อุทยานหลวง เมืองหลวง
ใกล้ริมทะเลสาบที่มีต้นไม้เขียวขจีห้อมล้อม เหล่านางกำนัลหลายนางกำลังช่วยกันตัดดอกไม้ภายในอุทยาน ตรงกลางปรากฏร่างของกงอวี้หลินซึ่งสวมใส่อาภรณ์งดงามหรูหรานั่งเหม่อมองไปยังผืนน้ำในทะเลสาบโดยมีนางกำนัลสี่คนยืนปรนนิบัติอยู่ข้างๆ ห้อมล้อมนางเอาไว้
หลังจากกงอวี้หลินถูกรับตัวเข้ามาเป็สนมชั้นผินนานกว่าครึ่งปี ในที่สุดข่าวดีที่ทำให้บรรดาสาวงามในวังหลังต้องอิจฉาตาร้อนกันจนอกแทบะเินั่นก็คือ พระสนมกงกำลังทรงพระครรภ์!!
ฮ่องเต้ยกนางขึ้นสู่ตำแหน่งกุ้ยเฟยโดยที่ยังไม่รู้ว่าทารกในครรภ์จะเป็หญิงหรือชายด้วยซ้ำ! เื่นี้คนตาบอดยังรู้ชัด ถึงความโปรดปรานของเฉินจู่เหวินที่มีต่อพระสนมกงผู้นี้ว่ามีไม่น้อยเลยทีเดียว
เฉินจู่เหวินเดินตามกงอวี้หลินมาที่อุทยาน เขาหยุดมองภาพตรงหน้าอย่างเหม่อลอยไปครู่หนึ่ง กงอวี้หลินเป็สตรีร่างเล็ก แม้จะตั้งครรภ์ถึงสามเดือนแล้วนางก็เพียงดูอวบอิ่มขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย ผิวพรรณขาวนวลเนียนยามนี้แลดูเป็สีชมพูระเรื่อ พวงแก้มทั้งสองข้างแดงเปล่งปลั่งงดงามราวภาพฝัน แต่ทว่า..
“อวี้เอ๋อร์ เหตุใดเ้าจึงดูเศร้าสร้อยนัก ไม่สบายหรือไม่ ?” เฉินจู่เหวินรีบรุดเข้ามาประคองสนมรักด้วยความเป็ห่วงเป็ใย
“ฝ่าา หม่อมฉันสบายดีเพคะ เพียงแต่ว่า..”
“แต่อะไร? มีผู้ใดทำให้เ้าขุ่นเคืองใจเช่นนั้นหรือ!!” เฉินจู่เหวินชะงักนิ่งไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงและสีหน้าเปลี่ยนเป็ดุร้ายเพียงชั่วพริบตา
ั้แ่กงอวี้หลินตั้งครรภ์เขาก็ต้องวุ่นวายกับการปกป้องนางจากฮองเฮารวมทั้งสตรีคนอื่นๆ เพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ แม้ว่าตนจะสั่งการเด็ดขาดมิให้ผู้ใดเข้าใกล้นางโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วก็ตาม แต่เขาก็ไม่สามารถซุกซ่อนนางไว้ใต้ปีกได้ตลอดเวลา บางทีอาจมีคนขวัญกล้าฝ่าฝืนคำสั่งตน!
“มีคนกล้าขัดคำสั่งข้าเช่นนั้นหรือ? มันผู้นั้นเป็ใคร!! อวี้เอ๋อร์เ้าไม่ต้องกลัวผู้ใดทั้งสิ้น บอกข้ามาว่าใครสร้างปัญหาให้กับเ้า ข้าจะไปจัดการมันผู้นั้นเอง!!”
“ฝ่าา.. ไม่มีผู้ใดรังแกหม่อมฉันเพคะ หากพระองค์ยังคงพระทัยร้อนไม่ยอมคำฟังหม่อมฉันให้แน่ชัด เช่นนั้นก็อย่ามาที่ตำหนักนี้อีกเลย หม่อมฉันอยากพักผ่อนเงียบๆ เพคะ” ร่างเล็กใช้สองมือผลักแขนฮ่องเต้อย่างแง่งอน ส่งเสียงประท้วงแ่เบา
“เอาล่ะๆ ข้าไม่โมโห ไม่เสียงดังแล้ว ข้าจะเชื่อฟังเ้าทุกอย่าง แต่เ้าต้องบอกมาก่อนว่าเ้าทุกข์ใจเื่อันใด”
ดวงหน้างามหลบสายตาเป็ห่วงเป็ใยนั้นอย่างมีชั้นเชิง มือเล็กแสร้งบีบเข้าหากันแน่นแสดงถึงความลำบากใจพร้อมกับซุกร่างเข้าไปฝังอยู่ในอ้อมอกแกร่งของเฉินจู่เหวินอีกครั้ง
ครึ่งปีที่ผ่านมา นางได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้อย่างหาที่สุดไม่ได้ จากเดิมที่เคยอึดอัดคับข้องใจกลับกลายเป็หวั่นไหววาบหวามกับความอ่อนโยนที่เฉินจู่เหวินปรนเปรอให้นางเพียงผู้เดียวไม่เคยขาด
ยิ่งนางตั้งครรภ์เฉินจู่เหวินก็ยิ่งเอาอกเอาใจนางหนักข้อขึ้น หากนางชี้นกแล้วบอกว่าเป็ไม้ก็ไม่มีผู้ใดกล้าคิดเห็นเป็สิ่งอื่น ยามนี้นางจึงคิดว่าบางทีนางอาจเรียกร้องขอความเมตตาบางประการจากเฉินจู่เหวินได้!
