง
“ ขายต่อเหมืองให้สมาคม ถ้าเ้าตกลงสมาคมจะตอบแทนเ้าอย่างดี ”
“ แล้วท่านจะรับมือกับคนที่อยู่เื้ัได้หรอ!? ”
“ เื่นั้นเ้าไม่ต้องห่วงหรอก ข้าจะส่งเื่ไปที่สำนักงานใหญ่แล้วให้เขาจัดการ ข้าได้หน้า เ้าได้เงินและปลอดภัย ข้อเสนอของข้าเป็อย่างไร!? ดีใช่ไหมละ!? ”
“ ดี ข้าขาย...แต่ข้าจะเอาส่วนแบ่ง 3 ส่วน อีก 7 ส่วนเป็ของท่าน ”
“ 3 ส่วน!! เ้าไม่คิดจะให้กำไรพวกข้าหน่อยหรือ?? ”
“ แค่นี้ท่านก็ได้กำไรเยอะแล้วนะ ท่านคงไม่คิดว่าข้าจะไม่รู้มูลค่าของหินิญญาหรอกใช่ไหม!? ”
“ 2!! ได้แค่ 2 ส่วน!! ”
“ ตกลง ข้าจะไปคุยกับท่านพ่อเื่ขายเหมืองต่อให้สมาคม ท่านก็ดำเนินการได้เลย!! ”
หลังจากคุยรายละเอียดอีกนิดหน่อยพร้อมกับย้ำเื่แม่กับน้องสาว หวังเฟยหลงก็ยื่นแหวนมิติให้วงหนึ่งเพื่อใส่หินิญญาที่เป็ส่วนแบ่งของเขา ให้ใส่ไว้ในแหวนและส่งให้เขาทุกเดือน จากนั้นเขาก็กลับไปพูดคุยกับพ่อของเขาเป็การส่วนตัว
“ ท่านพ่อ เื่เหมืองเหล็กยกข้าตัดสินใจขายให้สมาคมการค้าทมิฬ ”
“ รู้แล้วรึว่ามันมีอะไร!? ”
“ ยังไม่ได้ยืนยัน แต่มันเป็ของที่เราไม่สามารถได้ เพื่อความปลอดภัยของเรา ขายให้สมาคมชัดการดีกว่า ”
“ การที่เ้าไม่บอกว่ามันคือสิ่งใดแปลว่ามันเป็สิ่งที่คนยิ่งรู้น้อยยิ่งดีสีสินะเอาเถอะ แล้วแต่เ้าจะตัดสินใจเลย อย่างไรมันก็ไม่ได้ทำกำไรให้มากมายนัก…แล้วเื่ของแม่เ้าละ!? ”
“ ข้าได้เพิ่มขอบเขตการค้นหาไปแล้ว เราทำได้เพียงรอเท่านั้น!! ”
“ อืม ั้แ่ข้าเจอนาง พวกเรากก็ไม่เคยห่างกันเลย!! ”
หวังกังเริ่มเล่าอดีตของเขากับฉินเพ่ย พวกเขาทั้งสองคนพบกันโดยบังเอิญ ตอนนั้นหวังกังยังไม่ได้เป็เ้าตระกูล เขาเป็เพียงผู้สืบทอดเท่านั้นและมักจะออกไปข้างนอกเพื่อฝึกฝน ขัดเกลาฝีมือของตนเอง จนกระทั่งไปพบเจอกับฉินเพ่ยที่กำลังได้รับาเ็จากการหลบหนีอะไรสักอย่าง หวังกังจึงเข้าไปช่วยและพากลับมารักษาตัวที่บ้าน
แม้ว่าหวังกังจะถามว่าหลบหนีอะไรมา มาจากที่ไหน แต่ฉินเพ่ยก็เลี่ยงที่ตอบ หวังกังก็ไม่ได้ซักไซ้อะไร เขาให้ฉินเพ่ยพักอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านเพื่อรักษาตัว ด้วยความงดงามของฉินเพ่ยดึงดูดความสนใจของหวังกัง และฉินเพ่ยก็ถูกความดี ความเอาใจใส่ของหวังกังทำให้ต้องตกหลุมรักกันและกันอย่างช่วยไม่ได้ และที่ผ่านมาหวังกังไม่เคยซักไซ้อะไรเลย แม้จะผ่านมาเกือบ 20 ปีแล้วก็ตาม สำหรับเขามันคืออดีตที่ไม่จำเป็ต้องรู้ สำหรับฉินเพ่ยมันอาจจะเป็อดีตที่เ็ปเกินกว่านางจะพูดออกมาได้
พอได้ฟังเื่ราวทั้งหมดหวังเฟยหลงก็เข้าใจแล้วนึกถึงความเป็ไปได้อีกหลายอย่างที่อาจเกิดขึ้นกับแม่และน้องสาวของเขา เขาได้ให้ติงหยางส่งจดหมายไปให้เซี่ยถิงถิง โดยเขียนไปว่าให้เซี่ยถิงถิงค้นหาบริเวณโดยรอบเกี่ยวกับตระกูลฉิน และลองขุดคุ้ยความเป็มาเกี่ยวกับแม่ของเขา เื่ราวของแม่เขามาให้หมด
ในเมื่อทำทุกอย่างที่ทำได้ไปหมดแล้ว หวังเฟยหลงก็มุ้งเน้นไปที่การบ่มเพาะของตัวเอง เขาเคยคิดว่าจะออกไปตามหาด้วยตัวเอง แต่เขาก็ต้องเก็บความคิดนั้นไป เพราะตอนนี้พลังของเขาต่ำเตี้ยเรี่ยดินเสียเหลือเกิน ออกไปก็ตายเสียเปล่า แล้วเขาก็มีแผนด้วย นั่นคือเข้าสถาบันและใช้อำนาจของสถาบันในการช่วยค้นหาแม่และปกป้องตัวเอง
……….
