บุปผาคืนชะตา หมื่นิญญาคำนับนาง
ตอนที่ 8 ศาลร้างท้ายตลาดตะวันตก
กลางคืนมาเยือนเมืองหลวงอย่างเงียบงัน
หลังประตูจวนเสิ่นปิดลง เสียงผู้คนบนถนนใหญ่ก็ค่อย ๆ เบาบางลงทีละน้อย ร้านรวงที่เคยสว่างไสวในยามเย็นดับโคมทีละดวง เหลือเพียงแสงริบหรี่จากโรงเตี๊ยมปลายตรอกและร้านขายยาที่เปิดรับคนป่วยยามดึก ลมกลางคืนพัดผ่านหลังคากระเบื้องเก่า เกิดเสียงแ่เบาคล้ายใครบางคนกำลังกระซิบอยู่เหนือเมืองทั้งเมือง
เสิ่นเยว่หลันออกจากจวนทางประตูข้าง
นางสวมเสื้อคลุมสีดำสนิททับอาภรณ์เรียบง่าย ผมดำเกล้าไว้แน่น ไม่ประดับเครื่องประดับสะดุดตา มีเพียงปิ่นหยกดำเล่มเดิมเสียบไว้บนมวยผม ชิงหลัวเดินตามหลังด้วยสีหน้าเคร่งเครียด มือหนึ่งถือโคมเล็กที่ปิดแสงไว้เกือบหมด อีกมือซ่อนมีดสั้นไว้ใต้แขนเสื้อ พ่อบ้านเฉินจัดคนเฝ้าหน้าประตูไว้ให้ แต่เยว่หลันไม่ให้ใครติดตามมากเกินไป เพราะการพบฉีหลิงอ๋องคืนนี้ไม่ควรมีสายตาผู้อื่นมากนัก
ชิงหลัวมองซ้ายขวาอย่างระแวง “คุณหนู บ่าวยังคิดว่าเราไม่ควรออกมาคืนนี้เ้าค่ะ เพิ่งเกิดเื่ใหญ่ในจวน หากฮูหยินรองรู้ว่าท่านออกนอกจวน นางต้องใช้เื่นี้เล่นงานท่านแน่”
“นางจะเล่นงานข้าไม่ว่าข้าออกมาหรือไม่” เยว่หลันตอบเสียงเบา “แต่บางคำตอบ หากรอให้มันเดินเข้ามาหาเราเอง อาจสายเกินไป”
ชิงหลัวเม้มปากแน่น “แต่ฉีหลิงอ๋องเป็คนอันตรายมากนะเ้าคะ บ่าวเคยได้ยินสาวใช้ในตลาดเล่ากันว่า จวนของเขาไม่มีเสียงนก ไม่มีเงาคนเดินผ่านยามกลางคืน และผู้ใดเข้าไปส่งของหลังตะวันตกดิน มักกลับมาเป็ไข้สามวันสามคืน บางคนบอกว่าเขาเลี้ยงิญญาไว้ในโคมดำด้วย”
เสิ่นเยว่หลันมองทางข้างหน้า “ข่าวลือมักน่ากลัวกว่าความจริง”
“แต่บางข่าวลือก็มีมูลนะเ้าคะ”
“ใช่” นางกล่าว “เพราะอย่างนั้นข้าจึงต้องไปดูด้วยตาตนเองว่าเขาน่ากลัวเพราะเป็ปีศาจ หรือเพราะเขารู้ความจริงที่คนอื่นไม่อยากให้รู้”
ชิงหลัวเงียบลง
นางไม่อาจเถียงคำนี้ได้
ั้แ่คุณหนูใหญ่ฟื้นขึ้นมา สิ่งน่ากลัวที่สุดในจวนเสิ่นไม่ใช่ิญญา ไม่ใช่ศพใต้ต้นเหมย แต่เป็คนเป็ที่ยิ้มหวานแล้วส่งยาพิษให้กิน เป็คนที่เรียกตนเองว่ามารดาแต่ปิดปากผู้ตาย เป็คนที่ร้องไห้ต่อหน้าผู้คนแล้วซ่อนมีดไว้หลังแขนเสื้อ
ถ้าโลกนี้มีปีศาจจริง บางทีปีศาจอาจไม่ได้อยู่ในจวนฉีหลิงอ๋องเสมอไป
ทางไปตลาดตะวันตกเงียบกว่าที่เยว่หลันจำได้
ในเวลากลางวัน ตลาดแห่งนี้เต็มไปด้วยเสียงพ่อค้า เสียงล้อเกวียน และกลิ่นอาหารทอด แต่ยามกลางคืน ตรอกทั้งหลายกลับเหมือนเปลี่ยนเป็อีกโลกหนึ่ง ป้ายร้านค้าสั่นเบา ๆ ตามแรงลม ผืนผ้าที่แขวนหน้าร้านสะบัดไหวในความมืด เงาของเสาไม้ทอดยาวบนพื้นราวกับแขนของผู้คนที่นอนหลับอยู่ใต้ดิน
