โม่เฟิงเดินมาถึงร้านของเจิ้งหาน ยืนสำรวจภายในร้าน พบว่ามีเด็กหนุ่มผมสีส้ม สวมเสื้อผ้าสีขาวสะอาดสะอ้าน กริยาท่าทางราวกับคุณชายจากตระกูลผู้ดี ทว่า..ใบหน้าของชายหนุ่มผู้นี้กลับซีดเหลือง ดูคล้ายกับคนป่วย
โม่เฟิงเพียงแค่ยืนดูอีกฝ่าย มิได้เอ่ยสิ่งใดออกมา จากนั้นจึงเดินเข้าไปหาเจิ้งหานที่กำลังตรวจเช็คสินค้าภายในร้าน “ข้ามารับของที่สั่งไว้!”
เจิ้งหานได้ยินเสียงของโม่เฟิง เขาจึงเงยหน้าขึ้นมา “เ้ามาพอดีเลย นี่ของที่เ้าได้สั่งข้าไว้!”
หลังจากได้เห็นของ โม่เฟิงจึงจ่ายเงินตามที่ได้ตกลงกันไว้ ก่อนจะนำโอสถทับทิมแดงออกมาให้เจิ้งหานช่วยประเมินราคาให้
“ท่านช่วยประเมินโอสถเม็ดนี้ให้ข้าหน่อย ข้าอยากจะขายมัน”
เจิ้งหานดวงตาเบิกกว้าง เขาไม่เคยเห็นโอสถที่มีลักษณะเหมือนกับอัญมณีล้ำค่าเช่นนี้มาก่อน จึงรีบหยิบขึ้นมาตรวจดู พิจารณาไปได้สักพักเจิ้งหานจึงกล่าวว่า
“ข้าไม่เคยเห็นโอสถที่งดงามเช่นนี้มาก่อนเลย หากวัดจากระดับพลังที่อัดแน่นอยู่ภายใน มันใกล้เคียงกับโอสถระดับหนึ่งขั้นสูงเป็อย่างยิ่ง ส่วนคุณสมบัติอื่น ๆ ตัวข้านั้นไม่อาจประเมินมันได้”
ในระหว่างที่โม่เฟิงกับเจิ้งหานกำลังพูดคุยกันอยู่ เด็กหนุ่มผมสีส้มได้แอบได้ยินจึงเดินเข้ามาหา
“ให้ข้าดูหน่อย!”
เจิ้งหานรีบยื่นโอสถทับทิมแดงให้กับเด็กหนุ่ม โม่เฟิงmujไม่รู้จักกับอีกฝ่ายมาก่อน จึงแอบกระซิบถาม
“เด็กหนุ่มผู้นี้เป็ใครกันหรือ?”
เจิ้งหานกระซิบตอบกลับ “เขาคือนายน้อยเฉียนเป่ย อายุมากกว่าเ้าหนึ่งปี เป็บุตรชายของผู้นำตระกูลเฉียน หนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ และยังเป็ตระกูลพ่อค้าที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองตะวันดับ การค้าขายทุกอย่าง ล้วนอยู่ในการควบคุมของตระกูลเฉียน วัตถุดิบที่เ้าสั่ง ข้าก็ไปรับมาจากตระกูลเฉียนอีกทอดหนึ่ง”
ขณะที่ทั้งสองกำลังกระซิบกระซาบกันอยู่ เฉียนเป่ยเอ่ยขึ้นอย่างสนอกสนใจ “โอสถระดับหนึ่งขั้นกลางที่ควรค่าแก่การซื้อขาย!” เขายังได้หันมาถามโม่เฟิงด้วยว่า “โอสถเม็ดนี้ เ้าไปได้มาจากที่ใด ้าขายมันให้กับข้าหรือไม่?”
โม่เฟิงพยักหน้า “ข้าเป็ผู้ปรุงโอสถทับทิมแดงเม็ดนี้ขึ้นมา หากเ้าเสนอราคาที่เหมาะสม ข้าก็เต็มใจที่จะขาย”
“เ้าเป็ผู้ปรุงโอสถเม็ดนี้!” เฉียนเป่ยรู้สึกประหลาดใจมาก นอกจากท่านตาของตนแล้ว เขาไม่คิดว่าในเมืองตะวันดับแห่งนี้จะมีนักปรุงยาคนอื่นอยู่ด้วย และอีกฝ่ายยังเป็แค่เด็กหนุ่มที่อายุอานามไล่เลี่ยกับตนอีกต่างหาก..!
