ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเมื่อก่อนหลินอวี่เป็คนปัญญาอ่อน ใครจะยอมให้เขายืมเงิน?
เฉินฟางจวี๋คิดว่าหลินอวี่แค่เสแสร้งทำเป็เก่ง นางไม่เชื่อคำพูดของเขาแม้แต่คำเดียว
"ใครบอกว่าข้าเอาออกมาไม่ได้?" หลินอวี่ล้วงถุงเงินออกมาจากอกเสื้อ แล้วหยิบเศษเงินออกมาหนึ่งก้อน จงใจเขย่าเงินสีขาววาววับต่อหน้าเฉินฟางจวี๋
เฉินฟางจวี๋ที่เมื่อครู่ยังพูดจาประชดประชัน พอเห็นเงินเข้า ตาเล็ก ๆ ราวกับเมล็ดถั่วเขียวแทบจะถลนออกมา ในใจทั้งใและโกรธแค้น นางมั่นใจว่าหลังจากพี่รองตาย นางได้ค้นบ้านของหลินอวี่จนทั่วทุกซอกทุกมุมแล้ว หลินอวี่ไปเอาเงินมากมายขนาดนี้มาจากไหน?
หลินอวี่ไม่ได้รีบร้อนอธิบาย เขากำเงินไว้ในฝ่ามือ แล้วยื่นมืออีกข้างไปยังเ้าหน้าที่ทางการ
"เงินหนึ่งตำลึงเงินอยู่นี่ แล้วใบรับตราประทับเล่า?"
ภาษีใด ๆ ที่ส่งให้ทางการ ย่อมต้องมี 'ใบรับตราประทับ' เป็หลักฐาน สายตาของเ้าหน้าที่ทางการทั้งสองหยุดนิ่งมองไปยังถุงผ้าชั่วครู่ พวกเขาไม่ได้คุยกับหลินซีเฟิง แต่รีบล้วงเอาใบรับตราประทับที่เฉินเจียวเหนียงและหยางเวยต้องชำระเพิ่มออกมาส่งให้หลินอวี่ทันที
คนปัญญาอ่อนจะข่มเหงอย่างไรก็ได้ แต่บัณฑิตที่สามารถควักเงินสิบตำลึงเงินออกมาได้นั้นไม่อาจละเลย
หลินอวี่รับใบรับตราประทับมาตรวจสอบจนเรียบร้อย จึงโยนเงินหนึ่งตำลึงเงินให้เ้าหน้าที่ทางการ
"ขอบคุณพวกท่านที่อุตส่าห์เดินทางมา เ้าหน้าที่ทั้งสองท่านมาที่หมู่บ้านสือหลิน ยังมีธุระอื่นอีกหรือไม่?"
ถ้าไม่มีธุระอะไรก็รีบไสหัวไปเสีย เขาส่งสายตาให้พี่สือซาน ซึ่งฝ่ายหลังก็จ้องมองเ้าหน้าที่ทางการทั้งสองด้วยสายตาดุดัน ชาวบ้านคนอื่น ๆ เมื่อคิดว่าเ้าหน้าที่ทางการสองคนนี้ร่วมมือกับหลินซีเฟิงรังแกคนในหมู่บ้านเดียวกัน จึงมองทั้งคู่ด้วยสายตาไม่เป็ไม่ตร
เดิมทีเ้าหน้าที่ทางการทั้งสองที่ได้รับเงินมาอย่างง่ายดาย คิดว่าตนเองอุตส่าห์ตื่นแต่เช้า เพื่อรอให้หลินซีเฟิงจัดการธุระเสร็จแล้วจะเลี้ยงเหล้า
แต่เมื่อดูสถานการณ์ตอนนี้ เห็นทีคงไม่ได้ดื่มเหล้าเสียแล้ว ขุนนางตงฉินยากจะตัดสินเื่ในครอบครัว พวกเขากลัวว่าหลินซีเฟิงจะพูดเื่ที่พวกเขาช่วยโยกกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินออกมา กลายเป็ว่าไม่ได้กินเนื้อแกะแต่กลับต้องมาเดือดร้อน
เ้าหน้าที่ทางการทั้งสองจึงรีบแย่งแส้ในมือหลินซีเฟิงคืนมา โดยไม่แม้แต่จะกล่าวคำว่า 'ลาก่อน' แล้วรีบขับวัวที่ยังไม่อิ่มท้องวิ่งหนีไป พวกเขาเคลื่อนไหวรวดเร็วเกินไป กว่าเฉินฟางจวี๋จะรู้สึกตัว นางก็รีบผลักหลินซีเฟิงด้วยความร้อนใจ
"ท่านพี่ รีบตามเ้าหน้าที่ไปเร็วเข้า โฉนดที่ดินยังไม่ได้เปลี่ยนเลย!"