ยิ่งเดินเข้าใกล้ท้ายตลาด บรรยากาศยิ่งเย็นลง
ศาลร้างท้ายตลาดตะวันตกตั้งอยู่ใกล้กำแพงเมืองเก่า เป็ศาลเล็กที่เคยบูชาเทพผู้พิทักษ์ทางเดิน แต่หลังเกิดไฟไหม้เมื่อสิบปีก่อน ผู้คนก็เลิกมาสักการะ ที่นี่จึงถูกทิ้งร้าง เหลือเพียงหลังคาผุพัง ประตูไม้เอียงครึ่งหนึ่ง และรูปปั้นเทพเ้าหน้าดำคล้ำจากเขม่าควัน มีข่าวลือว่ากลางคืนมักได้ยินเสียงร้องไห้จากด้านใน บางครั้งเห็นโคมไฟไม่มีคนถือเดินวนรอบศาล ชาวบ้านจึงหลีกเลี่ยงที่นี่หลังตะวันตกดิน
เมื่อเสิ่นเยว่หลันมาถึง ศาลร้างเงียบสนิท
ไม่มีโคมไฟ
ไม่มีคน
มีเพียงกลิ่นธูปเย็นลอยอยู่ในอากาศ
ชิงหลัวยืนใกล้เยว่หลันยิ่งกว่าเดิม “คุณหนู…ที่นี่เย็นมากเ้าค่ะ”
เยว่หลันเองก็รู้สึกได้ ความเย็นนี้ไม่เหมือนลมกลางคืนทั่วไป แต่มันซึมออกมาจากดิน จากผนัง จากใต้ฐานรูปปั้นเก่า ราวกับสถานที่แห่งนี้เคยเก็บเสียงสุดท้ายของผู้คนไว้มากเกินไป นางกวาดตามองรอบศาล ก่อนเห็นบางสิ่งวางอยู่หน้ารูปปั้นเทพเ้า
ดอกเหมยสีแดงหนึ่งดอก
ดอกเหมยนั้นสดเกินกว่าจะมาจากต้นไม้แถวนี้ และวางอยู่บนเศษผ้าดำเล็ก ๆ อย่างตั้งใจ
“เขามาแล้ว” เยว่หลันกล่าว
ชิงหลัวขนลุก “แต่บ่าวไม่เห็นใครเลยเ้าค่ะ”
“เพราะเขาอาจยังไม่อยากให้เ้าเห็น”
ทันทีที่นางพูดจบ เปลวไฟสีฟ้าอ่อนก็พลันลุกขึ้นในตะเกียงเก่าที่แขวนอยู่ข้างเสาศาล
ชิงหลัวสะดุ้งจนเกือบร้อง แต่รีบยกมือปิดปากตนเองไว้
เปลวไฟนั้นไม่ให้ความร้อน กลับทำให้บรรยากาศเย็นลงกว่าเดิม แสงสีฟ้าส่องให้เงาในศาลยืดยาวและบิดเบี้ยว เสิ่นเยว่หลันมองไปยังมุมมืดด้านหลังรูปปั้น
บุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น
เขาสวมชุดดำทั้งตัว ผ้าคลุมยาวทิ้งลงเกือบแตะพื้น ลายเมฆสีเงินปักอยู่ตรงชายแขนเสื้ออย่างละเอียด ผมดำถูกรวบไว้ด้วยกวานหยกสีหมึก ใบหน้าคมคายสงบนิ่งจนแทบไร้อารมณ์ ดวงตาของเขาลึกและเย็นราวบ่อน้ำยามราตรี แต่ในความเย็นนั้นกลับมีบางสิ่งเก่าแก่และเหนื่อยล้าซ่อนอยู่ คล้ายคนที่ฟังเสียงโลกมานานเกินกว่าคนธรรมดาจะรับไหว
เสิ่นเยว่หลันจำเขาได้ทันที
บุรุษชุดดำบนลานปะา
บุรุษผู้บอกนางก่อนตายว่า คนเป็หลอกเ้าได้ แต่ิญญาไม่เคยโกหก
ฉีหลิงอ๋อง หลี่เฟิงเหยียน
ชิงหลัวรีบคุกเข่าเมื่อเห็นตราหยกที่เอวเขา “คารวะท่านอ๋องเ้าค่ะ”
เยว่หลันไม่ได้คุกเข่าทันที นางเพียงย่อกายคำนับอย่างถูกต้อง “คารวะฉีหลิงอ๋อง”
หลี่เฟิงเหยียนมองนางนิ่ง ๆ
สายตานั้นทำให้เยว่หลันรู้สึกเหมือนตนเองถูกมองทะลุผ่านเสื้อผ้า ิั เืเนื้อ ไปจนถึงิญญาที่เคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่แปลกที่นางไม่รู้สึกอับอาย นางเพียงรู้สึกระวัง เหมือนยืนอยู่หน้าประตูที่หากเปิดผิดวิธี อาจพบเหวลึกอยู่ข้างหลัง
