ไม้กระบองที่ทั้งหนักทั้งหนาพุ่งกระหน่ำเข้าทุบร่างทุกส่วนของหลินโม่กระบองเหล่านี้สร้างขึ้นจากเหล็กและทองหนักถึงร้อยจินจากพลังของศิษย์หน่วยควบคุมกฎนั้นต่างสามารถทุบหินแข็งให้แหลกละเอียดได้อย่างง่ายดาย
หลินโม่หมอบกายลงอย่างรวดเร็ว สองแขนกระแทกลงพื้นอย่างรุนแรง
ตูม!
พื้นที่สร้างจากหินอัคนีดำพลันยุบลงเศษหินละเอียดกระเด็นไปทั่ว รอยแตกร้าวกระจายตัวคล้ายใยแมงมุมเหล่าศิษย์หน่วยควบคุมกฎต่างถูกแรงสะเทือนซัดกระเด็นลอยไป บ้างกระแทกลงสู่แปลงดอกไม้สูงบ้างกระแทกตกลงบนชายคาบ้าน บ้างก็โดนแขวนอยู่บนรูปปั้นของลานจัตุรัส
ศิษย์ระดับหนึ่งสองคนเตะน้ำฝนสาดกระเซ็นใส่หลินโม่พายุฝนที่ซัดกระหน่ำถูกพลังเจินหยวนบนร่างของทั้งสองกั้นเอาไว้จนน้ำฝนกระเด็นไปรอบทิศพลังเจินหยวนที่เกาะกลุ่มบนร่างของสองคนนี้แกร่งกว่าสวี่อี้เสวียนก่อนหน้านี้อยู่บ้างหนึ่งในนั้นมือแปรสภาพเป็นมีดสับสังหาร วายุมีดอันแหลมคมราวกับห่าพายุฝนที่สาดลงเป็นระลอกคลื่นมีพลังแข็งแกร่งจนน่าตะลึง
ส่วนอีกคนมือแปรสภาพราวกับดรรชนีกระบี่เจินหยวนแหลมคมสลับเวียนไปมาผสานกับวายุคมมีด กลายเป็นแหฟ้าตาข่ายดินครอบคลุมล้อมร่างของหลินโม่เอาไว้
ตายซะ!
สองศิษย์ตะโกนคำรามพลันปลดปล่อยพลังเจินหยวนทั้งหมดภายในร่างออกมา อานุภาพของมันน่าตกตะลึงแม้แต่พายุฝนที่ซัดกระหน่ำลงนั้นล้วนถูกพลังแหฟ้าตาข่ายดินนี้สับจนแหลกกระจายไป
ทว่า ณ เวลานี้สีหน้าของศิษย์ทั้งสองกลับเปลี่ยนไป ภายใต้การโจมตีของแหฟ้าตาข่ายดินสับสังหารพวกเขารู้สึกได้ว่าพลังเจินหยวนถูกสลายกระจายไปด้วยพลังประหลาดบางอย่าง และสิ่งที่ทำให้พวกเขาสั่นสะท้านมากที่สุดคือพลังกายของเด็กหนุ่มคนนี้แกร่งเสียจนน่าตกตะลึงครั้นพลังของพวกเขาปะทะเข้ากับร่างของเด็กหนุ่มก็คล้ายกับร่วงกระแทกใส่หินแข็งอย่างไรอย่างนั้น
ด้วยพลังเจินหยวนที่ลดฮวบแม้จะสร้างบาดแผลบนร่างกับเจ้าเด็กหนุ่มนี่ได้ ทว่าบาดแผลเหล่านั้นกลับไม่ลึกเฉือนเข้าเนื้อไปไม่ถึงครึ่งชุ่นเสียด้วยซ้ำ เรียกได้ว่าแค่ผิวถลอกเท่านั้น
เจ้าหนุ่มนี่เป็นปีศาจหรือไร...
ชั่วเวลาที่ทั้งสองกำลังตกตะลึงร่างของเด็กหนุ่มพลันแผ่กระจายพลังอันน่าสะพรึงกลัวขึ้นนั่นคือพละกำลังของพลังกายโดยล้วน มีเพียงอสูรเท่านั้นที่ครอบครองพลังแข็งแกร่งอันครบครันนี้ไว้หรือว่าร่างที่แท้จริงของเจ้าหนุ่มนี่จะเป็นอสูรตนหนึ่งกัน?
ปัง...