หลายเดือนผ่านไป จนกระทั่งถึงวันสอบเข้าสถาบัน ในตอนนี้เขาก็ยังหาแม่กับน้องไม่เจอ ไม่เจอแม้แต่ร่องรอยใดๆเลยซึ่งมันทำให้หวังเฟยหลงแปลกใจอย่างมาก มันเป็ไปไม่ได้เลยที่คนสองคนจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย และแม้กระทั่งกระจายข่าวไปเมืองรอบๆก็ยังไม่เจอ เหมือนกับหายไปซะดื้อๆ หวังเฟยหลงจึงตั้งเป้าหมายคือการเข้าสถาบันและใช้อำนาจของสถาบันตามหาแม่
ต้องเข้าใจก่อนว่า แม้เ้าเมืองจะเป็ผู้ดูแลเมืองมีอำนาจมากมายอยู่ในมือก็ยังไม่อาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสถาบันได้ และที่สำคัญูผู้นำสถาบันแห่งเมืองฮวาเป็เพียงหนึ่งในสาขาเท่านั้น แต่การจะใช้อำนาาจของสถาบันได้อย่างน้อยต้องแข็งแกร่งและโดดเด่น ดังนั้นหวังเฟยหลงจะทำตัวให้โดดเด่นที่สุดแม้มันจะนำพาปัญหามาให้เขาก็ตาม
หลายเดือนที่ผ่านมา หวังเฟยหลงถือว่าก้าวหน้าไปมาก ตอนนี้เขาเลเวล 13 หากไม่ใช่เพราะเขาต้องฝึกสกิลต่างๆที่เขามีด้วยเขาคงจะทะลวงไประดับรวบรวมระยะกลางไปแล้ว แต่มันก็ไม่เป็อะไรเพราะอย่างไรเขาก็แข็งแกร่งกว่าคนที่อยู่ระดับเดียวกันอยู่แล้ว
ไม่ได้มีเพียงหวังเฟยหลงเท่านั้นที่แข็งแกร่งขึ้น ตงหยางก็เช่นกัน ด้วยตำราเทคนิคโคจรที่หวังเฟยหลงให้และยังมีทรัพยากรต่างๆอีก ไม่ว่าจะเป็โอสถเพิ่มพลัง ตำราวรยุทธ์ โดยที่ได้ไม่ต่างจากพวกนายน้อยตระกูลใหญ่ ทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ต้องบอกว่าทรัพยากรที่ตงหยางได้มันไม่ได้เป็ของดีเหมือนที่หวังเฟยหลง เขาเพียงหาซื้อจากสมาคมการค้าทมิฬแล้วมอบให้ตงหยางเท่านั้น ตอนนี้ตงหยางอยู่ที่เลเวล 16 ระดับรวบรวมระยะกลาง อีกไม่นานก็ไปถึงระดับรวบรวมระยะกลางแล้ว
สุดท้ายก็เซียงหลาน ตอนนี้เขาสามารถสร้างอุปกรณ์ชั้นยอดที่เหนือกว่าชั้นยอดทั่วไปได้แล้ว และเื่รูปร่างหน้าตาของมันก็ได้รับการแก้ไขเป็ที่เรียบน้อย หวังเฟยหลงได้ยกกำไรของเขาจากการขายอุปกรณ์ของเซียงหลานให้กับตระกูลเพื่อทดแทนรายได้จากเหมืองเหล็กที่หายไป
ด้วยเหมืองหินิญญาระดับต่ำที่ขายไป หวังเฟยหลงตอนนี้ก็ได้หินิญญาระดับต่ำกว่าร้อยก่อนต่อเดือน ซึ่งถือว่าเป็จำนวนที่เยอะมาก และต้องยกความดีความชอบให้กับสมาคมที่รักษาสัญญาแถมยังสามารถจัดการเื่นี้ได้อย่างดี นอกจากจะไม่มีข่าวรั่วไหลออกไปแล้ว ผู้อยู่เื้ัที่อยากจะยึดครองไว้เองก็ไม่ได้ลงมือทำอะไร แน่นอนว่านั่นเป็เพราะสมาคมการค้าทมิฬได้ส่งผู้ที่แข็งแกร่งพอๆกับเ้าเมืองลงมาดูแลด้วยตัวเอง หากมีคนกล้าหาเื่มันคงจะแปลกมากกว่า และด้วยเื่เหมืองหินิญญาทำให้เซี่ยถิงถิงได้หน้าได้ตาไปเต็มๆ นางได้รับของรางวัลชิ้นใหญ่จากสมาคมด้วย
