บทที่ 5 ใ!
ไท่หย่งหนิงลากขาที่พิการของตน ก้มหน้าลงเงียบ ๆ
หยางลี่ฮวาทนไม่ได้ที่เห็นลูกชายเป็แบบนี้ รีบเอาลูกสาวคนเล็กที่กินอิ่มแล้วยัดใส่อ้อมแขนเขา
พอได้อุ้มน้องสาวที่นุ่มนิ่มหอมหวานเหมือนก้อนแป้ง ไท่หย่งหนิงก็ลืมความเศร้าหมองไปทันที
หลังจากกินข้าวเสร็จ ไท่จี้จู่ก็พาเด็กชายทั้งสามคนเตรียมออกเดินทาง
ไท่หย่งลู่และไท่หย่งเยว่เข้าไปหาน้องสาว ตบอกสัญญา
"น้องสาว รอพี่นะ พี่สามจะไปจับไก่ป่ามาให้เ้า!"
"แล้วก็กระต่ายด้วย พี่สี่จะไปจับมาให้เ้าทั้งรังเลย!"
หยางลี่ฮวาที่กำลังเก็บโต๊ะอยู่ ได้ยินคำพูดนี้ก็ยกมือตบหลังเด็กชายทั้งสองคนพลางกำชับว่า "ถึงพวกเ้าจะจับไก่ป่าหรือกระต่ายไม่ได้ก็ยังเป็พี่ชายของจูจูอยู่ดี!"
"เื่เมื่อวาน พวกเ้าทำผิดก็จริง แต่ตอนนี้จูจูฟื้นแล้ว แถมยังจับปลามาได้ด้วย ถือว่าได้ชดเชยความผิดแล้ว”
ไท่หย่งลู่และไท่หย่งเยว่รู้สึกละอายใจ พากันหดคอ ดวงตาแดง ๆ เล็กน้อย
พวกเขานึกว่าคนในบ้านไม่รู้เสียอีก
ตลอดทั้งวันทั้งคืนที่ทรมานด้วยความรู้สึกผิด และยังกังวลว่าน้องสาวจะกลับมาโง่อีกครั้ง มันทรมานยิ่งกว่าความตายเสียอีก
ที่แท้เมื่อวานพี่น้องทั้งสองคนรับหน้าที่ดูแลน้องสาว แต่เพราะรู้สึกเบื่อจึงพาน้องสาวออกไปเล่นข้างนอก ผลก็คือพวกเขาเกิดทะเลาะกับเด็กในหมู่บ้านเพราะเื่เล็กน้อย
หลังจากชกต่อยกันเสร็จ พอหันหลังกลับมาก็พบว่าน้องสาวถูกโก่วเซิ่งผลักล้มลงแล้ว
ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขามัวแต่ห่วงเล่น น้องสาวก็คงไม่าเ็!
ท่านผู้เฒ่าไท่หยิบกล้องยาสูบขึ้นมาเคาะหัวหลานชาย แล้วสรุปด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "รู้ว่าทำผิดต่อจูจู ต่อไปก็ให้ดีกับนางหน่อย ถ้ามีครั้งหน้าอีก ข้าจะหักขาพวกเ้า"
"ไม่แล้ว ท่านปู่ พวกเราไม่กล้าทำอีกแล้ว"
"ใช่ พวกเราไม่กล้าแล้ว!"