ในระหว่างที่เฉียนเป่ยรู้สึกประหลาดใจ โม่เฟิงหยิบถุงผ้าออกมาจากอกเสื้อ ภายในถุงผ้ามีโอสถทับทิมแดงกว่าหนึ่งร้อยเม็ดถูกบรรจุเอาไว้ภายใน ทำเอาดวงตาของเฉียนเป่ยถึงกับต้องเบิกกว้าง แทบจะไม่เชื่อในสิ่งที่ตาเห็น
“เ้าเป็คนปรุงทั้งหมดนี่?”
“อึ้ม!” โม่เฟิงพยักหน้า เขากำลังรอคำตอบ ว่าอีกฝ่ายจะซื้อโอสถทับทิมแดงพวกนี้ไปในราคาเท่าไหร่
เฉียนเป่ยยืนอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เป็มิตร “โอสถจำนวนมากขนาดนี้ หากเ้า้าขาย ตามข้ากลับไปที่ตระกูลเฉียนเถอะ! ส่วนราคา..ต้องให้ท่านตาข้าเป็ผู้ประเมินเสียก่อน”
จำนวนเงินที่เฉียนเป่ยนำติดตัวมา สามารถซื้อโอสถทับทิมแดงได้เพียงสิบหรือยี่สิบเม็ดเท่านั้น ถ้าเยอะกว่านี้ เขาต้องกับไปปรึกษากับท่านตาเสียก่อน
โม่เฟิงหันไปหาเจิ้งหานเชิงขอความเห็นว่าควรไปดีหรือไม่ อีกฝ่ายพยักหน้าเป็เชิงบอกว่าไม่มีอันตรายใด ๆ เขาจึงตัดสินใจตามเฉียนเป่ยกลับไปที่ตระกูลเฉียน เพราะถ้าหากสามารถขายโอสถทับทิมแดงเหล่านี้ได้ เขาจะมีทุนในการสร้องโอสถชนิดอื่น ๆ ที่ดีกว่าโอสถทับทิมแดงพวกนี้ขึ้นมาใช้ยกระดับพลังลมปราณให่แก่ตนเองและผองเพื่อน
ในระหว่างที่เดินทางไปที่ตระกูลเฉียน โม่เฟิงสังเกตลักษณะท่าทางของเฉียนเป่ย ลมหายใจที่พ่นออกมานั้นร้อนผ่าว ลักษณะอาการเช่นนี้ตรงกับตำราแพทย์เล่มหนึ่งที่เขาได้อ่านเจอในหนังสือ ‘โรคอัคคีผลาญ’ โรคที่เกิดขึ้นกับผู้ที่มีพลังลมปราณธาตุอัคคีอัดแน่นอยู่ในร่างกาย มันเป็ดั่งพร์ที่ติดตัวมาั้แ่กำเนิด แต่ถ้าไม่อาจควบคุมได้ มันจะกลายเป็ภัยร้าย คอยกัดกินและทำลายคนผู้นั้นไปจนวันตาย
เพื่อให้มั่นใจกับสิ่งที่ตนได้ประเมิน โม่เฟิงจึงลองถามดู “ท่านเป็โรคอัคคีผลาญใช่ไหม?”
เฉียนเป่ยหันหน้ากลับมา เขาไม่ได้แปลกใจ เพราะคนในเมืองตะวันดับทุกคนต่างก็รู้เื่นี้ จึงตอบกลับด้วยรอยยิ้มอย่างไม่มีปกปิด “ใช่ ข้าเป็โรคอัคคีผลาญ โรคที่มิอาจรักษาหาย!”