“เสิ่นเยว่หลัน” เขาเอ่ยชื่อของนางเสียงต่ำ
เสียงของเขาทุ้มเย็น ไม่ดัง แต่ก้องในศาลร้างเหมือนมาจากทั้งสี่ทิศ
“เ้ากล้ามาจริง”
“ท่านส่งข้อความมาเองมิใช่หรือเ้าคะ” เยว่หลันเงยหน้าสบตาเขา “หรือท่านหวังให้ข้าขลาดกลัวจนไม่มา”
มุมปากของหลี่เฟิงเหยียนขยับเล็กน้อย คล้ายยิ้ม แต่ไม่ถึงดวงตา
“คนที่เพิ่งกลับมาจากความตาย มักไม่กลัวสิ่งที่ควรกลัว”
ชิงหลัวเบิกตากว้างทันที
เยว่หลันนิ่งไปเพียงเสี้ยวเดียว ก่อนกล่าวเสียงเรียบ “ท่านอ๋องหมายความว่าอย่างไร”
“เ้ารู้ดีว่าข้าหมายความว่าอะไร”
ลมในศาลร้างพัดวูบ เปลวไฟสีฟ้าสั่นไหว เงาของรูปปั้นเทพเ้าทอดลงบนพื้นเหมือนกำลังโน้มตัวมาฟังบทสนทนาของคนทั้งสอง
เยว่หลันกำมือใต้แขนเสื้อแน่น
นางรู้ว่าเขาอาจรู้บางอย่าง แต่ไม่คิดว่าเขาจะพูดตรงถึงเพียงนี้
“ถ้าท่านรู้ว่าข้ากลับมาจากความตาย” นางถามช้า ๆ “ท่านก็ต้องรู้ว่าเหตุใดข้าจึงกลับมา”
หลี่เฟิงเหยียนมองนางอยู่นาน ก่อนตอบ “ข้ารู้เพียงบางส่วน”
“บางส่วนใด”
“เ้าตายด้วยความแค้น แต่ไม่ได้กลับมาเพราะความแค้นเพียงอย่างเดียว” เขากล่าว “มีบางสิ่งเรียกเ้ากลับมา”
หัวใจเยว่หลันเต้นแรงขึ้น
เสียงิญญานับหมื่น
คำว่า “นายหญิง”
หิมะบนลานปะา
ทุกอย่างย้อนกลับมาในหัวพร้อมกัน
“สิ่งใดเรียกข้า”
“เ้าควรถามว่า ใคร”
เยว่หลันขมวดคิ้ว
หลี่เฟิงเหยียนเดินออกจากมุมมืด แสงไฟสีฟ้าส่องใบหน้าของเขาชัดขึ้น ยิ่งเขาเข้าใกล้ บรรยากาศรอบตัวก็ยิ่งเย็นลง แต่นั่นไม่ใช่ความเย็นของคนตาย เป็ความเย็นของคนที่อยู่ระหว่างคนเป็กับคนตายมานานเกินไป
“ใต้สวนเหมยของจวนเสิ่น ไม่ได้มีเพียงกระดูกของสาวใช้เด็ก” เขากล่าว “ลึกกว่านั้นมีประตูบานหนึ่ง”
ชิงหลัวหน้าซีด “ประตูหรือเ้าคะ ใต้ดินจะมีประตูได้อย่างไร…”
หลี่เฟิงเหยียนเหลือบมองชิงหลัวเพียงแวบเดียว เด็กสาวก็รีบก้มหน้าลง ไม่กล้าพูดต่อ
เยว่หลันถามแทนนาง “ประตูอะไร”
“ประตูผนึกิญญา”
คำสั้น ๆ นี้ทำให้ความเย็นรอบตัวหนาแน่นขึ้นทันที
เสียงกระซิบแ่เบาดังขึ้นจากรอบศาล เสิ่นเยว่หลันหันไปมอง เห็นเงาิญญาจาง ๆ หลายร่างยืนอยู่ตรงขอบแสง พวกเขาไม่เข้าใกล้หลี่เฟิงเหยียน แต่ก็ไม่หนี เพียงยืนมองเงียบ ๆ ด้วยสีหน้าหวาดกลัวและเคารพในเวลาเดียวกัน
หลี่เฟิงเหยียนไม่หันไปมองิญญาเ่าั้ เหมือนชินกับการถูกคนตายล้อมรอบมาทั้งชีวิต
“จวนเสิ่นเคยสร้างทับจุดเชื่อมระหว่างโลกคนเป็กับเขติญญา” เขากล่าว “เมื่อหลายสิบปีก่อน มีคนใช้เืของตระกูลเ้าผนึกประตูนั้นไว้ ไม่ให้ิญญาอาฆาตนับหมื่นหลุดออกมา”
เยว่หลันรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว
“เืของตระกูลข้า?”