“หมอหลวงกล่าวว่าสตรีตั้งครรภ์จิตใจจะหวั่นไหวไม่มั่นคงเพคะ หม่อมฉันอาจจะเผลอคิดอะไรไม่เข้าเื่ออกมาก็เท่านั้น เป็หม่อมฉันที่พลั้งปากเอ่ยสิ่งที่ไม่ควรเอ่ยให้ระคายหูพระองค์แล้ว”
“อวี้เอ๋อร์ เห็นเ้าเป็เช่นนี้จะให้ข้าทนนิ่งเฉยอยู่ได้อย่างไรกัน เอาอย่างนี้เ้าอยากกินอะไร ปรารถนาสิ่งใดข้าจะหามาให้เ้าทั้งหมดขอเพียงเ้าอย่าเศร้าโศกอีกเลย” ท่อนแขนแกร่งของฮ่องเต้โอบกระชับร่างหญิงสาวไว้แนบกายแน่นขึ้น
“มีเพียงตำแหน่งฮองเฮาเท่านั้นที่ข้ามิอาจมอบให้เ้า นอกนั้นเพียงเ้าเอ่ยปากข้าก็จะนำทุกอย่างมากองไว้แทบเท้าเ้าเอง”
กงอวี้หลินหลับตาพริ้มเปี่ยมสุขอยู่ในอ้อมกอดของบุรุษที่นางเคยชิงชังรังเกียจ ทุกวันนี้รอบกายนางมีแต่บรรยากาศอบอุ่นที่ทำให้หัวใจอุ่นอวลตามไปด้วยทุกขณะ เฉินจู่เหวินทำตามคำสัตย์ที่ให้ไว้กับน้องชายและบรรพบุรุษสกุลกงว่าเขาจะไม่ทำให้นางต้องเจ็บช้ำน้ำใจเด็ดขาด
“หม่อมฉันมิได้ปรารถนาอำนาจและบารมีใดๆ ขอเพียงแค่หม่อมฉันได้อยู่รับใช้ฝ่าาชั่วชีวิต เท่านี้หม่อมฉันก็มีความสุขเหลือเกินแล้วเพคะ”
“แล้วสิ่งใดที่กวนใจเ้าอยู่ในเวลานี้?” เฉินจู่เหวินยังไม่ยอมแพ้ เขารู้ดีว่าตามปกติกงอวี้หลินมักจะถนอมคำพูดดังทองคำ (ประหยัดคำพูด) ถึงนางจะไม่ยอมปริปากแต่ใบหน้าและแววตาของนางก็ยังแสดงออกถึงความทุกข์ใจอย่างเห็นได้ชัด
ร่างเล็กผละออกจากการกอดกุมของอีกฝ่าย ช้อนสายตามองปลายคางของเฉินจู่เหวินไม่กล้าสบตา
“หม่อมฉันได้ยินมาว่ายามนี้าที่เพิ่งจะจบไปไม่นานกำลังจะปะทุขึ้นมาอีกครั้งใช่หรือไม่เพคะ?”
ร่างใหญ่ชะงักงันหยุดหายใจไปชั่วครู่ก่อนจะระบายลมหายใจออกมายาวเหยียด
“ไม่ผิด ศัตรูมีการสมคบคิดกับกลุ่มชนเผ่าอิสระเพื่อต่อต้านแคว้นอู่เหลียงของเรา ข้าคิดอยู่แล้วเชียวว่าการที่ไม่ได้กำจัดพวกมันให้สิ้นซากไปั้แ่แรก ภายหลังมันจะหันมาแว้งกัดเราอีกครั้ง! ไม่คิดว่าเรายังไม่ทันลงมือพวกมันกลับตั้งตัวได้เร็วกว่า!”