เมื่อเห็นนาข้าวที่เฝ้าถวิลหามาหลายปีเกือบจะตกเป็ของตนแต่กลับหลุดลอยไป เฉินฟางจวี๋จึงคิดจะยึดครองอย่างเปิดเผย ในเมื่อนางไม่รักนวลสงวนหน้า หลินอวี่จึงถือโอกาสนี้ฉีกหน้าของนาง โดยบอกเล่าเื่ที่สามีภรรยาคู่นี้ทารุณเขาให้ชาวบ้านรอบ ๆ ฟัง
"ครอบครัวอาสาม ฤดูใบไม้ผลิหลอกข้าไปขุดผักป่าในป่าลึก ฤดูร้อนหลอกให้ข้าถางหญ้ากลางแดดจ้า ฤดูใบไม้ร่วงลวงให้ข้าไปขุดรังกระรอก ฤดูหนาวบังคับให้ข้าอาบน้ำเย็น ใช้ข้าเป็แรงงานทาส ไม่เคยให้ข้านั่งร่วมโต๊ะกินข้าว ในสามวันจะปล่อยให้ข้าหิวถึงหกมื้อ ใช้เงินที่ท่านพ่อข้ามอบให้สร้างห้องปีก ข้าวจากนาสองหมู่ไม่มีแม้แต่เมล็ดเดียวที่ตกถึงท้องข้า"
ยิ่งพูดหลินอวี่ก็ยิ่งโกรธ จนร่างกายสั่นเทาอย่างห้ามไม่ได้ ในดวงตาของเขามีเปลวเพลิงลุกโชน จ้องเขม็งไปยังหลินซีเฟิงที่กำลังใจเสีย และเฉินฟางจวี๋ที่ยังคงทำท่าไม่แยแส
"เ้าอวี่ เ้าต้องจำผิดแน่ ๆ เ้าป่วยหนักตั้งหลายครั้ง เงินทองย่อมหมดไปนานแล้ว เราเป็อาหลานกัน ข้าจะทำร้ายเ้าได้อย่างไร?"
หลินซีเฟิงยังคิดจะแก้ตัว แต่หลินอวี่ที่มองทะลุสันดานของญาติใจโฉดครอบครัวนี้แล้ว ไม่คิดจะพูดเื่ความสัมพันธ์ใด ๆ กับพวกเขา เขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วยื่นมือไปยังเฉินฟางจวี๋
"เอาโฉนดที่ดินมา ไม่อย่างนั้นข้าจะแจ้งทางการ!"