เมื่อได้รู้จักกับหวังเฟยหลงเหมือนชีวิตนางถูกหวย มีแต่ดีขึ้นๆ ดังนั้นเพื่อเป็การตอบแทนนางจึงได้บอกแนวทางการสอบเข้าสถาบัน ว่ามีอะไรการทดสอบจะมีอะไรบ้าง แล้วต้องทำอะไร แล้วไม่ควรทำอะไร ข้อควรระวัง รวมถึงรายละเอียดของศิษย์ในสถาบันด้วย ต้องบอกว่ามันเป็ข้อมูลที่ละเอียดอย่างมาก
เช้านี้หวังเฟยหลงเดินทางมาสถาบันพร้อมกับหวังกัง ตงหยาง และเซียงหลาน ทั้งสามตามมาส่งและรอดูการทดสอบของหวังเฟยหลง พวกเขาต่างก็รู้ความแข็งแกร่งของหวังเฟยหลงดี พวกเขาคิดว่าอย่างไรหวังเฟยหลงก็ต้องผ่านการทดสอบแน่นอนอยู่แล้ว
“ เฟยหลง เ้าไม่ต้องกดดันตัวเองเกินไปละ!! ”
“ ขอรับ!! ท่านพ่อไม่ต้องเป็ห่วง ท่านก็รู้ว่าข้าแข็งแกร่งแค่ไหน!!...ตงหยาง อยู่ตระกูลคอยดูแล ปกป้องตระกูลให้ดี หากมีเื่ร้ายแรงให้รีบมาแจ้งข่าวมาหาข้าทันที ”
“ ขอรับ ท่านไม่ต้องเป็ห่วง ตอนนี้ภายในเมืองแห่งนี้ไม่มีใครกล้าหาเื่ตระกูลหวังแล้วขอรับ ”
บอกลากันเสร็จหวังเฟยหลงเดินเข้าไปที่สถาบันพร้อมยื่นเอกสารการสมัครเพื่อขอรับเข้าการทดสอบให้ยามหน้าประตู เอาจริงๆมันให้ความรู้สึกเหมือนกับเป็โรงเรียนธรรมดาที่หวังเฟยหลงเคยเรียน ต่างกันตรงที่มีกำแพงที่สูงกว่า ไม่ได้มีอาคารเรียน แต่มีลานฝึกมากมายหลายแห่ง และภายในสถาบันยังแบ่งออกเป็ชั้นโดยแบ่งออกเป็ 2 ชั้น คือชั้นนอกกับชั้นใน
ชั้นนอกก็ตามชื่อเลยเอาไว้สำหรับศิษย์ชั้นนอกหรือก็คือศิษย์ที่เพิ่งเข้าร่วมกับสถาบัน ถึงแม้ว่าพื้นที่ชั้นนอกจะมีมากกว่าแต่มันก็ไม่ได้ดีเท่าพื้นที่ชั้นใน รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่พื้นที่ชั้นนอกนั้นนอกจากจะมีลานฝึกแล้วก็ยังมีพวก หอตำรา ที่เก็บวรยุทธ์ต่างๆเอาไว้ให้ศิษย์นอกฝึกฝน โดยสามารถเข้าไปขอยืมได้ แต่ส่วนมากแล้วจะเป็ตำราชั้นสูง มีตำราชั้นยอดอยู่บ้างไม่กี่เล่มเท่านั้น และคนที่สามารถยืมได้คือคนที่แข่งแกร่งที่สุดในศิษย์นอก 10 อันดับแรก
