ตอนที่ 43 ช่วยเหลือ
หลังจากที่ฉินมู่หลานมาถึงในเมืองแล้ว เธอก็เดินทางไปหาเจี่ยงสือเหิงก่อน แต่เมื่อมาถึงกลับไม่พบใครเลย กระนั้นเธอก็ไม่ได้รีบร้อน จึงรออยู่สักพักหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม หลังจากรอนานกว่าหนึ่งชั่วโมงแล้วยังไม่มีใครกลับมา ฉินมู่หลานก็ไม่สามารถทนรอได้อีกต่อไปแล้ว จึงลองออกเดินหาตามบริเวณใกล้เคียง แม้ว่าเธอจะไม่เคยเอ่ยถาม แต่ก็รู้ว่างานที่เจี่ยงสือเหิงต้องทำคือการทำความสะอาดห้องน้ำ เดิมทีเธอคิดว่าคงใช้เวลานานในการตามหา ไม่คิดว่าเพียงแค่ข้ามผ่านถนนมาสองสาย ก็ได้พบเจี่ยงสือเหิงและลุงเจี่ยงอยู่ตรงตรอกหัวมุม
“อา..พวกแกคิดว่าจะได้กลับไปอย่างนั้นใช่ไหม ฉันขอบอกพวกแกเอาไว้เลยนะ อย่าแม้แต่จะฝัน แกจะต้องอยู่ที่นี่ไปตลอด”
ลุงเจี่ยงได้ยินเช่นนั้น จึงจ้องมองคนตรงหน้าด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยวพลางเอ่ยขึ้น “พวกเราจะมีโอกาสกลับไหม ไม่ได้อยู่ที่พวกแกเป็นคนพูด รีบกลับไปซะ วันนี้งานของเราเสร็จแล้ว เราจะกลับไปพักผ่อน”
“เฮ้...ยโสเป็นบ้าเลย ตราบใดที่พวกแกยังอยู่ที่นี่ อย่างนั้นก็ต้องฟังคำพูดฉัน”
คนผู้นั้นเอ่ยจบ ก็กวักมือเรียกพวกลิ่วล้อข้างหลัง พลางเอ่ย “สั่งสอนพวกมันให้ทำตัวดีๆ หน่อย อยู่ที่นี่มาตั้งหลายปี ยังจะทำหน้าแบบนั้นอีก มันทำให้ฉันเห็นแล้วหงุดหงิดใจ”
เดิมทีชายคนนี้เห็นว่าเจี่ยงสือเหิงดูป่วย จึงคิดว่าเขาน่าจะใกล้ถึงจุดจบแล้ว คิดไม่ถึงว่าอาการป่วยของเจี่ยงสือเหิงจะทุเลาลง จึงทำให้เขารู้สึกกังวลขึ้นมา ตอนนี้สถานการณ์สงบลงแล้ว คนอย่างเจี่ยงสือเหิงหากมีโอกาสได้กลับไป ถึงเวลานั้นทุกอย่างคงสายเกินไปแน่
เจี่ยงสือเหิงมองไปที่ชายวัยกลางคนร่างผอมบางตรงหน้า แววตาเปล่งประกาย
“ดูเหมือนว่าจะมีคนเคยบอกแกล่วงหน้า ดังนั้นพอพวกฉันมาถึงที่นี่ แกจึงพยายามหาโอกาสทดสอบพวกเรา ถ้าให้ฉันเดา คนจากในเมืองหลวงคงเป็นคนสั่งพวกแกสินะ คนพวกนั้นให้อะไรแกเป็นการตอบแทนล่ะ”
ได้ยินดังนั้น ดวงตาของชายคนนั้นก็เป็นประกายวาววับ แต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เพียงสั่งให้พวกลิ่วล้อสั่งสอนเจี่ยงสือเหิงและลุงเจี่ยงทันที “พวกแกมัวรออะไรอยู่วะ ทำไมไม่รีบจัดการ”
ขอเพียงเจี่ยงสือเหิงยังไม่ได้กลับไป เขาก็ยังมีโอกาสอยู่
เมื่อคิดถึงเรื่องนั้นเขาก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา เดิมทีตนไม่ต้องการให้คนอื่นได้เบาะแส ดังนั้นจึงแอบหาโอกาสลงโทษเจี่ยงสือเหิง ซึ่งตอนนี้ใกล้จะสำเร็จแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าเจี่ยงสือเหิงจะแกร่งขนาดนี้ ป่วยหนักขนาดนั้น แต่ก็ฟื้นตัวดีขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่หัวหน้าก็ออกคำสั่งอีกครั้ง จึงเป็นเหตุผลให้เขาต้องชิงลงมือภายในวันนี้
ลุงเจี่ยงพยายามปกป้องเจี่ยงสือเหิงที่อยู่ด้านหลังเขา แววตาเต็มไปด้วยความกังวล
พวกเขาทั้งสองคนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกคนตรงหน้าเลย ยิ่งไปกว่านั้น คนพวกนี้ยังมีไม้อยู่ในมือด้วย จึงเป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะสู้กลับ เป็นไปได้ไหมที่พวกเขาจะต้องจบสิ้นในวันนี้ เห็นได้ชัดว่าวันเวลาอันแสนยากลำบากได้พ้นผ่านไปแล้ว ไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะมีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้ได้
“นายน้อย เดี๋ยวมีโอกาสให้รีบหนีนะครับ ผมจะล่อพวกมันเอง”
“ลุงเจี่ยง ไม่มีโอกาสแล้วล่ะ วันนี้พวกมันจะลงมือ คงไม่คิดจะปล่อยพวกเราไปแล้วล่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลุงเจี่ยงก็แทบน้ำตาไหลริน
“นายน้อย...”