"เ้ากล้าหรือ!" เฉินฟางจวี๋รีบยัดโฉนดที่ดินเข้าในอกเสื้อ แล้วทิ้งตัวลงไปนอนดิ้นรนโวยวายบนพื้น พร้อมกับตบพื้นร้องไห้คร่ำครวญ
"พ่อแม่พี่น้องทุกท่าน รีบมาดูหลานอกตัญญูคนนี้เร็วเข้า ตอนที่เขาปัญญาอ่อน บ้านข้าดูแลปรนนิบัติเขาทั้งอาหารและเครื่องดื่มอย่างดี"
"ตอนนี้เ้าเ้าอวี่คนนี้หายบ้าแล้ว กลับพลิกหน้าไม่เห็นหัวคนอื่น ทั้งยังคิดจะแจ้งทางการมาจับพวกเรา นาข้าวสองหมู่นี้ข้าเพิ่งหว่านเมล็ด และดูแลอย่างประณีตมาหลายปี ไม่อย่างนั้นคงร้างไปนานแล้ว"
พูดถึงตรงนี้ เฉินฟางจวี๋ก็เหลือบมองถุงผ้าในมือหลินอวี่ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยไขมันของนางฉายแววละโมบ หลินอวี่เข้าใจแผนการของนางในทันที
"ความหมายของอาสะใภ้สามคือ หากข้า้าโฉนดที่ดิน ข้าต้องจ่ายค่าแรงชดเชยให้ท่านด้วยใช่หรือไม่?"
"ถือว่าเ้ายังมีมโนธรรม ข้าไม่ขอมากหรอก ขอแค่หนึ่ง... ห้า... ไม่สิ เ้าต้องยกเงินในถุงผ้านั่นให้ข้าทั้งหมด!"
ความโลภของมนุษย์นั้นไม่มีที่สิ้นสุด ยามนี้เฉินฟางจวี๋รู้ว่าโฉนดที่ดินโยกไม่ได้ จึงคิดหาเหตุผลเพื่อจะเอาเงินในมือหลินอวี่มาให้ได้ก่อน ั้แ่สร้างห้องปีกและแต่งลูกสะใภ้คนที่สองเข้าบ้าน นางเก็บหอมรอมริบมาสามปี ก็ยังมีเงินไม่กี่ตำลึงเงิน นางจะทนเห็นหลินอวี่มีถุงเงินโดยที่นางไม่มีได้อย่างไร
เงินพวกนั้นควรจะเป็ของนาง!
หลินอวี่หัวเราะออกมาด้วยความสมเพชในตรรกะแบบโจรของนาง แล้วหันไปมองหลินซีเฟิง
"อาสามคิดว่าข้าควรจ่ายเงินก้อนนี้หรือไม่?"
หลินซีเฟิงเองก็ตาโตด้วยความโลภเมื่อเห็นเงินในมือหลินอวี่ แต่สายตาเหยียดหยามของชาวบ้านทำให้เขารู้สึกเย็นสันหลัง และไม่กล้าลดตัวลงไปดิ้นรนโวยวายเหมือนภรรยา เขาจึงได้แต่ยืนมองด้วยสายตาเ็าอยู่ข้าง ๆ เพื่อสนับสนุนภรรยาอย่างเงียบ ๆ
ชาวบ้านไม่กล้าล่วงเกินอาหลานคู่นี้ แต่ก็ไม่ได้ห้ามพวกเขาที่จะช่วยโหมไฟให้แรงขึ้น
"นาข้าวสองหมู่รวมแล้วมีค่าสิบตำลึงเงิน เงินในถุงของเ้าอวี่ ฟังจากเสียงแล้วน่าจะเกินสิบตำลึงเงิน"
"ไม่ว่ากี่ตำลึงเงิน เขาปัญญาอ่อนมาสองปีครึ่ง ครอบครัวผู้นำหมู่บ้านเลี้ยงดูเขา ถึงไม่มีความดีความชอบก็มีความลำบาก ข้าว่าเงินนี้ควรให้"
ใครบ้างจะไม่ตาโตเมื่อเห็นหลินอวี่รวยขึ้นมาอย่างกะทันหัน? ถึงไม่ให้ครอบครัวผู้นำหมู่บ้าน เงินนั้นก็ไม่มีทางตกมาถึงมือพวกเขาอยู่ดี ในที่แห่งนี้มีเพียงสือซานที่มีจิตใจซื่อตรง เมื่อได้ยินคำพูดเ่าั้จึงโกรธจนต้องเอ่ยปากคัดค้าน
"จะให้ทำไม! เ้าอวี่ เ้าแจ้งทางการฟ้องว่าพวกเขาแย่งโฉนดที่ดินก็ได้ แต่ห้ามให้เงินเด็ดขาด ถ้าไม่ใช่เพราะท่านแม่ข้ามักจะบอกให้ข้าคอยช่วยเหลือเ้า เ้าคงหิวตายไปั้แ่คืนส่งท้ายปีเก่าเมื่อปีก่อนแล้ว!"