พลังของนริศเก้าสวรรค์พลันทะลุออกมาศิษย์ทั้งสองกระเด็นลอยไป หลังจากกระแทกลงพื้นก็ไม่ขยับคลานขึ้นมาอีกต่อไป
ทุกสิ่งกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครา พายุฝนยังคงกระหน่ำตกอยู่เช่นนั้นเหล่าศิษย์ของตำหนักส่วนที่สองต่างนิ่งอึ้งไร้ซึ่งจิตวิญญาณกันถ้วนหน้าพลางเหม่อมองหลินโม่ที่กำลังมุ่งมาที่ตำหนักส่วนที่สองนี้ ศิษย์ไม่น้อยสะท้อนแววตาเคารพยำเกรง
เสียงฝีเท้าสะเทือนกึกก้องดังออกจากตำหนักส่วนที่สองและส่วนที่สามเหล่าศิษย์หน่วยควบคุมกฎจำนวนมหาศาลกำลังพุ่งเข้ามา
“ขวางมันไว้!”
“ลงมือพร้อมกัน อย่าให้มันผ่านไปถึงตำหนักส่วนที่สามได้เด็ดขาด”
หลินโม่ขยับเท้าพลันทะยานไปยังศิษย์หน่วยควบคุมกฎด้วยตัวเองนี่ทำให้ศิษย์หน่วยควบคุมกฎยิ้มเยาะขึ้น พวกเขาเตรียมพร้อมมานานแล้ว มีคนมากถึงเพียงนี้แล้วลงมือเข้าพร้อมกันหากไม่ทำให้เจ้าหนุ่มนี่กลายเป็นคนพิการไป เช่นนั้นพวกเขาก็ไม่คู่ควรที่จะเป็นศิษย์หน่วยควบคุมกฎอีกต่อไป
ทว่าหลังจากสัมผัสเจอหลินโม่สีหน้าของเหล่าศิษย์หน่วยควบคุมกฎพลันเปลี่ยนไปพวกเขารู้สึกได้ว่าสิ่งที่เผชิญหน้าในยามนี้ไม่ใช่ศิษย์มนุษย์ทว่าเป็นอสุรกายตนหนึ่งที่กำลังอยู่ในสภาวะพิโรธคลั่ง ศิษย์หน่วยควบคุมกฎหลายต่อหลายคนต่างถูกพลังอันน่าสะพรึงกลัวซัดสะเทือนกระเด็นลอยออกไปไม่เว้นหน้าใครสักคน...
ศิษย์หน่วยควบคุมกฎที่กระจัดกระจายไปก่อนหน้ารีบวิ่งเข้ามาจากที่ไกลๆครั้นเห็นทางเดินระหว่างตำหนักที่สองถึงตำหนักที่สามเต็มไปด้วยร่างของเหล่าศิษย์หน่วยควบคุมนอนเกลื่อนไปทั่วจึงค่อยๆ สูดลมหายใจเยือกเย็นเข้าปอดด้วยความหวาดหวั่น
“เร็วเข้ารีบไปรายงานพวกผู้พิทักษ์ใหญ่” ศิษย์ผู้เป็นหัวหน้าหน่วยควบคุมกฎรีบละล่ำละลักสั่งการ
ณห้องพลังปราณของตำหนักกฎหมายแห่งสาขาลัวซา พลังแห่งฟ้าดินดูคล้ายหมอกตลบอบอวลไปทั่วห้องพลังปราณพลังแห่งฟ้าดินที่นี่เข้มข้นเป็นสองเท่าของอีกสองสาขาที่เหลือที่นี่คือสาขาลัวซาอันดับหนึ่งแห่งสี่สำนักใหญ่ที่มีสวัสดิการพิเศษที่สุด
สาขาลัวซาสร้างขึ้นบนบริเวณเส้นโลหิตชีพจรวิญญาณหลักของทั้งสำนักเทียนซิงดังนั้นความเข้มข้นของพลังแห่งฟ้าดินที่สาขาลัวซาจึงสูงกว่าอีกสองสาขามาก อีกทั้งห้องพลังปราณระดับแนวหน้าอย่างตำหนักกฎหมายเช่นนี้ทั้งสำนักเทียนซิงก็มีเพียงสี่ห้องเท่านั้นซึ่งสองในสี่ห้องตั้งอยู่ที่สาขาลัวซาแห่งนี้
ในฐานะที่เป็นผู้พิทักษ์ใหญ่แห่งตำหนักกฎหมายเลี่ยวเจว๋ย่อมมีคุณสมบัติได้รับสิทธิ์ในการใช้ห้องพลังปราณระดับสูงเช่นนี้
เลี่ยวเจว๋กวาดตามองรอบห้องพลังปราณระดับสูงขณะนั่งขัดสมาธิผู้พิทักษ์กฎทั้งเจ็ดคนที่ฝึกเสร็จเรียบร้อยไปนานแล้วคลี่ยิ้มบางพลางเอ่ยขึ้น “ทุกท่าน ประสิทธิภาพของห้องพลังปราณระดับสูงนี้ไม่เลวเลยใช่ไหม?”
