บทที่ 22 การพบเจออย่างเป็ทางการกับพ่อผู้ปากอย่างใจอย่าง
เมื่ออินเสินวางสายก็ใจลอยอยู่ในรถไปชั่วครู่
คนขับรถสังเกตสีหน้าของเขาผ่านกระจกหลังอย่างระมัดระวัง ไม่กล้าส่งเสียงออกไปสักแอะ น้อยครั้งมากที่อินเสินจะแสดงท่าทางแบบนี้
ชายหนุ่มมักจะซ่อนมีดไว้ใต้รอยยิ้ม จิตใจโเี้ไร้ปรานี มีท่าทีเงียบสงบราวกับทุกเื่อยู่ในการควบคุมของเขา สิ่งที่ยิ่งทำให้คนขับรถใก็คือเมื่อครู่ตอนที่อินเสินรับโทรศัพท์เขาเรียกปลายสายว่า ‘พ่อ’ ?!
อินเสินมีครอบครัวด้วยเหรอ!?
เขาเป็คนขับรถให้อินเสินมาสามปีแล้ว นี่เป็ครั้งแรกที่รู้ว่าที่แท้อินเสินก็ไม่ได้ตัวคนเดียว
คนขับรถเป็คนมีไหวพริบจึงหลุบตาลงและกลืนความสงสัยลงไปเงียบ ๆ
อินเสินกำลังย้อนนึกไปถึงตอนที่ได้พบพ่อเป็ครั้งแรก
คืนนั้นเป็คืนที่หนาวเหน็บจนเย็นเฉียบไปถึงกระดูกทำให้คนรู้สึกเ็ป ทั้งฝนและหิมะทำให้ร่างกายผู้คนเปียกชุ่ม
ทั้งหนาวเหน็บ สั่นเทา และหายใจไม่ออก
ในพุ่มไม้ของถิ่นทุรกันดาร เห็นพื้นดินอันอ่อนนุ่มขยับอย่างกะทันหัน หลังจากนั้นก็มีแขนขาวซีดที่ยื่นออกมา เหมือนผีร้ายที่้า่ชิงชีวิต ผีร้ายตนนั้นพยายามดิ้นรน ดันดินโคลนที่ฝังตัวเองไว้ออก และค่อย ๆ ปีนขึ้นมาบนผิวดิน
น้ำโคลนทั่วทั้งร่างทำให้คนมองเห็นใบหน้าได้ไม่ชัดเจน หยาดฝนที่เย็นเฉียบปกคลุมไปบนร่างของเขา ราวกับงูพิษที่กำลังกลืนกินชีวิต่สุดท้ายของเขา นั่นคืออินเสินในวัย 16 ปี
น่าเสียดายที่เขาใช้แรงทั้งหมดในการปีนออกมาแล้ว ทั้งตัวเต็มไปด้วยาแ เื และโคลนผสมปนเปกันอยู่ อีกไม่นานเขาจะต้องตายอยู่ในป่าร้างอันไร้ผู้คนแห่งนี้แน่นอน
ในตอนนั้นเองเขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะแ่เบา
“แกยังอยากมีชีวิตอยู่ไหม? ชีวิตที่เหมือนมนุษย์”
เขาคิดว่านี่เป็ภาพหลอนก่อนตาย แต่ถึงแม้จะเป็ภาพหลอนเขาก็ยังะโออกไปด้วยเสียงอันแหบแห้ง
“ฉันยังอยากมีชีวิต!”
