ยอดฝีมือที่มาร่วมงานวิวาห์ในครั้งนี้ล้วนมาเพราะนักหลอมโอสถระดับห้า บัดนี้แม้ว่านักหลอมโอสถระดับห้าจะไม่มีอยู่จริง แต่ได้ส่วนแบ่งโอสถและสมบัติคุณภาพสูงติดไม้ติดมือกลับไป เพียงเท่านี้ก็นับว่ามาไม่เสียเที่ยวแล้ว
แต่พวกเขาต้องสงวนท่าที จะรีบพยักหน้ารับไม่ได้เด็ดขาด
สุดท้ายก็เป็นเด็กหนุ่มอย่างฉู่ชิงอวิ๋นที่เป็นคนออกหน้า เขากระแอมเล็กน้อย “อืม เจ้าไม่ต้องคิดมาก อย่างไรซะเฉินปู้เมี่ยก็เป็นยอดฝีมือของแคว้นต้าฉู่ของเรา การได้ช่วยเจ้าข้าย่อมยินดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมากพิธี ของเหล่านี้เจ้าเก็บเอาไว้เองเถอะ เพราะนี่เป็นของที่พ่อเจ้าตั้งใจมอบให้เจ้า”
เฉินเหมียวเหมี่ยวรีบเอ่ยทันที“ไม่ได้เพคะไม่ได้ กล่าวกันว่าบุญคุณแม้เพียงหยดน้ำ ก็ควรตอบแทนดั่งสายธาร หม่อมฉันหาใช่คนอกตัญญูไม่ บัดนี้สิ่งที่หม่อมฉันสามารถตอบแทนได้มีเพียงสิ่งเหล่านี้ ขอองค์ชายสามและผู้อาวุโสทุกท่านโปรดรับเอาไว้ด้วยเพคะ”
หากพวกเจ้ามัวแต่เกรงใจไม่รับของเหล่านี้ไป แล้วข้าจะทำให้ตระกูลเฉินล้มละลายได้อย่างไรล่ะ! ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรับไปให้ได้
“...ไม่ต้อง ไม่ต้อง...”
“...รับไป รับไป...”
ทั้งสองฝ่ายเกี่ยงกันไปมา สุดท้ายเฉินเหมียวเหมี่ยวก็เกลี้ยกล่อมฉู่ชิงอวิ๋นสำเร็จ
ฉู่ชิงอวิ๋นชื่นชมในสติปัญญาของเฉินเหมียวเหมี่ยวอย่างมาก อีกทั้งเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ป้ายคนดีติดอยู่ที่หน้าผากเขาหราขนาดนี้ เขายังจะพูดอะไรได้อีกเล่า?
เขาไม่สามารถตำหนิเฉินเหมียวเหมี่ยวได้ เพราะเขาและพวกแม่ทัพเนี่ยตาถั่วเอง
ใครจะไปคิดว่าดรุณีน้อยผู้นี้จะไม่มีตบะบารมีใดจริง ๆ ส่วนเหตุใดไอวิญญาณ พลังสะกดวิญญาณ พลังจิตวิญญาณของพวกเขาไม่สามารถทำอะไรนางได้แม้แต่น้อยนั้น อาจเป็นเพราะบนกายของนางมีสมบัติอื่นที่เฉินปู้เมี่ยทิ้งเอาไว้ให้ก็เป็นได้
คงจะจริง!
เพราะคนผู้นั้นคือ ‘เฉินปู้เมี่ย’ แค่ในอาวุธเวทเฉียนคุนก็มีทั้งโอสถและสมบัติวิเศษกองพะเนินราวกับภูเขาแล้ว เขาจะทิ้งของติดกายไว้ให้บุตรสาวอีกสักสองสามชิ้นก็ไม่แปลก การที่เฉินเหมียวเหมี่ยวรอดตายมาได้ อาจเป็นเพราะสมบัติที่บิดานางทิ้งไว้ให้ก็เป็นได้?