“เกินกว่าคำว่าดีเชียวล่ะผลที่ได้มากเกินกว่าห้องพลังปราณของตำหนักอื่นเสียจนกินขาดไปเลย”
“ต่อให้ไม่ได้เริ่มดูดซับเองแต่เมื่อนั่งที่นี่พลังแห่งฟ้าดินเข้มข้นก็ถ่ายทอดเข้าร่างเองไม่หยุด”
“หากไม่ใช่ท่านเลี่ยวผู้พิทักษ์กฎใหญ่ล่ะก็พวกเราคงมิอาจนั่งเพลิดเพลินในห้องพลังปราณระดับสูงนี้ได้หรอก” ผู้พิทักษ์กฎทั้งเจ็ดพากันเอ่ยขึ้นอย่างประจบสอพลอ
“ข้าอยู่ตำแหน่งผู้พิทักษ์ใหญ่พอดิบพอดีถึงได้มีคุณสมบัติพอจะเปิดห้องพลังปราณระดับสูงนี้ได้ก็เท่านั้นทุกท่านต่างเป็นบุคคลอัจฉริยะแห่งสาขาลัวซาของเราซึ่งควรจะได้รับทรัพยากรที่ดีกว่าทุกท่านโปรดวางใจ รอจนกว่าท่านเจ้าตำหนักกลับมาข้าจะไปขอคำสั่งจากท่านเจ้าตำหนักเองข้าจะพยายามเพื่อให้ทุกท่านมีสิทธิ์ใช้ห้องพลังปราณระดับสูงนี้ให้ได้” เลี่ยวเจว๋กล่าวขึ้น
เหล่าผู้พิทักษ์กฎทั้งเจ็ดพลันเลิกคิ้วขึ้นด้วยความยินดีพลางรีบกล่าวขอบคุณต่อๆ กัน
“ไม่ต้องขอบใจข้าทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ทุกท่านควรได้รับแม้นทุกท่านจะไม่ได้รับเลือกเข้าสู่สิบอันดับแรกของสำนักเทียนซิงแต่คุณสมบัติของพวกท่านก็ไม่น้อยไปกว่าสิบอันดับแรกเลย เพียงแต่ทรัพยากรในการฝึกน้อยกว่าพวกเขาก็เท่านั้นหากทรัพยากรการฝึกมีเท่ากันไม่แน่ว่าพวกท่านก็อาจจะไม่น้อยหน้าไปกว่าพวกเขาเชียวล่ะ เมื่อเวลาผ่านไปพวกท่านอาจจะไม่ด้อยไปจากพวกมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์ทั้งสิบแห่งสำนักเทียนซิงอย่างแน่นอน”เลี่ยวเจว๋เอ่ยขึ้นพลางยกยิ้ม
ครั้นได้ยินคำพูดเช่นนี้ผู้พิทักษ์กฎทั้งเจ็ดพลันหน้าบานยิ้มแย้มขึ้นในทันที
ทั้งเจ็ดคนนี้ล้วนเป็นบุคคลชั้นนำที่มีระดับสูงขึ้นไปอีกของสาขาลัวซาบางส่วนใกล้บรรลุถึงระดับหลอมปราณขั้นกลางแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องพลังหรือศักยภาพนั้นล้วนแต่เหนือกว่าผู้พิทักษ์กฎคนอื่นทั้งสิ้น
เลี่ยวเจว๋เข้าใจจุดนี้เป็นอย่างดีดังนั้นจึงรวบรวมทั้งเจ็ดคนนี้มัดไว้ข้างกายอย่างแน่นหนา
ยามนี้นอกประตูห้องพลังปราณพลันส่งเสียงกระหน่ำเคาะอย่างรีบร้อน
เลี่ยวเจว๋ขมวดคิ้วเมื่อผู้พิทักษ์หนึ่งในนั้นส่งสัญญาณทางสีหน้า ที่เหลือจึงพยักหน้า พลางมุ่งไปเปิดประตูของห้องพลังปราณ
“ท่านผู้พิทักษ์กฎใหญ่เกิดเรื่องแล้ว” ศิษย์หน่วยควบคุมกฎคนหนึ่งพุงตัวเข้ามาพลางเอ่ยขึ้นอย่างร้อนรน
“มีเรื่องอันใดก็รีบพูดมา”เลี่ยวเจว๋เอ่ยเสียงเข้ม
“มีคนบุกเข้าตำหนักส่วนที่สามแล้วขอรับพวกเราเหล่าศิษย์หน่วยควบคุมถูกเจ้านั่นทำร้ายบาดเจ็บไปไม่น้อย พวกผู้พิทักษ์กฎสวี่ทั้งสามคนถูกผู้บุกรุกจัดการทิ้งไปแล้ว...”ศิษย์หน่วยควบคุมกฎละล่ำละลักรายงาน