แต่ละคำแต่ละประโยคเต็มไปด้วยเื สุดท้ายแล้วเขาก็กระอักเืออกมา
เขารู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่เย็นเฉียบปกคลุมเหนือศีรษะของเขา สิ่งที่ปรากฏสู่สายตาคือชายท่าทางสง่างามคนหนึ่งกำลังถือร่ม ใช้มืออีกข้างเชยคางเขา และมองลงมาที่เขา
“ดีมาก ั้แ่นี้ไปแกเรียกฉันว่าพ่อ”
หลังจากนั้นเขาก็พยายามล้มลุกคลุกคลาน้าจะดิ้นรนปีนไต่เต้าขึ้นมา
สิ่งที่พ่อมอบให้เขา ใช้เวลาสิบสองปีจึงปีนมาอยู่จุดนี้ได้
นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้เจอพ่อ? สามปีหรือห้าปี?
อินเสินหวนคิดกลับไปก่อนจะพูดกับคนขับรถเสียงเบา
“รอฉันอยู่ที่นี่” หลังจากนั้นก็เปิดประตูลงจากรถไป
พ่อกำลังมา เกรงว่าเด็กน้อยคนนั้นคงกำลังตกอยู่ในอันตราย ถึงอย่างไรสิ่งที่พ่อของเขาเกลียดที่สุดก็คือขยะตัวน้อยที่นุ่มนิ่มแบบนี้
......
ในห้องผู้ป่วย ซิงซิงฟุบอยู่ข้างเตียงของเซี่ยจื่ออวี้ จับนิ้วของเขาไว้ทั้งน้ำตา เดิมทีใบหน้าเล็กของเธอสกปรกอยู่บ้าง แต่ถูกคุณพยาบาลใจดีมาทำความสะอาดให้
เพราะได้รับการปกป้องอย่างดีจากเซี่ยจื่ออวี้ ชุดกระโปรงตัวน้อยที่สวมอยู่จึงไม่เปื้อนแม้แต่นิดเดียว
เปียเล็กถูกผูกเป็มวยเล็ก ๆ สองข้างอยู่บนหัวทั้งซ้ายขวา ตอนนี้ดวงตาที่แดงก่ำกับปลายจมูกที่แดงเรื่อทำให้ดูน่าสงสารจับใจ
ดังนั้นหมอและพยาบาลที่เดินผ่านเตียงผู้ป่วยก็ล้วนอดไม่ได้ที่จะจ้องมองซิงซิง มือรู้สึกจักจี้อยากจะเข้ามาลูบหัวเล็ก ๆ นี้จริง ๆ
“เด็กน้อย เธออยากไปนั่งพักสักหน่อยไหม กว่าพี่ชายเธอจะตื่นก็ยังต้องใช้เวลาอีกสักพักเลย”
ทุกคนล้วนพูดกับเธออย่างอ่อนโยน
แต่ซิงซิงส่ายหัว ดวงตาจ้องมองเซี่ยจื่ออวี้ตาไม่กะพริบ น้ำตาในเบ้าตาร่วงลงมาอย่างห้ามไม่ได้
สิ่งแรกที่อินเสินเห็นเมื่อมาถึงห้องผู้ป่วยคือเ้าก้อนแป้งน้อยที่มีท่าทีน่าสงสาร
จิ๊ ทำไมทุกครั้งที่เห็น เด็กน้อยจะต้องดูน่าสงสารถึงเพียงนี้ตลอดด้วย
อินเสินมีรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าเ็า มีบุคลิกโดดเด่น ผู้คนและเหล่าหมอพยาบาลที่เดินผ่านทางเดินล้วนจ้องมองเขาไม่ละสายตา
ใบหน้าของเขาไม่แสดงความรู้สึก ก่อนจะเดินไปถึงข้างหลังของซิงซิง เด็กน้อยจ้องมองเซี่ยจื่ออวี้และสูดลมหายใจ โดยไม่ได้สังเกตเห็นเขาที่อยู่ด้านข้างแม้แต่นิดเดียว
ช่างเป็ขยะตัวน้อยที่ไร้ประโยชน์
อินเสินยื่นมือออกไปเตรียมคว้าคอเสื้อของซิงซิง
ผลคือในตอนนั้นเองซิงซิงก็รู้สึกได้ว่าข้างหลังของตัวเองมีคนอยู่
เด็กน้อยหันหัวกลับไป...