การช่วยพูดของสือซานซึ่งเป็ลูกพี่ลูกน้องในหมู่บ้าน ยิ่งเป็การยืนยันว่าครอบครัวหลินซีเฟิงทารุณหลานชายจริง ๆ ใบหน้าของหลินซีเฟิงแดงก่ำ อึกอักจนไม่สามารถโต้แย้งได้ ส่วนเฉินฟางจวี๋ที่นอนอยู่บนพื้น กลับชี้ไปทางทิศตะวันตกแล้วด่าทออย่างรุนแรง
"ลูกสาวที่แต่งออกไปก็เหมือนน้ำที่สาดทิ้ง เ้าเป็เพียงอาหญิง จะมาจริงใจช่วยเ้าอวี่ได้อย่างไร? ตอนต้องเสียเงินไม่เห็นเ้าโผล่หัวมา พอเขาได้ดีเ้ากลับมาขอแบ่งเงิน! สมควรแล้วที่ลูกชายของเ้าถ้าไม่ตายก็พิการ!"
เมื่อได้ยินเฉินฟางจวี๋จี้จุดอ่อนด่าอาหญิง หลินอวี่ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาขวางหน้าพี่สือซานที่กำลังจะเข้าไปทำร้ายนาง แล้วเทเงินในถุงผ้าทั้งหมดลงบนฝ่ามือ เขาจงใจชูเงินกำหนึ่งยื่นไปตรงหน้าชาวบ้านที่กำลังตาโต แล้วถอนหายใจออกมา
"เฮ้อ! ความจริงเงินก้อนนี้เถ้าแก่ถงแห่งเหลาอาหารชิงเจียงเป็คนให้ เพราะอยากให้ข้าช่วยเคี่ยวน้ำตาลแดง"
'เคี่ยวน้ำตาลแดง?'
ชาวบ้านไม่เข้าใจ แต่ฟังดูแล้วน่าจะเกี่ยวข้องกับของกิน ประกอบกับตอนที่บิดาของหลินอวี่ยังมีชีวิตอยู่ เคยเป็พ่อครัวมือสองที่เหลาอาหารชิงเจียง พวกเขาจึงคาดเดากันว่าเงินของหลินอวี่ได้มาจากการทำของกิน
แต่นั่นก็ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเขา พวกเขายังคงมีทัศนคติที่ชอบดูเื่วุ่นวายโดยไม่กลัวเื่จะบานปลาย บางคนถึงกับอดไม่ได้ที่จะพูดจาประชดประชัน
"เ้าอวี่สมกับที่เป็คนที่สอบได้เป็ถงเซิงจริง ๆ มือไม่สามารถยก ไหล่ไม่สามารถแบก แต่สมองปราดเปรื่อง หากไม่ปัญญาอ่อนใน่หลายปีนี้ คงกลายเป็เศรษฐีอันดับหนึ่งของหมู่บ้านไปแล้ว"
"มีโอกาสรวยก็อย่าเก็บไว้คนเดียว พาพวกเราไปด้วยสิ วันหลังถ้ามีเ้าหน้าที่ทางการมาหาเื่เ้า พวกเราจะได้ช่วยได้บ้าง"
หลินอวี่ยิ้มในใจ ยังต้องรอถึงวันหลังอีกหรือ? ที่เขาจงใจแสดงความร่ำรวยเมื่อครู่ ก็เพื่อเตรียมยืมกำลังของชาวบ้าน มาจัดการกับญาติใจโฉดที่มีบารมีอย่างผู้นำหมู่บ้านคนนี้!