ระหว่างที่คนพวกนั้นกำลังจะเดินเข้าไปใกล้เจี่ยงสือเหิงและลุงเจี่ยง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงตะโกนดังขึ้นมาแต่ไกล
“ทำอะไรน่ะ ใครอยู่ตรงนั้น”
ไม่นานนักเจ้าหน้าที่ในชุดเครื่องแบบตำรวจก็เข้ามา ครั้นเห็นคนพวกนั้นถือไม้ตะบองไว้ในมือ สายตาจึงเฉียบคมมากยิ่งขึ้น “พวกแกจะก่ออาชญากรรมตอนกลางวันแสก ๆ งั้นหรือ ช่างกล้าเสียจริงนะ”
เมื่อหัวหน้ารูปร่างผอมคนนั้นเห็นผู้มาเยือน แววจงเกลียดจงชังก็ปรากฎขึ้นในดวงตา ไม่นานนักเขาก็ยกยิ้มขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะก้าวเดินไปข้างหน้าพลางอธิบาย “เจ้าหน้าที่จวงเองนี่เอง คุณเข้าใจผิดแล้วล่ะ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องเข้าใจผิด เราแค่อยากจะสั่งสอนสองคนนั้น วันนี้พวกมันทำงานเสร็จไม่ตรงเวลา แล้วยังคิดจะมีปัญหากับพวกเราอีก พวกเราก็เลยคันไม้คันมืออยากจะสั่งสอนให้อยู่ในกฎ ไม่ใช่ว่าจะฆ่าแกงกันหรอก”
เจ้าหน้าที่จวงเหวินกังไม่เชื่อเรื่องนั้น จึงเอ่ยขึ้นตามตรง “ไป ไป มากับพวกเราให้หมด”
“เข้าใจผิด เข้าใจผิดจริง ๆ”
ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมบางเห็นว่าเรื่องราวกำลังจะบานปลาย ไม่คิดว่าจวงเหวินกังจะปรากฎตัวขึ้นกลางคัน จึงหันไปมองเจี่ยงสือเหิงด้วยสายตาเกลียดชัง หลังจากนั้นจึงหันกลับมาแล้วเอ่ยขอโทษพร้อมรอยยิ้ม
“เจ้าหน้าที่จวง เป็นเรื่องเข้าใจผิดจริง ๆ นะ พวกเราก็ต่างเป็นคนรู้จักกัน คุณไม่รู้เหรอว่าผมเป็นใคร”
เมื่อเอ่ยเช่นนั้นเขาก็บอกให้คนออกไป
“เฮ้...หยุดอยู่ตรงนั้น”
ผู้ที่ติดตามจวงเหวินกังต้องการหยุดพวกเขาไว้ แต่จวงเหวินกังสั่งให้เขาหยุดมือ“เอาล่ะ ถึงจะพากลับไปสอบปากคำ แต่ก็มีแค่พยานปากเปล่าเท่านั้นล่ะ”
เมื่อเอ่ยจบ จวงเหวินกังจึงหันมองไปที่เจี่ยงสือเหิงพลางเอ่ยถาม “พวกคุณเองก็รีบกลับเถอะ”
“คุณตำรวจ ขอบคุณพวกคุณมากครับ”
เจี่ยงสือเหิงไม่คิดว่าจะมีคนโผล่มาช่วยพวกเขาในตอนนี้ ในใจจึงเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง
จวงเหวินกังยกยิ้มพลางโบกมือแล้วเอ่ยขึ้น “เป็นเพราะมีคนมาแจ้งเราว่ามีคนสู้กันที่นี่ พวกเราก็เลยมาดู”
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของเจี่ยงสือเหิงจึงเต็มไปด้วยความสงสัย อยากจะรู้เหลือเกินว่าใครเป็นผู้เรียกคนมาช่วย
หลังจากจวงเหวินกังและคนอื่นกลับไปแล้ว ฉินมู่หลานก็โผล่ออกมาจากมุมถนน “ลุงเจี่ยงคะ พวกคุณไม่เป็นอะไรกันใช่ไหม”
เมื่อเห็นฉินมู่หลาน เจี่ยงสือเหิงก็มีปฏิกิริยาทันที “สหายฉิน เธอเป็นคนแจ้งตำรวจเหรอ?”
