แม่เฒ่าหลินเห็นจางกุ้ยเฟินยังยืนบ่นพึมพำไม่ยอมไปไหน สีหน้าของเธอก็ยิ่งบึ้งตึงขึ้นเรื่อยๆ
"ฉันก็อยากจะเกี่ยวดองกับสกุลหูอยู่หรอก แต่ดูจากท่าทางของหย่วนจื่อแล้ว สองผัวเมียหูฉางหมินคงไม่สนใจหรอกมั้ง ยัยหนูหลันเยวี่ยก็ทั้งสวยทั้งเก่ง ต่อไปคงได้แต่งกับหนุ่มดีๆ ที่มีชามข้าวเหล็ก" น้ำเสียงของแม่เฒ่าหลินเย็นชาแข็งกระด้างเหมือนสีหน้าของเธอ
ถึงแม้ว่าระหว่างหลินซือหย่วนกับหูหลันเยวี่ยจะดูคลุมเครือ แต่ก่อนที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองจะชัดเจน แม่เฒ่าหลินจะไม่ยอมให้การไปมาหาสู่ของหนุ่มสาวคู่นี้มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นแน่นอน
"ในเมื่อหย่วนจื่อกับยัยหนูสกุลหูไม่ได้มีอะไรกัน แล้วทำไมคุณป้าต้องหวงแหนยัยหนูนั่นขนาดนั้นด้วยล่ะ?" จางกุ้ยเฟินเป็นห่วงจริงๆ ว่าแม่เฒ่าจะจับคู่หลินซือหย่วนกับหูหลันเยวี่ย
บ้านสองหลังอยู่ใกล้กันขนาดนี้ ถ้าผู้ใหญ่สองฝ่ายจับคู่กันขึ้นมา ไม่แน่หนุ่มสาวสองคนนี้อาจจะลงเอยกันจริงๆ ก็ได้
ถึงแม้ในหมู่บ้านชื่อเสียงของหลินซือหย่วนจะไม่ค่อยดี แต่เขาก็หน้าตาดี แถมที่บ้านยังมีเหรียญเงิน นี่คือข้อได้เปรียบที่หนุ่มๆ คนอื่นในหมู่บ้านไม่มี
แม่เฒ่าหลินฮึ่มฮั่มในลำคออย่างไม่สบอารมณ์ แล้วพูดขึ้นอย่างหงุดหงิด "ฉันว่านะกุ้ยเฟิน เธอสอดรู้สอดเห็นมากเกินไปแล้วมั้ง? ฉันจะดีกับใคร ไม่ดีกับใคร มันต้องให้เธออนุมัติยินยอมด้วยหรือไง? ฉันก็แค่เอ็นดูยัยหนูเยวี่ย ถ้าเด็กคนนั้นยินดี ฉันยังคิดจะรับเข้ามาเป็นหลานสาวบุญธรรมเลยด้วยซ้ำ! หย่วนจื่อมันเป็นหลานชายที่เอาแต่ทำให้ฉันโมโห จะมีหลานสาวคนไหนที่เอาใจแบบนี้บ้าง? ข่าวลือเสียๆ หายๆ ที่ไม่ดีในหมู่บ้านเกี่ยวกับยัยหนูเยวี่ยน่ะ ฉันไม่เชื่อหรอก ยัยหนูเยวี่ยพาทั้งครอบครัวหารายได้ยังไง คนอื่นไม่เห็น แต่ฉันเห็นเต็มสองตา กุ้ยเฟิน ถ้าเธอยังมาว่าร้ายยัยหนูเยวี่ยต่อหน้าฉันอีก คราวหลังก็ไม่ต้องมาให้ฉันเห็นหน้าแล้วนะ"
"คุณป้า ทำไมคุณป้าถึงเป็นแบบนี้ล่ะ? ทำไมต้องทำลายความสัมพันธ์ระหว่างเราเพราะคนนอกแค่คนเดียวด้วย" จางกุ้ยเฟินก็ถือศักดิ์ศรี แม่เฒ่าหลินไม่ให้เกียรติเธอขนาดนี้ เธอก็ทนไม่ได้เหมือนกัน
พอได้ยินจางกุ้ยเฟินพูดว่าหูหลันเยวี่ยเป็นคนนอก แม่เฒ่าหลินก็ยิ่งโมโห เธอไม่ได้โต้ตอบจางกุ้ยเฟินต่อ แต่หยิบคานหาบขึ้นมา เตรียมจะหามตะกร้าที่เต็มไปด้วยมันเทศตากแห้งออกจากบ้าน