“หืม?”
นิ้วเรียวยาวที่เห็นข้อต่อชัดเจนไม่ทันได้หดกลับไป ปลายนิ้วจึงััเข้ากับปากเล็ก ๆ อวบอิ่มเข้าพอดี
ปลายนิ้วจึงล้วนเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำลาย
อินเสินขมับกระตุกเล็กน้อย
กลับกันซิงซิงร้อง ‘อู้อี้’ ออกมาสองเสียงก่อนจะคายนิ้วของอินเสินออกมา และมองหน้าเขาอย่างใระคนดีใจ
“พี่ใหญ่!”
อินเสินถอยหลังอย่างรังเกียจไปก้าวหนึ่ง ก่อนจะหยิบทิชชูด้านข้างมาเช็ดมือที่เปื้อนน้ำลาย
เดิมทีซิงซิงเป็เด็กที่มีไหวพริบ แต่ใน่เวลาไร้ที่พึ่งพิงที่สุดนอกจากพี่หกก็มีเพียงคนที่คุ้นเคยที่สุดคนนี้ เธอจึงไม่รู้สึกถึงความรังเกียจของพี่ใหญ่
เด็กหญิงมองชายหนุ่มราวกับเห็นญาติที่ไม่ได้เจอมานาน ซิงซิงหันกลับไปยกมือทั้งสองข้างและโผไปข้างหน้า
“แงงง~ พี่ใหญ่!!”
เสียงนุ่มนวลสะอึกสะอื้นฟังดูทั้งน่าสงสารทั้งน่าตลกทำให้คนรอบข้างจ้องมองมา
อินเสินถอยหลังไปอีกก้าวหนึ่ง ทำให้เด็กน้อยที่กำลังโผเข้ามาข้างหน้าหยุดตัวเองไม่อยู่ เมื่อจุดศูนย์กลางไม่มั่นคงจึง...
คุกเข่าลงไปบนพื้น
การคุกเข่าที่ได้มาตรฐานนี้ราวกับจะจุดธูปบูชาเขา
ขมับของอินเสินกระตุกอีกครั้ง
มือทั้งสองข้างของซิงซิงวางบนพื้นในขณะที่ก้มหัวลง ก่อนจะตกตะลึงไปชั่วครู่
อินเสินขมวดคิ้วมองเด็กน้อยที่คุกเข่าอยู่ ในใจคิดว่าคงไม่ได้กำลังจะร้องไห้ใช่ไหม หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็สูดหายใจเข้าลึก ยื่นมือออกไปจับเสื้อซิงซิงจากทางด้านหลังเพื่อจะยกเธอขึ้นมา แต่ไม่รู้เพราะอะไร หลังจากมือกำลังจะแตะที่หลังของเธอกลับพลิกกลับไปที่ใต้รักแร้...
และอุ้มเธอขึ้นมาแทน
แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่อุ้มเ้าก้อนแป้งน้อย เขาก็ยังหายใจช้าลงเพราะสิ่งมีชีวิตที่นุ่มนิ่มและอบอุ่นนี้ ผลคือเมื่อมองใบหน้าเล็กของซิงซิงก็เพิ่งพบว่าเด็กน้อยไม่ได้มีท่าทีจะร้องไห้แม้แต่น้อย ในดวงตาสีดำขลับเหมือนองุ่นยังมีน้ำตาอยู่ แต่มุมปากน้อย ๆ กลับยกขึ้น
“ฮืออ ดีจังเลย พี่ชายมาแล้วดีจัง...”
