บทที่ 2 หาทางทำมาหากิน
สวี่ิเยว่ที่ยังมึนงงลากสังขารลุกขึ้นเดินไปที่ห้องของพ่อกับแม่
“คุณปู่กับแม่อย่าเสียใจเลยค่ะ ปากอยู่ที่ตัวพวกเขา พวกเขาอยากจะพูดอะไรก็ปล่อยเขา เถียงไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ตอนนี้ฉันเรียนจบแล้ว ฉันจะหาวิธีทำให้พ่อกับแม่สุขสบายให้ได้” พอพูดคุยกับปู่และแม่จบไม่นาน พ่อกับพี่ชายก็กลับมาจากไร่นาด้วยสีหน้าบูดบึ้ง คงจะได้ยินคนเขาพูดกันมาบ้างแล้ว
แม่เห็นพ่อกับพี่ชายกลับมาจากทำงานถึงได้รู้สึกตัวว่ามัวแต่เสียใจจนลืมทำอาหารเย็น บ้านหลังนี้ยากจนข้นแค้น การทำอาหารแต่ละมื้อสร้างความลำบากใจให้กับชุนฮวาเป็อย่างยิ่ง
เมื่ออาหารเย็นถูกยกขึ้นโต๊ะ สายตาของิเยว่ที่มองไปยังหมั่นโถวและแตงกวาดองบนโต๊ะ ทำให้น้ำตาของเธอเกือบไหลรินออกมา แป้งข้าวโพดที่ใช้ทำหมั่นโถวนั้นไม่ละเอียดเหมือนในยุคหลัง มองเห็นกระทั่งเปลือกข้าวโพดที่บดไม่ละเอียด
ด้วยความสงสาริเยว่ที่กำลังป่วย จางชุนฮวาจึงต้มไข่ใบหนึ่งให้เธอโดยเฉพาะ ส่วนเสี่ยวซิงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ มองไข่ในชามของิเยว่พลางน้ำลายไหล
ไข่ไก่ที่บ้านนั้นมีจำนวนจำกัด โดยปกติแล้วจะเก็บไว้ให้ปู่บำรุงร่างกาย สวี่ิเยว่มองไข่ต้มในชามแล้วถอนหายใจ ดูเหมือนว่าต้องหาวิธีหาเงินแล้ว ถ้าต้องกินแบบนี้ทุกวันคงแย่แน่ เธอมันเป็คนที่ขาดเนื้อสัตว์ไม่ได้ด้วยสิ
เธอไม่เชื่อหรอกว่าจะไม่มีทางออก คนเราไม่ควรยอมแพ้ต่อโชคชะตา เธอเก่งเื่หาผลประโยชน์เข้าตัว ถึงจะตายมาอยู่ยุค 70 แล้ว แต่จะหาเงินไม่ได้เชียวเหรอ ทนอีกไม่กี่ปี พอถึงยุค 80 เมื่อไหร่ โอกาสทองก็รออยู่เต็มไปหมดแล้ว
ิเยว่ใช้ตะเกียบแบ่งไข่ในชามออกเป็สองส่วน ส่วนหนึ่งคีบใส่ชามของปู่ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งคีบใส่ชามของเฉินซิง จากนั้นก็หยิบหมั่นโถวขึ้นมากัดคำหนึ่งแล้วพูดว่า
“ปู่กับเฉินซิงกินไข่เถอะ คนไม่สบายกินไข่ไม่ได้หรอก” ทุกคนในครอบครัวไม่ได้มีการศึกษาสูงนัก จึงเชื่อในสิ่งที่ิเยว่พูดโดยไม่มีข้อกังขา ิเยว่เห็นเฉินซิงที่กำลังดีใจเพียงเพราะได้กินไข่ครึ่งฟองก็ยิ่งรู้สึกสงสารเด็กคนนี้
ค่ำคืนที่มืดมิด สวี่ิเยว่นอนพลิกไปพลิกมาอยู่บนเตียง เอาแต่นอนคิดไม่ตกว่าในยุค 70 แบบนี้จะมีวิธีไหนบ้างที่จะสามารถทำมาหากินได้ ยุคนี้การเอาเปรียบส่วนรวมถือเป็เื่ผิดกฎหมาย
เพราะในใจยังคงครุ่นคิดแต่เื่นี้ จึงนอนไม่หลับ พอได้ยินเสียงไก่ขันในตอนเช้าตรู่เธอก็รีบลุกจากเตียงทันที ได้ยินเสียงเปิดประตูบ้านก็เห็นว่าเป็สวี่อวี้เฉิงกำลังพาจางชุนฮวาและสวี่เซี่ยงหยางออกไปทำนา