ไท่หย่งลู่และไท่หย่งเยว่รีบพยักหน้าหงึก ๆ แล้วรับปากเหมือนลูกไก่จิกข้าวสารอย่างรวดเร็ว
จูจูก้มลงตบมือเล็ก ๆ อวบ ๆ ของนางพลางหัวเราะคิกคัก ทั้งครอบครัวก็พลอยหัวเราะไปด้วย
แม้ว่าจะผ่านวันปีใหม่ไปแล้ว แต่ทางภาคเหนือยังคงห่างไกลจากฤดูใบไม้ผลิอีกมาก
หิมะที่ทับถมอยู่ทั้งในหมู่บ้านและนอกหมู่บ้านหนาเกินไป ไม่มีวี่แววว่าจะละลายเลยสักนิด
ไท่จี้จู่เดินนำหน้าเหยียบลงบนหิมะ ทิ้งรอยเท้าไว้ทีละก้าว หิมะละเอียดไหลเข้ารองเท้าอย่างรวดเร็ว แต่เขาก็ยังคงเดินหน้าอย่างมุ่งมั่น
ไท่หย่งอันและเด็กชายอีกสามคนเดินตามหลังมาอย่างใกล้ชิด พวกเขาเหยียบตามรอยเท้าที่มีอยู่แล้ว ทำให้ประหยัดแรงไปได้มาก
ลมพัดเข้ามาปะทะใบหน้า ทำให้ไม่มีใครกล้าพูดอะไร มิฉะนั้นหากปล่อยให้ลมเย็นเข้าไปเต็มท้อง ก็ไม่ใช่เื่เล่น ๆ แล้ว นอกจากจะต้องนอนอยู่บนเตียงอุ่นถึงครึ่งวัน ไม่เช่นนั้นก็เสี่ยงที่จะปวดท้องหรือเป็หวัดจากความหนาวเย็นได้
ไอสีขาวพุ่งออกจากปากของชายทั้งสี่คน ไอนั้นเกาะตัวบนขนตาและคิ้วอย่างรวดเร็วจนกลายเป็น้ำค้างแข็งสีขาว พอน้ำค้างแข็งละลายเล็กน้อยก็จะแข็งตัวกลายเป็เกล็ดน้ำแข็งอีกครั้ง
ความยากลำบากของดินแดนทางตอนเหนือเป็สิ่งที่ชาวใต้ไม่อาจจินตนาการได้เลย
ไม่แปลกที่ชาวเหนือจะมีนิสัยดุดัน หากพวกเขาอ่อนแอแม้เพียงเล็กน้อย ก็คงไม่อาจมีชีวิตรอดในการต่อสู้กับฟ้า กับแผ่นดิน กับพายุหิมะได้!
เพิ่งเดินมาถึงเชิงเขาด้านหลัง ไท่จี้จู่พลันเห็นชายชราคนหนึ่งกำลังตัดฟืนอยู่ อีกฝ่ายคงได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจึงหันหน้ามาแล้วยิ้มจนเห็นฟันเหลืองทั้งปาก
ไท่จี้จู่รีบทักทายทันที "ลุงใบ้ ที่บ้านไม่มีฟืนแล้วหรือ?"
ชายชราพยักหน้า ยกมือทำท่าโบกไม้โบกมือไปมาอยู่พักใหญ่ ดูท่าทางกระตือรือร้นมาก
ไท่จี้จู่พอจะเดาความหมายได้บ้าง จึงยิ้มพลางพูดว่า "ขอบคุณลุงใบ้ที่เป็ห่วง จูจูที่บ้านข้าดีขึ้นมากแล้ว”
"ข้าพาพวกเด็ก ๆ มา ลองดูว่าจะล่ากระต่ายหรือไก่ป่าได้บ้างไหม จะได้เอามาบำรุงร่างกายของจูจู"
ชายใบ้พยักหน้า ชี้ไปทางทิศเหนือของูเาพร้อมทำท่าทางประกอบอีกหลายครั้ง จากนั้นเขาก็แบกฟืนเดินจากไป เสื้อคลุมฟางเก่า ๆ ถูกลมพัดเปิดเผยให้เห็นแขนที่แดงก่ำเพราะความหนาวเย็น
ไท่จี้จู่เรียกเด็ก ๆ ให้เดินตามเขาไปทางทิศเหนือ "ลุงใบ้บอกว่าทางทิศเหนือมีรังนกเยอะที่สุด ให้พวกเราไปดูกันว่าจะหาไข่นกได้บ้างไหม"
ไท่หย่งอันกับเด็กคนอื่น ๆ ส่งเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจ แย่งกันวิ่งนำหน้า
ไท่หย่งลู่ยังไม่ลืมที่จะะโ "ซานผานจื่อบอกว่าได้กลิ่นเนื้อจากตัวลุงใบ้ ลุงใบ้ต้องแอบออกไปล่าสัตว์บ่อย ๆ แน่เลย เขารู้ดีที่สุดว่าที่ไหนมีของดี ๆ อยู่!"