อ้อ จริงสิ ไม่ได้มีแค่เขาที่ตาถั่วเท่านั้น แม้แต่เหล่าผู้แข็งแกร่ง ปรมาจารย์ ผู้อาวุโสของนิกายอื่น ๆ ในที่นี้ต่างก็ตาถั่วเช่นกัน
เมื่อคิดได้ดังนั้น ความรู้สึกไม่พอใจของฉู่ชิงอวิ๋นก็เหมือนจะสงบลง และสามารถมองเฉินเหมียวเหมี่ยวได้อย่างไม่ขัดตาแล้ว
ฮ่าฮ่า อย่างไรซะก็ไม่ใช่เขาเพียงคนเดียวที่เป็นคนโง่ไม่ใช่หรือ?
“อืม” แต่แม้ฉู่ชิงอวิ๋นจะสามารถฝืนใจอภัยให้เฉินเหมียวเหมี่ยวได้ แต่เขาก็ไม่สามารถอภัยให้ตระกูลเฉินได้ ไฟโทสะในใจอย่างไรก็ต้องหาที่ระบาย ดังนั้นเขาจึงเล็งเป้าหมายใหม่ไปที่
เฉินหยวน
“เฉินหยวน เจ้าอธิบายมาซิ ที่เจ้าบอกว่า ‘คิดถึงหลานสาว’ แท้จริงแล้วคิดถึงเช่นไรกันแน่ เหตุใดเฉินเหมียวเหมี่ยวมายืนอยู่ตรงหน้าของเจ้า เจ้ากลับยังจำนางไม่ได้อีก นี่หรือที่เจ้าบอกว่าทำดีต่อนาง?”
เฉินหยวนทั้งโมโหทั้งหวาดกลัว แต่ต้องพยายามข่มใจให้สงบนิ่ง “เอ่อ...เวลาสามปีนั้นนานมาก ประกอบกับเหมียวเหมี่ยวโตขึ้น ดังนั้นกระหม่อมจึงจำไม่ได้...”
“พอเถอะ” เฉินเหมียวเหมี่ยวหัวเราะออกมา “ตอนข้าไม่อยู่เจ้าจะแสดงอย่างไรข้าไม่ว่า แต่ตอนนี้ ข้ายืนอยู่ตรงนี้ทั้งคน เจ้ายังกล้าบอกว่าไม่รู้เรื่องอีกอย่างนั้นหรือ? ก็จริง เพราะเจ้าโยนข้าให้ฮูหยินของเจ้าจัดการนี่นา ส่วนฮูหยินของเจ้าก็โยนข้าให้บ่าวรับใช้ บ่าวรับใช้มารายงานว่าข้าสบายดีก็คิดว่าข้าสบายดีอย่างนั้นหรือ อ้อ บางทีในสายตาของพวกเจ้า การที่ข้าไม่ตายก็คงเรียกว่าสบายดีแล้วกระมัง?”
“เหมียวเหมี่ยว...” เฉินจื่ออีเอ่ยเสียงเบา “เหตุใดเจ้าต้องก้าวร้าวเช่นนี้ด้วย พ่อและแม่ของข้าก็แค่ถูกหลอกเท่านั้น เมื่อก่อนข้ามีอะไรล้วนแบ่งปันให้เจ้า เจ้าลืมไปแล้วอย่างนั้นหรือ น้ำใจที่ข้ามีให้เจ้าไม่ใช่การหลอกลวง...”
เฉินเหมียวเหมี่ยวเอ่ยอย่างดูแคลน “ก้าวร้าวงั้นหรือ ทำไม หรือเจ้าจะบอกว่าความเสียใจ ความเจ็บปวด และความทรมานของข้า สู้สิ่งที่พ่อและแม่ของเจ้าโดนหลอกไม่ได้อย่างนั้นหรือ ชีวิตของข้าเฉินเหมียวเหมี่ยวไร้ค่าเพียงนั้นเชียวรึ หรือเพราะเจ้าเกิดมาสูงส่ง พ่อแม่ของเจ้าก็อยู่เหนือผู้อื่น หรือว่า...เจ้าเป็นคนเย็นชาและเห็นแก่ตัว มองเห็นแต่ความเจ็บปวดของตัวเองเท่านั้น?”
เฉินจื่ออีไม่เคยเจอคนที่ฉลาดหลักแหลมเช่นเฉินเหมียวเหมี่ยวมาก่อน แค่คำพูดไม่กี่ประโยค ก็ฉีกภาพลักษณ์สาวงามของนางจนหมดสิ้น
นางจึงเอ่ยด้วยความตื่นตระหนก “ไม่ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น...”