เห็นรอยยิ้มของเฉียนเป่ย เหมือนอีกฝ่ายคงจะปลงตกกับชีวิตของตนแล้ว ซึ่งก็ไม่ใช่เื่แปลกแต่อย่างใด
ในตำราแพทย์ได้ระบุเอาไว้ว่า โรคชนิดนี้ไม่มีหนทางรักษาให้หายขาดได้ โดยเฉพาะ่หน้าร้อน พลัง หยางจากภายนอกจะหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกาย พลังลมปราณธาตุอัคคีที่มีอยู่เป็ทุนเดิม จะเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ผู้ที่ป่วยเป็โรคนี้ ต้องคอยแบกรับความทุกข์ทรมานจากความร้อนที่คอยแผดเผาอวัยวะภายในอยู่ตลอดเวลา และจะเป็อย่างนี้ไปตลอด จนกว่าพวกเขาจะตายลง
เห็นสีหน้าของโม่เฟิงมองมาด้วยความสงสาร เฉียนเป่ยจึงได้ฉีกยิ้มออกมา “เ้าไม่ต้องเป็กังวลเื่ข้าหรอก ถึงจะไม่อาจรักษาหาย ต้องแบกรับความเ็ปจากการแผดเผาอยู่ตลอดเวลา แต่ข้ากลับรู้สึกว่าตนเองนั้นโชคดีมาก เพราะตลอดเวลาที่ข้าทุกทรมาน ข้ามีท่านพ่อ ท่านแม่ และท่านตาคอยดูแลข้าอยู่ตลอด”
โม่เฟิงมองใบหน้าของเฉียนเป่ยที่เต็มเปี่ยมไปด้วยร้อยยิ้ม แม้เพียงพบเจอเพียงคราแรก แต่ก็สามารถบอกได้ทันทีว่าเฉียนเป่ยผู้นี้เป็คุณชายที่อ่อนน้อมถ่อมตน รักครอบครัวและมิตรสหาย หากได้คบหากัน วันข้างหน้าทั้งเขาและเฉียนเป่ยจะสามารถเกื้อหนุนเกือกูลซึ่งกันและกันได้เป็อย่างดี
โม่เฟิงและเฉียนเป่ยเดินทางมาถึงร้านค้าขนาดใหญ่ เมื่อมองจากภายนอกร้าน จะเห็นว่าเป็ร้านที่ดูหรูหราใหญ่โต ภายในร้านมีของหลายอย่างวางขายอยู่ไม่ถึงสามสิบชิ้น ซึ่งของแต่ละชิ้นที่ขายนั้น มีแต่ของล้ำค่า ราคาจึงสูงมากโดยมีั้แ่ห้าสิบเหรียญทองไปจนถึงสองร้อยเหรียญทอง
ภายในร้านเฉียนเป่ยเดินเข้าไปหาผู้ดูแลร้านพร้อมกับถาม “ท่านตาข้าอยู่ที่ร้านหรือไม่?”
“ผู้าุโมู่กำลังตรวจบัญชีซื้อขายของเดือนนี้อยู่ที่ชั้นสามเ้าค่ะ”
เมื่อท่านตาของตนยังอยู่ที่ร้าน เฉียนเป่ยจึงพาโม่เฟิงเดินขึ้นไปที่ห้องบนชั้นสาม เมื่อเปิดประตูเข้าไป พวกเขาได้พบกับชายวัยหกสิบปีผมสีส้ม แม้จะแก่แล้ว แต่ดูรูปร่างยังคงมีความสง่างาม สวมใส่เสื้อผ้าที่ตัดเย็บด้วยความประณีต กำลังนั่งตรวจเอกสารอยู่บนโต๊ะ
เห็นเฉียนเป่ยผู้เป็หลานเดินเข้ามา ชายวัยหกสิบจึงถามออกมาอย่างสงสัย
“เ้ามีเื่อะไร ถึงได้แวะมาหาข้าที่ร้าน?”