“ใช่” เขาตอบ “สตรีสายหลักของตระกูลเสิ่นบางรุ่นมีความสามารถได้ยินเสียงผู้ตาย มารดาเ้าอาจรู้บางส่วน แต่ไม่ได้รู้ทั้งหมด”
มารดา
จดหมาย
คำเตือนเื่อย่าไว้ใจจดหมายจากวัง
ทุกอย่างเริ่มมีความหมายมากขึ้น แต่น่ากลัวขึ้นเช่นกัน
“แล้วเหตุใดิญญานับหมื่นจึงเรียกข้าว่านายหญิง” เยว่หลันถาม
หลี่เฟิงเหยียนมองนางลึกขึ้น
“เพราะตราผนึกเลือกเ้า”
“ตราผนึกอะไร”
แทนคำตอบ เขายกมือขึ้นเล็กน้อย อากาศตรงหน้าพลันเกิดระลอกคล้ายผิวน้ำ แสงสีฟ้ารวมตัวกันเป็สัญลักษณ์หนึ่งกลางอากาศ เป็รูปดอกเหมยซ้อนกับวงแหวนโบราณ ลายเส้นซับซ้อนราวทั้งงดงามและน่าหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน
เสิ่นเยว่หลันรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอกทันที
นางยกมือกดอกโดยไม่รู้ตัว ใต้ิัตรงตำแหน่งหัวใจเหมือนมีบางอย่างร้อนขึ้นชั่ววูบ ทั้งที่รอบตัวเย็นจัด
หลี่เฟิงเหยียนลดมือลง แสงนั้นหายไป
“ตรานี้อยู่ในตัวเ้าแล้ว” เขากล่าว “หลังจากเ้าตายครั้งแรก”
ชิงหลัวตัวสั่น “คุณหนู…”
เยว่หลันสูดลมหายใจลึก พยายามตั้งสติ “ถ้าตราผนึกอยู่ในตัวข้า แปลว่าข้าเป็กุญแจ?”
“ใช่” หลี่เฟิงเหยียนตอบ “และมีคน้ากุญแจนี้”
ความคิดของเยว่หลันแล่นไปถึงฮองเฮา องค์ชายสาม และตราหงส์ครึ่งปีกในจดหมายของเสี่ยวถงทันที
“คนในวัง?”
“บางคนในวัง บางคนอยู่นอกวัง บางคนไม่ควรเรียกว่าเป็คนอีกแล้ว”
คำตอบนั้นทำให้ชิงหลัวหน้าซีดหนักกว่าเดิม
เยว่หลันกลับไม่ถอย “ท่านรู้มากถึงเพียงนี้ เหตุใดชาติก่อนจึงไม่ช่วยตระกูลเสิ่น”
ประโยคนี้ทำให้บรรยากาศในศาลร้างหยุดนิ่งลงทันที
ชิงหลัวแทบไม่กล้าหายใจ
ไม่มีผู้ใดกล้าถามอ๋องสูงศักดิ์เช่นนี้ ยิ่งเป็ฉีหลิงอ๋องผู้ถูกเล่าลือว่าโหดเย็นและไม่ใส่ใจชีวิตคน ยิ่งไม่มีใครกล้า
แต่เยว่หลันถาม
เพราะนางต้องรู้
หลี่เฟิงเหยียนมองนางนิ่งมาก นานจนไฟสีฟ้าข้างเสาเริ่มสั่นไหว
“ข้าช่วยแล้ว”
เยว่หลันชะงัก
“ช่วยอย่างไร”
“ข้าเก็บิญญาของเ้ากลับมาจากลานปะา ก่อนที่พวกมันจะกลืนเ้าไปพร้อมความแค้น” เขากล่าวเสียงต่ำ “หากคืนนั้นข้าไม่อยู่ เ้าจะไม่ย้อนกลับมา เ้าจะกลายเป็หนึ่งในิญญาอาฆาตนับหมื่นใต้ประตูนั้น”
คำตอบนี้ทำให้นางพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ภาพสุดท้ายบนลานปะาย้อนกลับมาอีกครั้ง บุรุษชุดดำยืนอยู่ไกล ๆ ท่ามกลางหมอกเื ดวงตาของเขาสงบ เย็น และเศร้าอย่างประหลาด นางเคยคิดว่าเขาเป็เพียงผู้ชมการตายของตระกูลเสิ่น แต่ความจริงเขาอาจเป็คนดึงนางออกจากความมืดที่ลึกกว่าความตาย
“เหตุใดต้องช่วยข้า” นางถามเสียงเบากว่าเดิม
หลี่เฟิงเหยียนหลุบตาลงเล็กน้อย
“เพราะเ้ายังไม่ควรตาย”
“เพราะตราผนึกเลือกข้า?”