ที่สำคัญที่สุดคือเมื่อเข้าร่วมกับสถาบันแล้วจะไม่สามารถออกจากสถาบันได้จนกว่าจะผ่านเข้าไปเป็ศิษย์ชั้นใน ถึงจะออกไม่ได้แต่ก็ส่ง/รับจดหมายได้ และที่สำคัญคือระยะจะอยู่ในสถานะศิษย์นอกได้แค่ 4 ปีเท่านั้น หาก 44 ปีแล้วยังไม่สามารถเป็ศิษย์ในได้ จะต้องออกจากสถาบัน แต่หากเป็ศิษย์ในได้ก็จะสามารถอยู่ต่อได้อย่างมากเลยก็ 5 ปี แต่ส่วนใหญ่แล้วเมื่อพลังถึงระดับหนึ่งพวกเขาจะออกจากสถาบันไปฝึกฝนเสียมากกว่า
นอกจากศิษย์นอก ศิษย์ในแล้วยังมีอีกอย่างคือ ศิษย์หลัก คนที่ได้ชื่อว่าศิษย์หลักคือคนที่อยู่ 10 อันดับแรกของศิษย์ใน ซึ่งการจัดอันดับจะต่างจาากของศิษนอก ของศิษย์นอกนั้นจะเป็การประลองทุกๆ 1 เดือน โดยวัดจากความแข็งแกร่งของคนๆนั้น แต่ของการจัดอันดับของศิษย์ในจะเป็การสะสมแต้มโดยสามารถหาแต้มได้จากหลายๆทาง
ส่วนเื่ที่พัก ทางสถาบันมีห้องไว้ให้ โดยแบ่งเป็ห้องเล็กๆประมาณ 10 ตารางเมตรเท่านั้น ใช้นอนได้เพียงอย่างเดียว ถึงจะเล็กแต่ก็เป็ห้องส่วนตัว และเื่ที่พักนี้ทำให้ลูกหลานตระกูลใหญ่ที่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายกันมาั้แ่เล็กต้องลำบากไม่น้อย แต่ถึงจะมีคนบ่นทางสถาบันก็ไม่ได้สนใจ เพราะมันคือการสร้างสภาาพแวดล้อมให้ลำบากเพื่อให้ทุกคนดิ้นรนเพื่อให้แข็งแกร่งขึ้น สำหรับผู้ที่อยู่ 10 อันดับแรกจะได้ห้องที่ใหญ่ขึ้นประมาณ 40 ตารางเมตร ส่วนศิษย์ในนั้นมีห้องที่ใหญ่อยู่แล้วประมาณ 30 ตารามงเมตร
เมื่อยามที่เฝ้าหน้าประตูเห็นเอกสารที่หวังเฟยหลงยื่นให้เขาก็ปล่อยให้หวังเฟยหลงเข้าไปทันนที เมื่อเดินเข้าแล้วจะเห็นลานขนาดใหญ่ทันที ที่ข้างหน้ามีแท่นหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ในลานนั้นมีรุ่นเยาว์มากมายที่ยืนอยู่ทุกคนล้วนแล้วแต่้าเข้าสถาบันเพื่อฝึกฝนทั้งนั้น หวังเฟยหลงเดินไปยืนอยู่รอบนอกรอเวลา สังเกตด้วยสายตามีไม่เกือบร้อยคนได้ และยังมีมาเรื่อยๆ หากดูจากปีก่อนๆ จำนวนคนที่สอบเข้าจะอยู่ประมาณร้อยคน
‘ ถึงเวลาแล้วสินะ ’
เวลาผ่านไปจนมีชายวัยกลางคน ซึ่งน่าจะเป็ผู้าุโของสถาบันเดินมาข้างหน้าลาน เขาไปหยุดอยู่ที่แท่นหินขนาดใหญ่ ตามข้อมูลที่หวังเฟยหลงได้จากเซี่ยถิงถิง แท่นหินนั้นจะเป็แท่นหินที่ใช้วัดพลัง ความแข็งแกร่ง และมันยังใช้วัดอายุได้ด้วยโดยการต่อยไปที่แท่นหินอย่างสุดแรง แท่นหินนี้สามารถรับการโจมตีของผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดปราณได้สบายๆ ในทุกปีจะมีคนพยายามเข้ามาสอบทั้งๆที่อายุเกิดแล้ว ต้องบอกว่าหวังเฟยหลงโชคดีอีกสองเดือนเขาก็จะมีอายุเป็ 17
“ เริ่มการทดสอบที่หนึ่ง!! ”