“ท่านตา! ข้ามีของจะให้ท่านดู” เฉียนเป่ยยื่นโอสถทับทิมแดงให้อีกฝ่ายดู
ชายวัยหกสิบมองโอสถเม็ดสีแดงในมือของเฉียนเป่ยก่อนจะหยิบขึ้นมาดมดู “พลังลมปราณที่อัดแน่นอยู่ภายใน ใกล้เคียงกับโอสถระดับหนึ่งขั้นสูง วัตถุดิบหลักที่ใช้ในการปรุง คือโลหิตของหนูดินเขาหอกที่ดูดซับดวงจิตของตัวมันเองเข้าไป”
โม่เฟิงประหลาดใจเล็กน้อย ที่อีกฝ่ายแค่ดมกลิ่นก็สามารถบอกได้ทันที ว่าโอสถทับทิมแดงถูกสร้างมาจากโลหิตและดวงจิตของหนูดินเขาหอก เขาจึงคาดเดาว่าอีกฝ่ายน่าจะเป็นักปรุงโอสถ
เฉียนเป่ยยิ้มออกมาพร้อมกับแนะนำให้โม่เฟิงได้รู้จัก “โม่เฟิง! ท่านนี้คือท่านตาของข้า ‘เฉียนมู่ฟาง’ เป็นักปรุงยาระดับกลางเพียงหนึ่งเดียวของเมืองตะวันดับแห่งนี้
โม่เฟิงยกมือคาราวะพร้อมเอ่ยทักทายอีกฝ่ายอย่างมีสัมมาคารวะ “คาราวะผู้าุโมู่”
“ส่วนโม่เฟิงผู้นี้เป็ผู้ที่ปรุงโอสถทับทิมแดงเม็ดนี้ขึ้น เขา้าขายมันให้กับตระกูลเฉียน ข้าเลยอยากให้ท่านตาประเมินราคาของมันให้หน่อย”
เมื่อเฉียนเป่ยบอกว่าโม่เฟิงเป็นักปรุงยา สองคิ้วของมู่ฟางก็ขมวดเข้าหากัน “เ้าเป็นักปรุงยารึ?”
มู่ฟางนั้นไม่เชื่อว่าโม่เฟิงจะเป็นักปรุงยาไปได้ เพราะอีกฝ่ายงไม่มีกลิ่นสาปของวัตถุดิบที่เป็เอกลักษณ์อันโดดเด่นของนักปรุงยาติดตัวอยู่เลย
เห็นสีหน้าและแววตาของผู้าุโมู่ฟางแล้ว โม่เฟิงจึงพอเข้าใจ ว่าอีกฝ่ายนั้นไม่เชื่อว่าตนเองเป็นักปรุงยา ดังนั้นเขาจึงต้องหาเหตุผลทำให้ตนเองดูน่าเชื่อถือเสียหน่อย โดยใช้ประวัติที่ไม่แน่ชัดของตน
“บิดาและมารดาของข้าไม่ใช่คนในเมืองตะวันดับแห่งนี้ พวกท่านทั้งสองเป็นักปรุงยาที่ออกเดินทางเพื่อเสาะแสวงหาวัตถุดิบชนิดใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา ตัวข้าจึงพอมีความรู้เื่โอสถอยู่บ้าง โอสถทับทิมแดงก็เป็หนึ่งในโอสถที่บิดาและมารดาของข้าเป็ผู้คิดค้นขึ้น”
มู่ฟางกล่าวเสียงต่ำ “แล้วบิดาและมาราดาของเ้าล่ะ ทำไมถึงไม่นำโอสถทับทิมแดงออกมาขายด้วยตัวเอง?”
โม่เฟิงทำสีหน้าโศกเศร้า “ข้าพลัดหลงกับพวกท่านทั้งสองที่นอกเมืองตะวันดับ โชคดีที่ข้าเจอกับคนของตระกูลปิง พวกเขาจึงพาข้ามาที่เมืองตะวันดับ รวมถึงยังให้ที่พวกพิงแก่ข้าด้วย ดังนั้นเพื่อเป็การตอบแทนที่พวกเขาให้ที่พักพิงแก่ข้า ข้าจึงนำความรู้ที่บิดาและมารดามอบให้ ปรุงโอสถทับทิมแดง หวังจะนำเงินที่ได้จากการขาย กลับไปช่วยเหลือตระกูลปิงของพวกเขาได้บ้าง”
เื่ราวของโม่เฟิงทำให้มู่ฟางและเฉียนเป่ยรู้สึกเห็นอกเห็นใจ พวกเขาลืมเื่ที่เขาดูไม่เหมือนนักปรุงยาของโม่เฟิงไปจนหมดสิ้น
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
พี่โม่เริ่มทำการค้า ตอนนี้เป็พ่อค้ายา...เฮ้ย! พ่อค้าแป้ง...เฮ้ย! เรียกพ่อค้าอะไรดี? 55555+
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเื่นี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