ถึงแม้จางกุ้ยเฟินจะหน้าด้านแค่ไหน แต่ในเมื่อเจ้าของบ้านจะไปแล้ว ถ้าเธอดึงดันอยู่ในบ้านเขาก็คงไม่ได้อะไรขึ้นมา
พอจางกุ้ยเฟินกลับถึงบ้าน เกาลี่ก็รีบตามมาติดๆ
ข่าวลือที่ว่าหูหลันเยวี่ยมือไม่สะอาดก็มาจากเกาลี่นั่นเอง
เกาลี่รู้เรื่องที่จางกุ้ยเฟินไปสืบข่าวที่บ้านสกุลหลินเพื่อหยั่งเชิงแม่เฒ่า
บ้านของเกาลี่อยู่ติดกับบ้านของจางกุ้ยเฟิน ดังนั้นหญิงสาวจึงรู้ว่าจางกุ้ยเฟินกลับมาแล้ว
"คุณป้าคะ แม่เฒ่าหลินรู้เรื่องที่หูหลันเยวี่ยมือไม่สะอาดหรือยังคะ? ย่าแกว่ายังไงบ้าง?" เกาลี่ถามอย่างใจจดใจจ่อ
จางกุ้ยเฟินดื่มน้ำอุ่นไปเกือบหมดชามแล้ว เธอถึงตอบเกาลี่ว่า "แม่เฒ่าของหนูน่ะแก่จนเลอะเลือนไปแล้ว หล่อนปกป้องยัยหนูสกุลหูนั่น แต่ไม่ต้องห่วงนะ ฟังจากที่แม่เฒ่าของหนูพูด สกุลหูคงไม่สนใจหย่วนจื่อหรอก แม่เฒ่าของหนูคิดจะรับยัยเด็กน่าตายนั่นเป็นหลานสาวบุญธรรมด้วยซ้ำ"
"แต่เฉินเชี่ยนเชี่ยนบอกว่าเห็นพี่หย่วนของหนูกับหูหลันเยวี่ยอยู่ในป่าไผ่ตอนกลางคืน หนูไม่เชื่อหรอกค่ะว่าพวกเขาสองคนจะบริสุทธิ์ใจต่อกัน" แค่คิดว่าผู้ชายที่เธอชอบไปอยู่กับผู้หญิงคนอื่นในป่าไผ่ตอนกลางคืน เธอก็อิจฉาจนแทบทนไม่ไหวแล้ว
จางกุ้ยเฟินครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า "หนูลี่ลี่ หนูก็ไม่ได้เห็นกับตาตัวเองว่าพี่หย่วนกับหูหลันเยวี่ยอยู่ในป่าไผ่ แล้วทำไมถึงเชื่อสิ่งที่เฉินเชี่ยนเชี่ยนพูดล่ะ? พี่หย่วนของหนูมีข้อเสียนิดหน่อยก็จริง แต่เรื่องความสัมพันธ์ทางเพศ เขาเป็นเด็กที่รู้จักแยกแยะนะ ถ้าเขากับยัยหนูสกุลหูนั่นมีอะไรกันจริงๆ ก็คงเป็นเพราะยัยเด็กนั่นยั่วยวนเขานั่นแหละ"
พอเกาลี่คิดตามอย่างจริงจัง เธอก็รู้สึกว่าคำพูดของจางกุ้ยเฟินมีเหตุผล "คุณป้าพูดถูกค่ะ แต่หนูก็ยังกลัวว่าพี่หย่วนของหนูจะถูกหูหลันเยวี่ยแย่งไป"
จางกุ้ยเฟินสำรวจเกาลี่ตั้งแต่หัวจรดเท้า "หนูลี่ลี่ เสื้อผ้าที่ใส่อยู่นี่ไม่ได้เปลี่ยนมานานเท่าไหร่แล้ว?"
เกาลี่ถึงกับชะงักไปชั่วขณะ "หนูเพิ่งใส่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเองค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะคุณป้า?"
จางกุ้ยเฟินขมวดคิ้ว "หนูลี่ลี่ พี่หย่วนของหนูรักสะอาดมากนะ เสื้อผ้าหนึ่งตัวใส่มากสุดแค่วันเดียวก็ต้องซักแล้ว ในช่วงหน้าร้อนที่อากาศร้อนจัด เขาอยากจะเปลี่ยนเสื้อผ้าวันละสองชุดเลยด้วยซ้ำ ส่วนยัยหนูสกุลหู ทุกครั้งที่ป้าเห็นหล่อน ก็แต่งตัวสวยตลอด แล้วหนูคิดว่าแบบนี้จะไปแย่งพี่หย่วนของหนูมาได้ยังไง?"