“นั่นเป็เหตุผลหนึ่ง”
“อีกเหตุผลคืออะไร”
เขาเงียบไป
ความเงียบของเขาหนักกว่าคำตอบใด ๆ
เสิ่นเยว่หลันมองเขาอย่างไม่ยอมแพ้ นางรู้สึกได้ว่าเขาซ่อนบางอย่างไว้ อาจเป็เื่ของนาง อาจเป็เื่ของตระกูลเสิ่น หรืออาจเป็เื่ที่แม้แต่เขาก็ไม่อยากแตะต้อง
ในที่สุด หลี่เฟิงเหยียนจึงกล่าวว่า “ตอนนี้เ้ายังไม่จำเป็ต้องรู้”
เยว่หลันยิ้มเย็น “คนที่ชอบพูดเช่นนี้ มัก้าให้ผู้อื่นเดินตามหมากของตนโดยไม่ถามเหตุผล”
“แล้วเ้าจะไม่เดินตามหรือ”
“ไม่” นางตอบทันที “ข้าเคยเดินตามคำพูดคนอื่นมาทั้งชีวิตหนึ่งแล้ว ผลคือข้าตาย และตระกูลข้าตายทั้งหมด ชาตินี้ หากใครอยากให้ข้าก้าวไปทางใด ต้องให้ข้าเห็นทางก่อน”
แววตาของหลี่เฟิงเหยียนเปลี่ยนไปเล็กน้อย
คราวนี้เหมือนเขายิ้มจริง ๆ เพียงแต่มันจางมากจนแทบมองไม่เห็น
“ดี” เขากล่าว “อย่างน้อยเ้าก็ไม่โง่เหมือนครั้งก่อน”
ชิงหลัวสะดุ้งกับคำพูดนั้น แต่เยว่หลันกลับไม่โกรธ
เพราะมันคือความจริง
ชาติก่อนนางโง่จริง ๆ
โง่เพราะเชื่อคำหวาน โง่เพราะคิดว่าความรักชนะความทะเยอทะยาน โง่เพราะคิดว่าคนที่ยิ้มให้นางจะไม่ผลักนางลงเหว
“ข้ารู้ว่าข้าโง่” นางกล่าว “แต่คนโง่ที่ตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ย่อมจำได้ว่ามีดเล่มใดแทงตน”
หลี่เฟิงเหยียนมองนางนิ่ง ๆ ก่อนกล่าว “เช่นนั้นจงจำไว้อีกเื่หนึ่ง อย่าขุดประตูใต้สวนเหมยจนกว่าจะพบปิ่นเหมยทองครบทั้งชิ้น”
เยว่หลันเงยหน้าขึ้นทันที “ปิ่นเหมยทองเกี่ยวข้องกับประตูผนึกหรือ”
“ปิ่นนั้นไม่ใช่เพียงเครื่องประดับของมารดาเ้า” เขากล่าว “มันเป็หนึ่งในกุญแจปิดผนึก หากถูกทำลายหรือถูกใช้ผิดวิธี ประตูใต้สวนเหมยจะเปิด”
“ส่วนหนึ่งอยู่กับข้า” เยว่หลันกล่าว “เป็เศษปลายปิ่นที่มารดาซ่อนไว้”
“ข้ารู้”
“ท่านรู้ได้อย่างไร”
“เพราะิญญาของมารดาเ้าเคยมาหาข้า”
คำตอบนี้ทำให้ลมหายใจของเยว่หลันสะดุด
“มารดาข้า…ยังอยู่หรือ”
ดวงตาของนางสั่นไหวเป็ครั้งแรกในคืนนี้
นางเห็นหลัวมามา เห็นเสี่ยวถง เห็นิญญามากมาย แต่ยังไม่เคยเห็นมารดา อาจเพราะนางหวังมากเกินไป หรือกลัวมากเกินไปที่จะพบ
หลี่เฟิงเหยียนมองนางด้วยแววตาที่อ่อนลงเพียงเสี้ยวเดียว
“นางไม่อยู่ในที่ที่เ้าจะพบได้ง่าย”
“หมายความว่าอย่างไร”
“ิญญาของนางถูกผนึกไว้”
เยว่หลันรู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้าหายไปชั่วขณะ
“ใครผนึก”
“คนเดียวกับที่้าเปิดประตูใต้สวนเหมย”
ความเงียบกดทับลงมาอีกครั้ง