"รีบไปกันเถอะ ข้าจะเอาไข่นกไปต้มให้น้องสาวกิน!"
ไท่จี้จู่ที่เดินตามหลังอยู่ ยิ้มเล็กน้อย ไม่ได้สนใจเื่นี้เท่าไร
ลุงใบ้ไม่ได้นามสกุลไท่ เขาเป็เพียงคนนอกที่หนีความอดอยากมาจากทางใต้เมื่อหลายปีก่อน
เขาพูดไม่ได้ แต่เต็มใจช่วยเหลืองานทุกอย่างที่บ้านไหนก็ตามและยังอารมณ์ดี ดังนั้นชาวบ้านจึงอนุญาตให้เขาอยู่อาศัยที่หมู่บ้านได้ อีกฝ่ายจึงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้
เมื่อลุงใบ้อายุมากขึ้นบางครั้งก็เข้าเมืองไปขอทาน การเดินทางไปกลับเป็ระยะทางหลายสิบลี้ ต้องใช้เวลาเดินสองสามวัน จะมีแรงหรือความสามารถไปล่าสัตว์ได้ที่ไหนกัน!?
ในหมู่บ้าน ทุกครอบครัวต่างก็มีชีวิตที่ลำบาก พวกเด็ก ๆ หิวจนเสียสติไปแล้ว เห็นใครก็เหมือนเนื้อ อยากจะกัดแทะสักคำสองคำ...
พ่อลูกทั้งสี่คนพยายามอย่างยากลำบากเพื่อเดินผ่านหิมะ กลิ้งไปคลานไปจนมาถึงทางเหนือของูเา ที่แห่งนี้มีป่าไม้หนาทึบมาก บนยอดไม้เองก็มีอยู่รังนกไม่น้อย
แต่ว่านกจะสร้างรัง วางไข่ และฟักไข่ในฤดูใบไม้ผลิ พอถึงฤดูใบไม้ร่วงก็พาลูกนกบินไปทางใต้กันหมดแล้ว ไม่น่าจะเหลือไข่สักฟองให้ลมเหนือได้แช่แข็งเล่นหรอก
เมื่อไท่จี้จู่มองไปรอบ ๆ พบว่าพื้นหิมะใต้ต้นไม้นั้นเรียบสะอาด ไม่มีแม้แต่รอยเท้าของสัตว์ตัวเล็ก ๆ สักรอย การตั้งกับดักล่าสัตว์คงไม่มีความหวังแล้ว
ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องลองหาไข่นกดูก่อน มิเช่นนั้นการเดินทางครั้งนี้ของพวกเขาก็สูญเปล่าแล้ว
ส่วนไท่หย่งลู่และไท่หย่งเยว่ ทั้งสองคนไม่ได้คิดอะไรมากมาย ต่างคนต่างกอดต้นไม้ไว้แล้วปีนขึ้นไป
น่าเสียดาย ทั้งสองไม่ได้กลับมาอะไรเลย
ไท่หย่งอันก็เลือกต้นไม้ต้นหนึ่งแล้วปีนขึ้นไป สุดท้ายก็เป็เหมือนน้องชายคนอื่น ๆ
ไท่จี้จู่ค้นหาเป็เวลานาน สุดท้ายก็เลือกต้นไม้ใหญ่ที่สุดริมหน้าผา บนต้นไม้มีรังนกอยู่สามรัง
เขาตัดสินใจถอดเสื้อคลุมตัวหนาออกให้ลูกชายถือไว้ จากนั้นก็คาบถุงผ้าไว้ในปากแล้วปีนขึ้นไป
ในที่สุด์ก็เมตตา ทั้งสามรังมีไข่นกอยู่ทุกรัง รวมกันแล้วมีมากถึงยี่สิบกว่าฟอง!