ใบหน้าของเกาลี่แดงก่ำทันที จากนั้นเธอก็พึมพำว่า "หนูไม่ได้มีเสื้อผ้าดีๆ มากมายให้เปลี่ยนเหมือนหูหลันเยวี่ยนี่นา"
จางกุ้ยเฟินพูดขึ้น "ถึงหนูจะไม่มีเสื้อผ้าดีๆ แต่ถ้าใส่เสื้อผ้าที่สะอาดและเรียบร้อยทุกวัน พี่หย่วนของหนูก็คงจะอยากมองหนูมากกว่าเดิม หนูดูสิว่าคอเสื้อดำขนาดไหนแล้ว? แล้วก็ไอ้สีเหลืองๆ ที่เข่ากางเกงนั่นมันอะไรล่ะ?"
ตอนนี้ใบหน้าของเกาลี่แดงยิ่งกว่าเดิม เธอรีบลุกจากเก้าอี้เตรียมตัวกลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
จางกุ้ยเฟินก็ถอนหายใจแล้วมองตามแผ่นหลังของเกาลี่
เพราะมีความสัมพันธ์พิเศษกับพ่อของเกาลี่ตอนที่แอบเล่นชู้ในทุ่งข้าวโพด แถมตัวเองก็ไม่มีลูกสาว จางกุ้ยเฟินจึงเอ็นดูเกาลี่เป็นพิเศษ
แน่นอนว่าความเอ็นดูของเธอที่มีต่อเกาลี่ก็แค่ลมปากเท่านั้น ถ้าเกาลี่กินแป้งจี่ที่บ้านของพวกเธอมากเกินไปสักชิ้น จางกุ้ยเฟินก็จะเจ็บใจจนตาเหลือกเช่นกัน
ด้วยแรงคำพูดยุยงของจางกุ้ยเฟินกับเกาลี่ ข่าวลือเรื่องที่หูหลันเยวี่ยมือไม่สะอาดก็แพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านซิ่วสุ่ย
ในที่สุดแม่เฒ่าหูกับบ้านรอง และบ้านสามของสกุลหูก็ได้ยินเข้า
ถึงแม้บ้านรองกับบ้านสามจะดูเหมือนไม่ลงรอยกันแล้ว แต่พอเห็นบ้านใหญ่มีเรื่องสนุกให้ดู ทั้งสองคนก็มีเป้าหมายเดียวกันคือเงียบ ไม่พูดอะไร และแอบสะใจอยู่เงียบๆ
ตั้งแต่หูหลันเยวี่ยไปเป็นครูอัตราจ้างที่โรงเรียน แถมยังซื้อจักรเย็บผ้าได้ บ้านรองกับบ้านสามก็แทบจะทนความอิจฉาต่อไปไม่ไหว
คราวนี้หูหลันเยวี่ยมีข่าวลือว่ามือไม่สะอาดแพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้าน บ้านรองกับบ้านสามจึงรู้สึกหายแค้นได้บ้าง
พวกเธอไม่เชื่อว่าบ้านใหญ่จะซื้อจักรเย็บผ้ามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรง ดังนั้นเมื่อในหมู่บ้านมีข่าวลือว่าตอนที่อยู่ในบ้านพ่อแม่อุปถัมภ์หูหลันเยวี่ยก็มือไม่สะอาด ออกจากบ้านมาก็ยังขโมยเงินก้อนใหญ่ของพวกท่านมาด้วย บ้านรองกับบ้านสามจึงรู้สึกว่าข่าวลือนี้เป็นเรื่องจริง
พวกเธอไม่มีความสามารถในการหาเงินมาซื้อจักรเย็บผ้าได้ในเวลาอันสั้น จึงคิดว่าคนอื่นก็คงจะไม่สามารถทำได้เช่นกัน ดังนั้นเมื่อได้ยินคนอื่นบอกว่าเงินที่บ้านใหญ่ซื้อจักรเย็บผ้านั้นได้มาอย่างไม่ถูกต้อง พวกเธอจึงเชื่อข่าวลือนี้ทันที
พวกเธอยังคงใช้ข่าวลือเหล่านี้มาปลอบใจและล้างสมองตัวเองอยู่เรื่อยๆ
นี่คือความคิดของชาวนาที่เห็นแก่ตัวโดยทั่วไป ตัวเองทำไม่ได้ ก็คิดว่าคนอื่นก็ต้องทำไม่ได้เหมือนกัน เห็นคนอื่นได้ดีกว่าตัวเองไม่ได้
บ้านรองกับบ้านสามนิ่งเฉยดูเรื่องสนุกที่เกิดกับบ้านใหญ่ได้ แต่แม่เฒ่าหูไม่สามารถนิ่งดูดายแบบนั้น
แม่เฒ่าหูรู้สึกว่าข่าวลือเสียๆ หายๆ ในหมู่บ้านไม่ได้ทำร้ายแค่หูหลันเยวี่ยเท่านั้น แต่ยังทำให้ตนต้องเสียหน้าด้วย
แม่เฒ่าหูโกรธจัด วิ่งไปที่บ้านของหูฉางหมิน
ตอนนี้หูฉางหมินเพิ่งกินข้าวเย็นเสร็จ
พอเข้าไปในบ้าน แม่เฒ่าหูก็เริ่มซักไซ้
"ลูกคนโต สะใภ้ใหญ่ บอกความจริงกับฉันมา เงินที่เอาไปจ่ายค่าปรับให้ลูกคนเล็ก แล้วก็เงินที่เอาไปซื้อจักรเย็บผ้าน่ะ ยัยหนูเยวี่ยขโมยมาจากบ้านพ่อแม่อุปถัมภ์ใช่ไหม?"