เมื่อได้ยินว่าศิษย์ผู้พิทักษ์ทั้งสามถูกทำร้ายคราแรกเลี่ยวเจว๋ยังไม่ได้สนใจมากนักอย่างไรเสียเรื่องเช่นนี้ก็มักเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ พวกศิษย์หัวรั้นของสาขาลัวซามักจะขัดแย้งปะทะกับผู้พิทักษ์อยู่เสมอยากที่จะเลี่ยงการเลือดตกยางออก
ทว่าครั้นได้ยินประโยคที่ว่าสวี่อี้เสวียนถูกจัดการทิ้งแล้วนั้นพริบตาสีหน้าของเลี่ยวเจว๋และคนอื่นต่างเปลี่ยนไปทันที
ศิษย์หน่วยควบคุมกฎธรรมดาถูกทำร้ายนั่นเป็นเพียงเรื่องเล็กก็เท่านั้นจัดการได้อย่างง่ายดาย ทว่าหากผู้พิทักษ์กฎถูกทำร้ายบาดเจ็บนั้นก็ไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป
สิ่งสำคัญคือผู้พิทักษ์กฎนั้นถูกคัดเลือกมาจากเหล่าศิษย์มากมายซึ่งแต่ละคนต่างมีความสามารถพิเศษหนึ่งด้าน แม้ว่าพลังของพวกสวี่อี้เสวียนทั้งสามคนในระดับผู้พิทักษ์จะถือว่าธรรมดาทว่าทั้งสามคนถูกทำร้ายบาดเจ็บในเวลาเดียวกัน นั่นก็เท่ากับว่าเกิดความวุ่นวายขึ้นแล้ว
“เจ้าเพิ่งพูดว่าสวี่อี้เสวียนพวกเขาทั้งสามถูกจัดการทิ้งแล้วหรือ?” เลี่ยวเจว๋เพิ่งตระหนักได้ถึงความหมายของคำที่ศิษย์หน่วยควบคุมเอ่ยถูกทำร้ายบาดเจ็บกับถูกจัดการทิ้ง ความหมายของทั้งสองคำนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง
“ขอรับ” ศิษย์หน่วยควบคุมรีบพยักหน้า
สีหน้าของเลี่ยวเจว๋พลันแปรเปลี่ยนผิดไปจากปกติการที่ผู้พิทักษ์กฎของตำหนักกฎหมายทั้งสามถูกจัดการทิ้งนั้นแสดงว่าสถานการณ์ได้เลวร้ายขึ้นแล้วหากจัดการได้ไม่ดีเพียงจุดเดียวแล้วถูกเบื้องบนตำหนิลงมาล่ะก็ตำแหน่งผู้พิทักษ์กฎใหญ่นั้นไม่เพียงแต่จะรักษาไว้ไม่ได้ทว่าอาจได้รับบทลงโทษเลยก็เป็นได้
“ท่านผู้พิทักษ์กฎใหญ่ข้าคิดว่าจำต้องรีบขัดขวางผู้ลงมือคนนั้นโดยเร็วที่สุดมีเพียงทางนี้ถึงจะเลี่ยงผลกระทบมหาศาลนั่นไปได้”
“พวกสวี่อี้เสวียนทั้งสามคนต่างบรรลุระดับหลอมปราณขั้นต้นแม้ว่าพลังของพวกเขาจะธรรมดา หากแต่ทั้งสามคนแม้จะหนีก็ยังหนีไม่พ้นนั้นถูกผู้บุกรุกทำลายจนสิ้นซากเช่นนั้นพลังของผู้บุกรุกคนนี้อย่างน้อยคงอยู่ประมาณระดับหลอมปราณขั้นกลางจากสายตาข้า พวกเราพุ่งเข้าไปพร้อมกันร่วมมือกันจับเจ้าคนนี้มา”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็คงต้องรบกวนทุกท่านออกมือด้วยกันแล้ว”เลี่ยวเจว๋กล่าว
“เดิมทีนี่ก็เป็นเรื่องภายในของเราอยู่แล้วล่ะ”
สถานการณ์เร่งด่วนเลี่ยวเจว๋นำพาผู้พิทักษ์ทั้งเจ็ดมุ่งไปยังตำหนักส่วนที่สามในทันที