“หม่อมฉันได้ยินมาว่าฝ่าาคิดจะออกไปสู้ศึกด้วยพระองค์เอง..” ดวงหน้างามพลันหันไปทางอื่น กะพริบตาถี่เร็วเพื่อขับไล่น้ำตาที่คลอเต็มสองหน่วย
เฉินจู่เหวินลอบกำหมัด ขบกรามแน่นเป็สันนูน เดิมทีแคว้นอู่เหลียงก็สูญเสียทหารกล้าจากาคราวก่อนไปไม่น้อย ยังไม่ทันเริ่มฝึกฝนเสริมสร้างกำลังพลใหม่าก็กลับปะทุขึ้นมาอีกครั้ง
กงโม่เหอแม่ทัพใหญ่ฝีมือดีก็ลาออกเพราะความเอาแต่ใจของตนไปอีกคน แคว้นจ้าวที่เคยส่งทหารมาช่วยสู้ศึกยามนี้ก็ทำเมินเฉย เพราะจากเดิมที่แคว้นอู่เหลียงตกลงว่าจะส่งองค์หญิงสิบสามไปกล่าวคำขอบคุณก็ผิดสัญญา กลับกลายเป็ว่าเขาต้องส่งน้องสาวอีกคนกับพระสวามีของนางไปเป็ตัวแทนกล่าวคำขอบคุณแก่แคว้นเฉิงเ้า
ส่วนเฉินเฉวียนอวี้น้องสาวที่ตนเอ็นดูมากที่สุดก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย จนบัดนี้ยังตามหาตัวไม่พบ
“ข้าจะออกนำทัพเองเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับไพร่พล เื่นี้เ้ายังไม่ต้องกังวลไปายังเพิ่งเริ่มต้นขึ้นมาใหม่ กองทัพแคว้นอู่เหลียงกำลังเร่งจัดการจบศึกให้เร็วที่สุด บางทีอาจจะไม่ต้องถึงมือข้าก็เป็ได้”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นสบตากับฮ่องเต้แน่วแน่ “หม่อมฉันหาได้ขลาดเขลาเพคะ บรรพบุรุษสกุลกงต่อสู้รับใช้แผ่นดินมาหลายชั่วอายุแล้ว หม่อมฉันภูมิใจเสียด้วยซ้ำ!”
“ที่แท้สนมรักของข้าก็มิได้เป็ห่วงข้าเช่นนั้นหรือ?” เฉินจู่เหวินแสร้งส่งสายตาดุดันไปให้อีกฝ่าย ในใจเปี่ยมล้นไปด้วยความพึงพอใจกับความคิดของสตรีอันเป็ที่รัก
“เช่นนั้นเ้าทุกข์ใจเื่ใดกันแน่”
“สิ่งที่หม่อมฉันควรทำคือสนับสนุนให้พระองค์ทำหน้าที่โดยมิต้องห่วงกังวลใดๆ แต่เป็เพราะหม่อมฉันกำลังตั้งครรภ์อยู่ แทนที่พระองค์จะได้ไปหารือเื่ราชกิจกลับต้องวนเวียนมาอยู่เป็เพื่อนหม่อมฉัน นี่ต่างหากที่หม่อมฉันไม่สบายใจเลยเพคะ”
เฉินจู่เหวินนิ่งเงียบไปอีกพักใหญ่เข้าใจความคิดของกงอวี้หลินทั้งหมด การหึงหวงของสตรีหาใช่เื่เล็ก โดยเฉพาะฮองเฮาและพระสนมอีกหลายคนล้วนมีสกุลเดิมซึ่งเป็ขุนนางใหญ่คอยหนุนหลังให้ท้าย แม้ตนจะแสดงออกว่าไม่ไว้หน้าผู้ใด แต่ตามจริงแล้วเขาก็ใคร่ครวญทุกครั้งก่อนจะลงมือเพื่อถ่วงดุลอำนาจภายในราชสำนักให้เหมาะสม
เมื่อตนไม่อยู่กงอวี้หลินจะอยู่ภายใต้การดูแลของฮองเฮา นางและทารกในครรภ์จึงยังไม่ปลอดภัย เพราะฮองเฮาให้ประสูติเพียงพระธิดายังไม่มีพระโอรส สนมคนอื่นๆ จึงถูกป้อนยาห้ามครรภ์เพื่อให้ฮองเฮาให้กำเนิดพระโอรสก่อน มีเพียงกงอวี้หลินเท่านั้นที่ได้รับสิทธิ์พิเศษจากตนแต่เพียงผู้เดียว
ส่วนกงโม่เหอน้องชายของนางยามนี้ก็สละตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ซุกซ่อนตัวอยู่ในเงามืดที่ไหนสักแห่ง กงอวี้หลินจึงนับได้ว่าโดดเดี่ยวเพียงลำพังอยู่ในเมืองหลวงโดยแท้
“ผู้ใดกล้าแตะต้องเ้าก็ลองดู!!” เฉินจู่เหวินสบถอย่างหัวเสีย
“ใช่ว่าเื่นี้ไม่มีทางออกเพคะ เพียงแต่..ฝ่าาจะเมตตาหม่อมฉันหรือไม่เท่านั้น”