“ฮ่าฮ่า ข้าไม่มีอารมณ์จะมาเถียงเรื่องนี้กับเจ้า อีกอย่าง คุณหนูใหญ่ เกรงว่าเจ้าคงเข้าใจผิดไปแล้วกระมัง หากไม่มีท่านพ่อของข้า ตระกูลเฉินจะเป็นอย่างทุกวันนี้อย่างนั้นหรือ ไม่ใช่เจ้าแบ่งให้ข้า แต่ของพวกนั้นเดิมก็เป็นของข้าอยู่แล้ว แม้แต่ว่าที่สามีที่ราวกับสมบัติล้ำค่าของเจ้า อ้อ ไม่ใช่สิ แม้แต่สามีของเจ้าเซิ่งเฟิง ก็เป็นเพราะข้าไม่ต้องการก็เท่านั้นเอง
จริงสิ เซิ่งเฟิง ในเมื่อเจ้ากับเฉินจื่ออีแต่งงานกันแล้ว ของหมั้นที่พ่อข้าให้เจ้าก่อนหน้านี้ก็ช่วยเอามาคืนข้าด้วย”
เฉินจื่ออี “...”
เซิ่งเฟิง “...”
เฉินเหมียวเหมี่ยวขมวดคิ้ว “คุณชายเซิ่ง…คงไม่ใช่กระมัง เจ้าคิดจะโกงข้าอย่างนั้นหรือ? คิดจะยึดสมบัติของพ่อข้า หรือเจ้าคิดว่าข้ากับเฉินจื่ออีเหมือนกัน เจ้าต้องเข้าใจซะใหม่นะว่า ข้าต่างหากที่เป็นบุตรสาวของท่านพ่อเฉินปู้เมี่ย ไม่ใช่เฉินจื่ออี”
ชีวิตนี้เซิ่งเฟิงไม่เคยอับอายขายหน้าเช่นนี้มาก่อน เขาขบกรามแน่น ก่อนจะดึงป้ายหยกที่เอวออกแล้วโยนให้เฉินเหมียวเหมี่ยวอย่างส่ง ๆ
เฉินเหมียวเหมี่ยวรับป้ายหยกนั้นไว้ ก่อนจะหัวเราะออกมา “การเป็นคนก็ต้องรู้จักตนเองดี ใช่หรือไม่?”
เซิ่งเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเอ่ยกับฉู่ชิงอวิ๋น “องค์ชายสาม กระหม่อมรู้สึกไม่สบาย ขอทูลลาพ่ะย่ะค่ะ”
เอ่ยจบ เซิ่งเฟิงก็เดินออกไปทันทีโดยไม่หันกลับมา มีเพียงเฉินจื่ออีเท่านั้นที่รีบตามไป
“พี่เฟิง พี่เฟิงเจ้าคะ รอข้าด้วยเจ้าค่ะ...”
“พี่เฟิง...”
เมื่อได้ยินเสียงขอร้องอ้อนวอนของบุตรสาวตนเอง ในใจของเฉินหยวนคิดอยากจะสังหารเฉินเหมียวเหมี่ยวไปแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ทว่าใบหน้ากลับยังคงมีรอยยิ้มประดับเอาไว้ “เสี่ยวเหมียวเหมี่ยว การที่เจ้าหายตัวไปเพราะถูกคนชั่วทำร้าย เรื่องนี้ข้าต้องให้ความยุติธรรมกับเจ้าอย่างแน่นอน แต่ในเมื่อเจ้ากลับมาแล้ว เช่นนั้นก็ให้แล้วกันไปเถอะ อย่างไรซะพวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน...”