เธอแต่งตัวเสร็จก็กะว่าจะออกไปเดินเล่นรอบ ๆ หมู่บ้าน มองดูเอวบาง ๆ ของตัวเองแล้วช่างบอบบางน่าทะนุถนอม พวกชาวบ้านปากมากยังกล้าปล่อยข่าวลือว่าเธอท้อง ตาบอดกันหรือไง
เธออดไม่ได้ที่จะชื่นชมรูปร่างของเ้าของร่างคนก่อนจริง ๆ หน้าอกอิ่ม เอวคอด สะโพกผาย ผิวพรรณก็ดูเนียนละเอียด แม้แต่ตัวเธอเองเห็นแล้วยังน้ำลายไหล
เธอแอบสงสัยว่า ที่พวกผู้หญิงแก่ ๆ พวกนั้นเอาแต่ใส่ร้ายเธอ คงเป็เพราะอิจฉารูปร่างที่ดีของเธอเป็แน่ พอคิดได้แบบนี้ใจของเธอก็พลันเบิกบานขึ้นมา ฮัมเพลงไปตลอดทางเดิน จนถึงริมบึงในหมู่บ้าน สายตาเหลือบไปเห็นปลาในบึงกำลังแหวกว่ายเผยเกล็ดสีเงินแวววาว ดูท่าทางตัวโตไม่ใช่เล่น นี่มันเส้นทางทำเงินชัด ๆ
เธอกะจากสายตาเห็นว่าน้ำในบึงดูไม่ลึกเท่าไหร่ ก็เลยพับขากางเกงลงแล้วลุยลงน้ำไปในทันที ลองจับปลาขึ้นมาดูสักหน่อย ปลาแม่น้ำพวกนี้มันลื่นเหลือเกิน เธอลองจับอยู่หลายครั้งแต่มันก็ดิ้นหลุดมือไปได้ทุกที ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ หรอกน่า เธอเท้าเอวอยู่ในน้ำ คิดหาทางที่จะจับปลาพวกนี้ให้ได้
ด้านสวี่เซี่ยงหยางเพิ่งเก็บข้าวของเสร็จ กำลังจะกลับบ้านเห็นน้องสาวยืนแช่น้ำอยู่ในบึงแต่ไกลก็ใแทบสิ้นสติ รีบทิ้งจอบในมือแล้ววิ่งหน้าตั้งตรงไปที่บึงทันที
จังหวะที่เธอเผลอเหม่อไปนั้นเอง สวี่เซี่ยงหยางก็ะโลงมาในบึงแล้ว คว้าแขนของเธอลากขึ้นฝั่งอย่างแรง แขนของเธอถูกฉุดจนเจ็บ เธอเลยพูดอย่างหัวเสียใส่พี่ชายว่า
“นี่พี่ทำอะไรเนี่ย! ดึงแขนฉันจนเจ็บหมดแล้ว” พี่ชายของเธอพาเธอขึ้นมาจากริมตลิ่งได้ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“เสี่ยวิ พี่ขอร้องละ อย่าคิดสั้นนะ มีอะไรพี่ช่วยได้เสมอ” เธอได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับรีบปฏิเสธเสียงแข็ง
“พี่อย่ามาคิดว่าฉันจะโดดน้ำฆ่าตัวตายนะ! ฉันจะทำเื่โง่เง่าแบบนั้นได้ยังไง แค่คนอื่นพูดจาสองสามคำแล้วโดดน้ำเนี่ยนะ ไม่มีทางหรอก ฉันแค่เห็นว่าในแม่น้ำมีปลาน่ะ เลยกะว่าจะลองมาดูว่าจะจับปลาไปขายที่เมืองได้หรือเปล่า” พี่ชายของเธอดูใมากกับความคิดของเธอ ถึงกับพูดติดอ่าง
“เธอ...เธอ...แม่น้ำนี่เป็ของหมู่บ้านนะ ปลาในแม่น้ำก็ห้ามจับไปเป็ของตัวเอง ถ้าเกิดโดนจับได้ขึ้นมา โดนลงโทษแล้วก็โดนประจานแน่” ปลาในแม่น้ำนี้เป็ของหมู่บ้านทั้งหมด เื่แบบนี้ทำเอาเธอ…นึกไม่ถึงจริง ๆ เธอหันไปมองเขาหยวนเป่าที่อยู่ด้านหลัง ก่อนจะเอ่ยถามพี่ชายว่า
“แล้วบนเขาหยวนเป่า ถ้าเราขึ้นไปล่าสัตว์ล่ะ?”