ชิงหลัวน้ำตาคลอทันที แม้นางไม่เข้าใจทั้งหมด แต่พอได้ยินว่าฮูหยินใหญ่ถูกผนึกิญญา นางก็รู้สึกหนาวไปทั้งใจ
เสิ่นเยว่หลันกลับค่อย ๆ สงบลงอย่างน่ากลัว
หากมารดาตายแล้วได้ไปเกิดใหม่ นางอาจเ็ปแต่ยอมรับได้
หากมารดายังวนเวียนอยู่เพราะห่วงนาง นางอาจร้องไห้แต่ยังดีใจที่มีโอกาสพบ
แต่มีคนผนึกิญญาของมารดาไว้
ไม่ให้ไปเกิด
ไม่ให้พูด
ไม่ให้ได้รับอิสระแม้หลังความตาย
ความแค้นในอกนางลุกขึ้นเงียบ ๆ ราวไฟสีดำ
“ข้าจะหาปิ่นที่เหลือให้พบ” นางกล่าว
“และเ้าต้องมีชีวิตอยู่จนกว่าจะพบ”
“มีคนพยายามฆ่าข้ามาหลายครั้งแล้ว” นางยิ้มเย็น “แต่ข้ายังยืนอยู่”
“เพราะพวกเขายังไม่รู้ว่าเ้าคือกุญแจเต็มตัว” หลี่เฟิงเหยียนกล่าว “เมื่อพวกเขารู้ คนที่จะมาฆ่าเ้าจะไม่ใช่เพียงฮูหยินรอง น้องสาวต่างมารดา หรือองค์ชายสาม”
นางสบตาเขา “ท่านกำลังขู่ข้าหรือเตือนข้า”
“ทั้งสองอย่าง”
เยว่หลันเกือบหัวเราะออกมา ทั้งที่สถานการณ์ไม่ควรหัวเราะ
บุรุษผู้นี้พูดตรงจนชวนโมโห แต่ก็ตรงจนยากจะจับผิด
“เช่นนั้นท่าน้าสิ่งใดจากข้า” นางถาม “ท่านช่วยข้ากลับมา ส่งข้อความเตือน และนัดข้ามาที่นี่ ย่อมไม่ได้ทำเพราะความเมตตาล้วน ๆ”
หลี่เฟิงเหยียนมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบป้ายหยกสีดำออกมาจากแขนเสื้อ โยนให้นางเบา ๆ
เยว่หลันรับไว้
ป้ายหยกนั้นเย็นจัด บนผิวสลักตราเมฆดำล้อมจันทร์เสี้ยวเหมือนบนกระดาษ
“เมื่อเ้า้าพบข้า ให้แขวนป้ายนี้ไว้ที่หน้าต่างทิศเหนือก่อนเที่ยงคืน” เขากล่าว “คนของข้าจะมารับข้อความ”
“ท่าน้าให้ข้าเป็สายให้จวนฉีหลิงอ๋อง?”
“ข้า้าให้เ้าไม่ตายเร็วเกินไป”
“ต่างกันมากหรือ”
“ต่างกันตรงที่ถ้าเ้าเป็สายของข้า เ้าต้องฟังคำสั่งข้า” เขากล่าว “แต่ถ้าเ้าไม่อยากตายเร็วเกินไป เ้าต้องเรียนรู้ว่าเมื่อไรควรขอความช่วยเหลือ”
คำพูดนั้นทำให้เยว่หลันเงียบลง
ชาติก่อน นางไม่เคยขอความช่วยเหลืออย่างถูกคน
ชาตินี้ นางระวังทุกคนจนแทบไม่อยากรับมือใคร
แต่ความจริงตรงหน้าเริ่มใหญ่เกินกว่านางจะจัดการลำพัง แม้นางมีความทรงจำจากชาติก่อนและเห็นิญญาได้ แต่นางยังไม่รู้เื่ตราผนึก ประตูใต้สวนเหมย หรือศัตรูที่อยู่ลึกกว่าวังหลวง
การปฏิเสธทุกมือที่ยื่นมา อาจไม่ใช่ความเข้มแข็ง
บางครั้งอาจเป็ความโง่อีกรูปแบบหนึ่ง
นางกำป้ายหยกไว้ “ข้ารับไว้ แต่ไม่ได้แปลว่าข้าเชื่อท่านทั้งหมด”
“อย่าเชื่อข้าทั้งหมด” หลี่เฟิงเหยียนกล่าว “เชื่อมากเกินไปคือทางตาย”
“แม้แต่ท่าน?”