“ใช่ค่ะ บังเอิญฉันมาเห็นว่ามีคนทำร้ายพวกคุณ แล้วเจ้าหน้าที่จวงกับคนอื่น ๆ ก็บังเอิญอยู่ใกล้ ๆ แถวนี้พอดี ก็เลยไปตามพวกเขามาค่ะ”
ตอนแรกเธออยากจะเข้าไปช่วยด้วยตัวเอง แต่ก่อนที่จะได้ลงมือ จวงเหวินกังกับคนอื่นก็เข้ามาพอดี เธอจึงแจ้งเหตุกับเขาทันที
เมื่อได้ยินดังนั้น เจี่ยงสือเหิงจึงอดไม่ได้ที่จะขอบคุณ “สหายฉิน ขอบคุณเธอมากจริง ๆ นะ”
ลุงเจี่ยงถึงกับก้มโค้งคำนับ
“สหายฉิน เธอคือแม่พระผู้ช่วยชีวิตของเราจริง ๆ”
ฉินมู่หลานก้าวเข้าไปทันทีเมื่อเห็นลุงเจี่ยงโค้งคำนับ “ลุงเจี่ยง อย่าทำแบบนี้เลยค่ะ พวกเรากลับกันก่อนเถอะนะคะ”
“ใช่ ใช่ กลับกันเถอะ”
หลังจากคนกลุ่มหนึ่งมาถึง ฉินมู่หลานก็บอกให้เจี่ยงสือเหิงนั่งลง “ขอหนูตรวจชีพจรคุณลุงก่อนนะคะ”
เจี่ยงสือเหิงนั่งลงทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้น พลางรอให้ฉินมู่หลานตรวจอาการให้เขา
ฉินมู่หลานตรวจชีพจรเสร็จ ก็พยักหน้าแล้วเอ่ย “ถือว่าฟื้นตัวได้ดีเลย ต่อไปเราจะฝังเข็มกันนะคะ”
ครั้งแรกอาจรู้สึกแปลก แต่เมื่อเป็นครั้งที่สองก็รู้สึกคุ้นชินแล้ว เจี่ยงสือเหิงจึงให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
หลางจากฉินมู่หลานถอนเข็มออก เธอก็เขียนปรับใบสั่งยานิดหน่อย แต่เมื่อคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่แล้ว เธอก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ย “ฉันเกรงว่าคนพวกนั้นจะมารังควานพวกคุณลุงอีก พวกคุณลุงวางแผนเอาไว้บ้างไหมคะ?”
เจี่ยงสือเหิงได้ยินดังนั้น แววตาของเขาก็ฉายแววมุ่งมั่น
“ถ้าพวกมันมาอีก เราก็จะไม่เกรงใจแล้ว อย่างเลวร้ายที่สุดทุกคนก็ต้องตาย”
ลุงเจี่ยงเองก็ถอนหายใจพลางเอ่ยขึ้น “นายน้อย ตอนแรกนายน้อยใจดีเกินไป ก็เลยเข้าทางเจ้าเด็กเจี่ยงฮ่าวป๋อนั่น”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจี่ยงสือเหิงจึงยกยิ้มขึ้นบนใบหน้าของตน “ใครจะไปทันคิดว่าเด็กคนนั้นจะทำร้ายลุงของตัวเองได้”
ฉินมู่หลานได้ยินดังนั้น จึงได้ทราบว่าเจี่ยงสือเหิงโดนหลานชายของตัวเองตามฆ่าเอาชีวิต นั่นเป็นเหตุผลที่ต้องหนีมาที่นี่ แต่ช่วงที่เกิดสถานการณ์วุ่นวายนั้น คนส่วนใหญ่ต่างแจ้งความเรื่องการตายของญาติตัวเองอยู่หลายกรณี เธอจึงไม่รู้สึกแปลกใจมากนัก
“พวกคุณลุงควรคิดหาทางแก้ปัญหาให้ดีนะคะ ถึงมันจะยาก แต่ยังไงก็จะผ่านไปได้แน่นอน เดี๋ยวหนูจะไปซื้อยาให้ก่อนนะคะ”
ฉินมู่หลานเอ่ยจบ ก็มุ่งหน้าตรงไปที่โรงพยาบาลแพทย์แผนจีน
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
โอ๊ย ดีที่ช่วยพวกลุงเจี่ยงทัน ไหวพริบดีมากเลยมู่หลาน
มันต้องเป็นเรื่องอะไรกันนะที่ทำให้หลานแท้ๆ วางแผนฆ่าลุงตัวเองได้?
ไหหม่า(海馬)