พี่ชายส่ายหน้าอย่างจนใจ
“บนเขาหยวนเป่ายังจะมีสัตว์ให้ล่าอีกเหรอ หลายปีก่อน หมูป่าบนเขามันเยอะเกินไป พวกมันชอบลงมาอาละวาดในหมู่บ้าน ทำลายพืชผลในไร่นา แถมสุดท้ายยังทำร้ายชาวบ้านอีก”
“พวกเราเลยต้องแจ้งขอความช่วยเหลือจากทางการ ทหารถูกส่งมาจัดการสัตว์ร้ายบนเขานั่นจนหมด ตอนนี้อย่าว่าแต่สัตว์ใหญ่เลย แม้แต่ไก่ป่ายังหายาก มีแต่พวกงูที่เยอะแยะเต็มไปหมด”
แบบนี้ทั้งหาปลาทั้งล่าสัตว์คงไม่ได้ผลแล้ว งั้นขุดโสมล่ะ เป็ไปได้ไหม เธอเคยอ่านนิยาย พวกนางเอกที่ข้ามมิติมักจะมีพลังวิเศษติดตัวมาด้วย แถมยังมีโชคดีราวกับเป็เทพเ้าโชคลาภ
“เห็นคนบอกเข้าป่าทีไรก็เจอแต่โสมอายุเป็ร้อย ๆ ปี ขุดโสมง่ายเหมือนขุดหัวไชเท้า ไม่แปลกใจที่คนเข้าป่ารวยกันทั้งบ้าน ถ้าอย่างนั้นเราก็ต้องลองเข้าป่าไปดูบ้างแล้ว” ยิ่งคิดยิ่งตื่นเต้น สวี่ิเยว่ดึงแขนเสื้อของสวี่เซี่ยงหยาง “พี่ไปเป็เพื่อนฉันเข้าป่าหน่อยสิ ไปดูกันว่าจะขุดโสมเจอหรือเปล่า”
ได้ยินสวี่ิเยว่พูดถึงเื่โสม สวี่เซี่ยงหยางก็พลันนึกถึงเื่เล่าในวัยเด็กที่ชาวบ้านชอบเล่าลือกันว่า คนบ้านใกล้เรือนเคียงเข้าป่าไปขุดโสมแล้วขายได้เงินมามากมาย
“ได้สิเสี่ยวเยว่ เรากลับบ้านไปเอาตะกร้ากันก่อน”
“แล้วก็จอบของพี่ด้วย”
“จอบของพี่” สวี่เซี่ยงหยางเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่เขาคิดว่าน้องสาวจะะโลงแม่น้ำ เลยรีบร้อนโยนจอบไว้ข้างทาง สวี่เซี่ยงหยางรีบกลับไปหาจอบ โชคดีที่ยังไม่มีใครผ่านมาจอบเลยยังอยู่ที่เดิม
พี่น้องสองคนไม่อยากเสียเวลา จึงรีบเก็บจอบกลับบ้านไปเอาตะกร้าสะพายหลังหยิบจอบแล้วเข้าไปในูเา ก่อนออกเดินทาง สวี่ิเยว่นึกขึ้นได้ว่าเคยฟังผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่าโสมจะวิ่งได้
ก่อนขุดโสมต้องใช้เชือกสีแดงมัดโสมไว้ก่อน สวี่ิเยว่เลยรีบกลับไปที่ห้องหาเชือกสีแดงที่ใช้มัดผมของตัวเองใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อ
บ้านของครอบครัวตระกูลสวี่อยู่ใกล้เชิงเขามาก พี่น้องสองคนเดินไปไม่ไกลก็ถึงเชิงเขา ทั้งสองเดินตามทางขึ้นเขาไปเรื่อย ๆ
ตอนแรกทางขึ้นเขานั้นเดินสะดวกมาก เพราะมีร่องรอยการเหยียบย่ำของผู้คนอยู่เต็มไปหมด เนื่องจากใน่ฤดูใบไม้ผลิชาวบ้านมักจะพากันเข้าไปในป่าเพื่อขุดหาของป่ากินประทังชีวิต
แต่ในตอนนี้ ทุกคนต่างก็เริ่มเก็บเกี่ยวพืชผลกันแล้ว จึงไม่มีเวลาเข้าไปในป่า ประกอบกับ่นี้ฝนตกชุก ทำให้วัชพืชขึ้นรกทึบ สองพี่น้องต่างก็ตื่นเต้นกับการค้นหาโสมในป่า
โดยเฉพาะสวี่ิเยว่ที่ถึงกับวาดรูปโสมลงบนกระดาษเพื่อให้สวี่เซี่ยงหยางช่วยกันมองหา แต่หาไปได้ไม่นานร่างกายที่ผอมบางของสวี่ิเยว่ก็เริ่มจะรับไม่ไหว เธอจึงทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นด้วยความเหนื่อยล้า