เหมือนที่พึ่งสุดท้ายปรากฏตัวขึ้น ราวกับขอเพียงเขามาปัญหาทั้งหมดที่หล่นใส่เด็กน้อยก็จะได้รับการแก้ไข
อินเสินไม่คุ้นเคยกับความรู้สึกนี้ เขาคิดว่าเด็กน้อยไม่ได้ร้องไห้เพราะฉะนั้นก็ไม่จำเป็ต้องอุ้มแล้ว แต่แขนที่คลายลงกลับกระชับแน่นขึ้นอีกครั้ง สุดท้ายก็ยังไม่ปล่อยซิงซิงลง
เขามองดวงตาทั้งสองข้างของซิงซิงที่เปล่งประกายราวกับดวงดาวซึ่งฉายแววศรัทธาและมองว่าเป็ที่พึ่ง ชายหนุ่มขบกรามแน่นก่อนจะเบนสายตาไปทางอื่นและกล่าวเสียงเ็า
“ฉันจะหาคนดี ๆ มารับเลี้ยงเธอ”
พ่อใกล้มาถึงแล้ว เขาต้องไม่อนุญาตให้เซี่ยจื่ออวี้เก็บซิงซิงไว้แน่ ต้องให้เด็กคนนี้ทำให้เซี่ยจื่ออวี้ตอบรับการไปเรียนต่อต่างประเทศ จากนั้นเขาจะหาครอบครัวดี ๆ ให้เด็กคนนี้
แต่มันเป็การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เท่านั้น
ซิงซิงตกตะลึงไปในทันที เดิมทียังคิดจะกอดคอพี่ใหญ่และพิงตัวเขา มือเล็กยกขึ้นกลางอากาศก่อนจะชะงักไป ตอนที่ในหัวเล็ก ๆ ของเธอยังไม่เข้าใจความคิดของอินเสิน ก็มีเสียงเ็าแหบแห้งเสียงหนึ่งดังขึ้นมา
“อินเสิน จะทำอะไรซิงซิง?”
ซิงซิงหันกลับไปทันที
เซี่ยจื่ออวี้ที่อยู่บนเตียงลืมตาขึ้นมาแล้ว ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำกำลังจ้องเขม็งไปที่อินเสินราวกับหมาป่าที่ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยาแ
อินเสินสบเข้ากับดวงตาทั้งสองข้างของเซี่ยจื่ออวี้ก็ยกรอยยิ้มเยาะขึ้นมา
“พอมีเื่จะขอร้องก็เรียกพี่ แต่มาตอนนี้กลับเรียกแค่ชื่อแล้วเหรอ?”
เซี่ยจื่ออวี้ข่มกลั้นความเ็ปฝืนลุกขึ้นมานั่งบนเตียง จ้องเขม็งไปทางอินเสินด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว และยื่นมือทั้งสองข้างออกไป
“ส่งซิงซิงมาให้ผม”
อินเสินเลิกคิ้ว “เซี่ยจื่ออวี้ นายไม่มีสิทธิ์มาสั่งฉัน”
เซี่ยจื่ออวี้หายใจถี่กระชั้น
เมื่ออยู่ต่อหน้าาาหมาป่าจอมเ้าเล่ห์ หมาป่าตัวน้อยที่ดุร้ายก็ยังต้องสิ้นท่า
อารมณ์ของเซี่ยจื่ออวี้ปะทุออกมาทันที “อินเสิน! ไม่ช้าก็เร็วฉันจะฆ่า...”
“จะฆ่าใคร?”
เสียงเนิบช้าดังขึ้นมาจากทางประตูห้อง
ทั้งสามคนหันกลับไปมองที่ประตูห้องพร้อมกัน
ชายวัยกลางคนที่สวมชุดสูทลำลองกำลังถอดถุงมือหนังออก เขามีคิ้วที่หนาและเรียวยาว สันกรามได้รูปอย่างสมบูรณ์แบบ มุมปากกำลังยกขึ้นเป็รอยยิ้มจาง ๆ ยกมือขึ้นมาด้วยท่าทีสุภาพและสง่างาม
“ไม่เจอกันนานทีเดียวนะลูก ๆ ของฉัน”