“โดยเฉพาะข้า”
คำตอบนั้นทำให้เยว่หลันมองเขานานขึ้น
บุรุษผู้นี้ช่างประหลาด
เขาเตือนนางไม่ให้เชื่อเขา แต่กลับเป็คนเดียวที่พูดความจริงกับนางมากที่สุดในตอนนี้
ขณะนั้น เสียงกระดิ่งเล็ก ๆ ดังขึ้นจากนอกศาล
กริ๊ง…
หลี่เฟิงเหยียนหันหน้าไปทางประตูศาลทันที ดวงตาเย็นลง
เสิ่นเยว่หลันเองก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเบามากจากตรอกด้านนอก มีคนกำลังเข้ามา ไม่ใช่คนเดินผ่านธรรมดา เพราะฝีเท้านั้นเบาและเป็จังหวะเกินไป
ชิงหลัวกระซิบ “คุณหนู มีคนตามเรามาหรือเ้าคะ”
หลี่เฟิงเหยียนยกมือขึ้น เปลวไฟสีฟ้าทั้งหมดในศาลดับวูบ
ความมืดกลืนทุกอย่างทันที
มือเย็นของใครบางคนจับข้อมือเยว่หลันไว้
นางเกือบสะบัดหนี แต่เสียงของหลี่เฟิงเหยียนดังขึ้นข้างหู
“อย่าขยับ”
ลมหายใจของเขาเย็นจัด แต่มือที่จับนางกลับมั่นคงอย่างประหลาด
ผ่านช่องประตูไม้ผุ เยว่หลันเห็นเงาคนสามร่างหยุดอยู่หน้าศาล พวกเขาสวมชุดสีเทาดำ ปิดหน้าครึ่งหนึ่ง ในมือมีดาบสั้นสะท้อนแสงจันทร์
หนึ่งในนั้นก้มลงดูพื้น
“รอยเท้ามาถึงตรงนี้”
อีกคนตอบ “คุณหนูใหญ่เสิ่นต้องอยู่แถวนี้ คำสั่งคือจับเป็ หากขัดขืน ค่อยทำให้พูดไม่ได้”
ชิงหลัวหน้าซีดจนแทบไร้เื
เยว่หลันกลับรู้สึกเย็นวาบไปทั้งใจ
คนของใคร
ฮูหยินรอง? องค์ชายสาม? หรือคนที่รู้เื่ตราผนึกแล้ว?
หลี่เฟิงเหยียนปล่อยข้อมือนางอย่างช้า ๆ ก่อนก้าวออกไปข้างหน้า
ความมืดรอบตัวเขาเหมือนขยับตาม
ชายชุดดำหน้าศาลยังไม่ทันรู้ตัว เงาสีดำสายหนึ่งก็ผ่านไปเหมือนลมดับโคม เสียงดาบหล่นดังขึ้นสองครั้ง ตามด้วยเสียงคนกระแทกพื้นอย่างหนัก อีกคนหนึ่งถอยหลังด้วยความใ ยังไม่ทันยกดาบขึ้น ลำคอก็ถูกปลายกระบี่สีดำสนิทแตะไว้
หลี่เฟิงเหยียนยืนอยู่ตรงหน้าเขา
ใบหน้าของชายคนนั้นซีดเผือดทันที
“ฉะ…ฉีหลิงอ๋อง…”
“ใครส่งเ้ามา” หลี่เฟิงเหยียนถามเสียงราบเรียบ
ชายคนนั้นตัวสั่น แต่กัดฟันไม่ตอบ
หลี่เฟิงเหยียนไม่ได้ถามซ้ำ เขาเพียงเหลือบมองเงาิญญาจาง ๆ ที่ลอยอยู่หลังชายคนนั้น เสิ่นเยว่หลันเห็นิญญาผู้หญิงคนหนึ่งเกาะบ่าชายคนนั้นอยู่ ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยเื ดวงตาแดงก่ำด้วยความอาฆาต
“คนตายที่ติดตามเ้าอยากพูดมากกว่าเ้า” หลี่เฟิงเหยียนกล่าว
ชายคนนั้นเบิกตากว้าง “ท่าน…ท่านเห็น…”
ิญญาหญิงค่อย ๆ โน้มตัวเข้าไปใกล้หูเขา แล้วกระซิบด้วยเสียงแหบแห้ง
“เ้าฆ่าข้าในตรอกหลังโรงสุรา จำได้หรือไม่…”
ชายคนนั้นกรีดร้องทันที
เขาทรุดลงกับพื้น ดาบหลุดจากมือ สีหน้าหวาดกลัวราวเห็นสิ่งที่ตามหลอกหลอนมานาน
เยว่หลันมองภาพนั้นด้วยหัวใจเต้นแรง
นี่คือพลังของฉีหลิงอ๋องหรือ
เขาไม่ได้เพียงเห็นิญญา แต่สามารถทำให้คนผิดได้ยินเสียงผู้ตาย
“ตอบ” หลี่เฟิงเหยียนกล่าว
ชายคนนั้นคลานถอยทั้งน้ำตา “ข้าไม่รู้! ข้าไม่รู้ชื่อผู้ว่าจ้าง! มีคนส่งเงินผ่านโรงเตี๊ยมเงาจันทร์ บอกให้จับคุณหนูใหญ่เสิ่นไปที่โกดังร้างริมคลอง หากจับไม่ได้ก็ให้ทำให้นางหายตัวไปเหมือนคนอื่น!”