“อ๊ะ ช้าก่อน ใครเป็นครอบครัวเดียวกับเจ้า?” เฉินเหมียวเหมี่ยวยกมือขึ้น คิ้วคันศรเลิกขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่สายตาจะหันไปมองทางฉู่ชิงอวิ๋น “องค์ชายสาม หม่อมฉันยังมีเรื่องจะขอร้องเพคะ”
ฉู่ชิงอวิ๋นรู้ดีว่าเฉินเหมียวเหมี่ยวต้องมีเรื่องให้ช่วย เขาจึงพยักหน้าให้ “ว่ามา”
“ไม่ว่าเรื่องที่หม่อมฉันถูกลอบทำร้ายตอนนั้น ตระกูลเฉินแห่งฟ่านเฉิงจะเป็นคนลงมือหรือไม่ แต่การที่หม่อมฉันเกือบตายนั้นเป็นเรื่องจริง ตระกูลเฉินแห่งนี้หม่อมฉันไม่กล้าอยู่ต่ออีกแล้ว ขอองค์ชายสามโปรดประทานที่อยู่ให้หม่อมฉันด้วยเถิดเพคะ”
นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่เฉินเหมียวเหมี่ยวต้องกลับมาตระกูลเฉิน
ในโลกใบนี้ ทั้งผู้คนและกฎต่าง ๆ ล้วนส่งผลดีต่อผู้แข็งแกร่งอย่างมาก ขอเพียงแข็งแกร่งมากพอ ก็สามารถทำตามอำเภอใจได้ แต่ในขณะเดียวกัน โลกนี้กลับโหดร้ายต่อคนธรรมดาที่ไร้พลังวิญญาณอย่างมากเช่นกัน
เฉินเหมียวเหมี่ยวแม้จะมีชุดคลุมขาวคอยปกป้อง จึงแสร้งเป็นยอดฝีมือลึกลับได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะแสร้งทำได้ตลอดไป อย่างไรเสียนางก็ต้องกลับไปใช้ชีวิตธรรมดา นางยังอยากปลูกผัก เลี้ยงไก่ ดังนั้นปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยจึงต้องรีบแก้ไขเสียก่อน ไม่เช่นนั้นนางก็จะก้าวต่อไปไม่ได้
ฉู่ชิงอวิ๋นก็นึกว่าจะเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร เพียงแค่ขอที่อยู่ให้ตัวเองเรื่องนี้ง่ายจะตายไป
องค์ชายสามถอนหายใจออกมา และตกปากรับคำอย่างไม่ลังเล “อืม ข้าจะสั่งคนจัดการเรื่องนี้ให้เจ้า”
เฉินเหมียวเหมี่ยวดวงตาเป็นประกายทันที นางจึงขอเพิ่มอีก “องค์ชายสาม หม่อมฉันยังอยากได้ที่ดินผืนเล็ก ๆ สักผืน ไม่ต้องใหญ่มากนัก แค่หม่อมฉันสามารถใช้เลี้ยงไก่ ปลูกผัก เลี้ยงชีพได้ก็พอเพคะ”
“ได้”
“ถ้าจะให้ดี ให้หลังพิงเขาและอยู่ติดน้ำ ที่ดินอุดมสมบูรณ์ สัญจรไปมาได้สะดวก”
“...ได้”
“จริงสิ ความปลอดภัยของหม่อมฉัน...”
ฉู่ชิงอวิ๋น “...”
ฉู่ชิงอวิ๋นเริ่มโมโหกับความไร้ยางอายของเฉินเหมียวเหมี่ยว สตรีผู้นี้จะขอมากเกินไปแล้วหรือไม่ มีคนอีกตั้งมากมายที่รับโอสถของนาง เหตุใดจึงมารีดไถเขาเพียงผู้เดียวล่ะ?
แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตากระจ่างใสและงดงามของนาง ฉู่ชิงอวิ๋นก็ตระหนักได้ว่า ไหน ๆ ก็ตกปากรับคำนางไปแล้ว รับปากอีกสักข้อจะเป็นไรไป
“อืม ข้ารับปากว่าในแคว้นต้าฉู่แห่งนี้เจ้าจะอยู่อย่างปลอดภัยแน่นอน”
“องค์ชายสามเป็นองค์ชายที่ห่วงใยบ้านเมืองและปวงประชาจริง ๆ เพคะ!” เฉินเหมียวเหมี่ยวยิ้มหวานหยดย้อย ก่อนจะคำนับฉู่ชิงอวิ๋นอย่างนอบน้อม “วันหน้าหากผลผลิตในเรือกสวนไร่นาออกแล้ว หม่อมฉันจะเชิญองค์ชายสามมาเสวยแน่นอนเพคะ”
ฉู่ชิงอวิ๋นไม่เคยเจอคนที่ไร้ยางอายเช่นนี้มาก่อน เขาคลึงหว่างคิ้วเล็กน้อย พลางเอ่ย “...เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณคุณหนูเหมียวเหมี่ยวแล้ว”
“ไม่ต้องเกรงใจเพคะ”
เมื่อเห็นฉู่ชิงอวิ๋นเตรียมของขวัญขอบคุณให้แก่เฉินเหมียวเหมี่ยว คนอื่น ๆ ที่ได้รับของจากนาง ย่อมไม่สามารถนิ่งดูดายได้อีก
ผู้อาวุโสนิกายเทียนเอี้ยนจึงเอ่ยขึ้นเป็นคนแรก “สหายน้อย ยังขาดเหลือสิ่งใดอีกหรือไม่?”