ใต้ต้นไม้ ไท่หย่งอัน ไท่หย่งลู่ และไท่หย่งเยว่ต่างจ้องมองท่านพ่อหรือท่านลุงเก็บไข่นก พวกเขาตื่นเต้นจนร้องเสียงดัง
ไท่จี้จู่ก็ยิ้มด้วยความดีใจ พลางะโว่า "เ้าตัวแสบทั้งหลาย อย่าส่งเสียงดัง ระวังจะเกิดเื่ รอข้าลงไป..."
ขณะที่กำลังพูดได้ครึ่งหนึ่งก็มีเกล็ดหิมะตกลงไปที่คอเสื้อคลุม ความเย็นทำให้เขาหดคอเข้าไปโดยอัตโนมัติ
ไท่จี้จู่รู้สึกถึงลมเย็นพัดผ่านท้ายทอย ยังไม่ทันได้ตั้งตัว กิ่งไม้ที่เขากำลังใช้พยุงตัวอยู่ก็หักลงมาทันที
เมื่อไม่มีอะไรให้ยึดเกาะ ไท่จี้จู่พลันร่วงลงมาจากต้นไม้ใหญ่ ตกลงไปที่หน้าผา!
"ท่านพ่อ!"
"ท่านลุง!"
สามหนุ่มน้อยใแทบสิ้นสติ พวกเขาทิ้งตัวลงที่ขอบหน้าผาและะโเสียงดังสุดชีวิต
โชคดีที่ไท่จี้จู่ถูกต้นไม้เล็ก ๆ ที่งอกออกมาจากขอบหน้าผาขวางไว้ถึงสองครั้ง สุดท้ายเขาตกลงไปอยู่บนพุ่มไม้หนาทึบ
ไท่หย่งอันและคนอื่น ๆ ดีใจจนทั้งร้องไห้ทั้งหัวเราะ พวกเขาไถลลงไปตามทางลาดหิมะด้านข้าง ทั้งกลิ้งทั้งคลานลงไป
ไท่จี้จู่ที่รอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิดใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะสงบสติอารมณ์ได้
เขาพลิกตัวลงจากพุ่มไม้ตกลงไปในหลุมหิมะ มือข้างหนึ่งกำถุงผ้าที่ใส่ไข่นกไว้ อีกมือหนึ่งยันตัว ก่อนจะหันหน้ามองขึ้นไปยังหน้าผา้าด้วยความใและสงสัย
ตอนนี้ เด็กทั้งสามคนก็ลงมาถึงแล้ว
"ท่านพ่อ ท่านเป็อะไรไหม? าเ็ที่ไหนหรือเปล่า?" ไท่หย่งอันประคองบิดาขึ้นมา สวมเสื้อคลุมตัวใหญ่ให้อีกฝ่าย
ไท่หย่งลู่ก็รับถุงผ้าส่งต่อให้ไท่หย่งเยว่
"พ่อไม่เป็ไรหรอก หน้าผาไม่ได้สูงมาก ไม่มีเป็อันตรายอะไร" ไท่จี้จู่กลัวลูก ๆ จะเป็ห่วง จึงลุกขึ้นปัดหิมะที่เกาะอยู่บนตัว
แต่ในใจเขายังมีความกังวล ไม่ว่าจะมองไปทางไหนทุ่งหิมะเงียบสงัดรอบตัวก็ดูไม่ชอบมาพากล เขาจึงรีบจัดการให้ทุกคนกลับบ้าน