โกดังร้างริมคลอง
โรงเตี๊ยมเงาจันทร์
เยว่หลันจดจำสองชื่อนี้ไว้ทันที
หลี่เฟิงเหยียนลดกระบี่ลงเล็กน้อย “กลับไปบอกคนที่ส่งเ้ามา”
ชายคนนั้นสั่นไม่หยุด “บอก…บอกอะไรพ่ะย่ะค่ะ”
“เสิ่นเยว่หลันอยู่ใต้เงาของจวนฉีหลิงชั่วคราว” เขากล่าวเสียงเย็น “ผู้ใดอยากแตะนาง ให้มาขอิญญาตนเองคืนจากข้าก่อน”
ชายคนนั้นหน้าซีดจนแทบสิ้นสติ รีบพยักหน้ารัว ๆ
หลี่เฟิงเหยียนสะบัดมือเพียงเล็กน้อย ชายคนนั้นก็ล้มลงหมดสติทันที
ชิงหลัวกลืนน้ำลาย “เขา…ตายหรือไม่เ้าคะ”
“ยัง” หลี่เฟิงเหยียนตอบ “ตายง่ายเกินไปสำหรับคนที่ยังมีประโยชน์”
เยว่หลันมองเขา
คำพูดนั้นเ็า แต่คืนนี้หากไม่มีเขา นางกับชิงหลัวอาจถูกจับไปแล้วจริง ๆ
“ขอบคุณท่านอ๋อง” นางกล่าว
หลี่เฟิงเหยียนเก็บกระบี่กลับเข้าฝัก “คำขอบคุณของเ้า เก็บไว้ใช้เมื่อรอดถึงเช้า”
“ท่านจะส่งข้ากลับจวน?”
“เ้าคิดว่าจะเดินกลับเองหลังมีคนตามล่าหรือ”
เยว่หลันเงียบ
หลี่เฟิงเหยียนหันไปสั่งเงามืดด้านหลัง “ส่งสาวใช้ของนางกลับจวนเสิ่นอย่างปลอดภัย”
ชิงหลัวสะดุ้ง “แล้วคุณหนูล่ะเ้าคะ”
เยว่หลันเองก็หันไปมองเขา “ท่านหมายความว่าอย่างไร”
หลี่เฟิงเหยียนมองนางนิ่ง ๆ “เ้าจะกลับจวนเช่นกัน แต่ก่อนกลับ ข้าต้องให้เ้าเห็นบางสิ่ง”
“สิ่งใด”
“สิ่งที่อยู่ใต้เมืองหลวง”
เยว่หลันยังไม่ทันถามต่อ พื้นใต้ศาลร้างก็พลันสั่นเบา ๆ รูปปั้นเทพเ้าที่แตกร้าวส่งเสียงครืดคราด ก่อนฐานหินด้านหลังจะค่อย ๆ เลื่อนเปิดออก เผยบันไดหินทอดลงสู่ความมืดเบื้องล่าง กลิ่นธูปเย็นและกลิ่นดินเก่าแก่ลอยขึ้นมาจากใต้ดิน พร้อมเสียงกระซิบของิญญามากมายที่ดังซ้อนกันจนฟังไม่เป็คำ
ชิงหลัวหน้าซีด “คุณหนู…”
เสิ่นเยว่หลันมองบันไดนั้น หัวใจเต้นแรง
เสียงเ่าั้คล้ายเสียงที่นางได้ยินก่อนตาย
เสียงที่เรียกนางว่า “นายหญิง”
หลี่เฟิงเหยียนยืนอยู่ปากทางลง บรรยากาศรอบตัวเขาเย็นและมืดราวเป็ส่วนหนึ่งของทางใต้ดินนั้น
“เ้าถามว่าประตูผนึกิญญาคืออะไร” เขากล่าว “คืนนี้ ข้าจะให้เ้าเห็นเงาของมัน”
เสิ่นเยว่หลันกำป้ายหยกสีดำในมือแน่น
นางรู้ว่าหากก้าวลงไป นางอาจไม่มีวันกลับไปเป็เพียงคุณหนูใหญ่ตระกูลเสิ่นที่คิดเพียงแก้แค้นในเรือนหลังได้อีก
แต่ชาตินี้ นางกลับมาเพื่อทวงคืนทุกสิ่ง
และความจริงก็เป็หนึ่งในสิ่งที่นางต้องทวงคืน
นางก้าวไปข้างหน้า
“นำทางเถิดเ้าค่ะ ท่านอ๋อง”
หลี่เฟิงเหยียนมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันหลังเดินลงบันไดหิน
เสิ่นเยว่หลันตามลงไป
ด้านหลัง ศาลร้างกลับมาเงียบอีกครั้ง ประตูใต้ฐานรูปปั้นค่อย ๆ ปิดลง แสงจันทร์ถูกทิ้งไว้เบื้องบน ส่วนเบื้องล่าง เสียงของิญญานับไม่ถ้วนเริ่มดังชัดขึ้นทีละน้อย
และในความมืดลึกใต้ตลาดตะวันตก มีเสียงหนึ่งดังขึ้นเบา ๆ
“นายหญิง…ในที่สุดท่านก็มา”