"คุณย่าคะ ถ้าข้างนอกปล่อยข่าวลือว่าหนูเคยฆ่าคน ย่าก็จะเชื่อใช่หรือเปล่าคะว่าหนูฆ่าคนด้วย?" หูหลันเยวี่ยหันไปมองแม่เฒ่าด้วยความขุ่นเคือง
แม่เฒ่าหูแค่นเสียงเย็นเยียบ "ฉันกำลังคุยกับพ่อแม่ของแก กล้าดียังไงมาสอดปาก? ไม่มีสัมมาคารวะ!"
หูหลันเยวี่ยคลี่ยิ้มบางๆ "หนูก็ไม่ได้ไม่มีสัมมาคารวะเป็นครั้งแรกซะหน่อย หนูนึกว่าย่าจะชินไปนานแล้วซะอีก"
"นี่แก..." แม่เฒ่าที่ไม่คล่องปากเท่าหูหลันเยวี่ยก็ทำได้แค่ถลึงตา
หูฉางหมินกระแอมเบาๆ แล้วพูดว่า "แม่ครับ เงินที่บ้านเราเอาไปซื้อจักรเย็บผ้ามาน่ะ เป็นเงินที่เยวี่ยเยวี่ยกับถิงถิงได้มาจากการขึ้นเขาไปหาของป่า แล้วก็ไปขายข้าวโพดต้มในเมืองด้วยกัน ถ้าแม่ไม่เชื่อ ผมก็จนปัญญา ส่วนเงินที่เอาไปจ่ายค่าปรับให้ยายาน่ะ ก็มีเงินส่วนตัวของเยวี่ยเยวี่ยด้วย แต่นั่นเป็นเงินแต๊ะเอียที่เยวี่ยเยวี่ยได้มาจากบ้านพ่อแม่อุปถัมภ์นะครับ ที่ในเมืองน่ะไม่เหมือนบ้านนอกเรา พอถึงปีใหม่ก็จะให้เงินเด็กคนละหยวนสองหยวน แต่ที่นั่นเขาให้กันทีสิบยี่สิบหยวน"
จ้าวหงเหมยรีบพูดเสริม "แม่คะ ที่คนในหมู่บ้านปล่อยข่าวลือเสียๆ หายๆ ก็คงเป็นเพราะอิจฉาเยวี่ยเยวี่ยที่ได้เป็นครู แถมยังช่วยซื้อจักรเย็บผ้าให้ที่บ้านได้ เยวี่ยเยวี่ยกับถิงถิงลำบากตรากตรำทุกวัน ทั้งเข้าป่าไปหาของป่า ทั้งตื่นแต่เช้าไปขายข้าวโพดต้มในเมือง ไม่มีใครเห็นหรอกค่ะ พวกนั้นแค่เห็นแต่ว่าบ้านเรามีจักรเย็บผ้าใช้ในเวลาอันสั้น พวกนั้นไม่มีความสามารถหาเงินไปซื้อจักรเย็บผ้า แต่กลับมีความสามารถสาดโคลนใส่เยวี่ยเยวี่ยของบ้านเราแบบนี้ ช่างใจดำอำมหิตเหลือเกิน"
แม่เฒ่าหูรู้ดีว่าลูกชายคนโตกับลูกสะใภ้ไม่ใช่คนที่จะโกหกหลอกลวงคนอื่น แต่ข่าวลือที่ได้ยินมาจากข้างนอกมันก็ดูมีมูล