เฉินเหมียวเหมี่ยวเงยหน้าขึ้นมองเขา คนผู้นี้เป็นบุรุษที่สวมชุดสีขาวราวกับนักพรตเต๋า อายุราวห้าสิบปี แววตามีความเย่อหยิ่งอย่างเห็นได้ชัด แค่มองแวบแรกก็ดูน่ารำคาญอย่างมาก แต่คิดไม่ถึงว่าจะเป็นคนเอ่ยปากมอบของตอบแทนให้นางด้วยตัวเอง
ดังนั้นเฉินเหมียวเหมี่ยวจึงไม่ปฏิเสธใด ๆ นางนับนิ้วสักพักก่อนจะเอ่ยตอบ “ขาดเจ้าค่ะ ข้าอยากปลูกผัก ยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง พวกเมล็ดพันธุ์ ไก่ เป็ด หมู วัว อะไรพวกนี้ล้วนขาดอยู่เจ้าค่ะ ผู้อาวุโส ท่านมอบอะไรให้ข้าก็ได้เจ้าค่ะ ข้าจะได้สร้างเรือกสวนไร่นาของตัวเองได้เร็วขึ้นเจ้าค่ะ”
ผู้อาวุโสนิกายเทียนเอี้ยนพยักหน้าให้ “ไม่มีปัญหา รอเจ้าได้ที่ดินแล้ว ข้าจะสั่งคนเอาเมล็ดพันธุ์มาให้” เคล็ดหลอมโอสถของนิกายเทียนเอี้ยนเป็นอันดับหนึ่งในดินแดนตงโจว ในนั้นมีพืชวิญญาณหายากมากมาย ส่งมาให้เด็กคนนี้สักหน่อยก็พอแล้ว
ผู้เฒ่าของนิกายเทียนเอี้ยนเอ่ยปากแล้ว ผู้อาวุโสของนิกายอื่น ๆ ย่อมไม่อาจน้อยหน้าได้
ผู้อาวุโสนิกายดาวเหนือเอ่ยขึ้น “อืม นิกายดาวเหนือจะเตรียมเครื่องมือที่จำเป็นในการเพาะปลูกให้เจ้าก็แล้วกัน”
ผู้อาวุโสนิกายวั่นฟ่าเอ่ยต่อ “อืม นิกายวั่นฟ่าของข้าชำนาญในเรื่องการทำยันต์ ข้าจะทำค่ายกลรวมวิญญาณที่คนธรรมดาก็สามารถใช้ได้ให้เจ้า จะได้ช่วยให้พืชผลของเจ้าอุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น”
ผู้อาวุโสนิกายอวี่โซ่วก็ไม่น้อยหน้า “ในนิกายควบคุมอสูรของข้า มีอสูรมารเกิดใหม่หลายตัวพอดี ข้าจะเลือกและส่งมาให้เจ้า”
ผู้อาวุโสนิกายเทียนจี “...”
บัดซบ นิกายเทียนจีเก่งในเรื่องการสร้างค่ายกล เขาจะมอบอะไรให้ได้ล่ะเนี่ย?
“อะแฮ่ม...ข้าจะเลือกของขวัญที่เหมาะกับเจ้าให้”
“อืม ข้าด้วย...”
“พวกเราก็เหมือนกัน”
เฉินเหมียวเหมี่ยวยิ้มจนตาหยิบหยี ก่อนจะเอ่ยขอบคุณทุกคนอย่างจริงใจ ในใจก็ตะร้องโกนอย่างมีความสุข
ความหวังที่จะทำเกษตรกรรมมาตลอดชีวิต ในที่สุดก็จะเป็นจริงแล้ว!!!