‘ขอโทษที่ส่งเสียงไปรบกวนแต่ถ้าสนใจจะประสานด้วยกันก็เคาะประตูเรียกได้นะครับ’
“กรี๊ดๆ”
จารวียืนร้องกรี๊ดๆกระทืบเท้าเร้าๆแล้วเอื้อมมือไปฉีกกระดาษแผ่นนั้นออกมาจากบานประตู ขยำกระดาษทิ้งด้วยความโกรธแค้นแล้วรีบเดินไปไขกุญแจเข้าห้องตัวเอง ด้วยความโกรธและโมโหมือไม้สั่นจนกว่าจะไขกุญแจเปิดประตูก็หลายนาที มือเล็กผลักประตูเข้าไปแล้วก็ขว้างกระเป๋าสะพายของตัวเองลงบนเตียงด้วยความโมโห
“หน้าด้าน! เตือนกันดีๆยังไม่รู้ตัวมีหน้ามาชวนคนอื่นประสานเสียง ทุเรศที่สุด หน้าตาก็ดีไม่น่าบ้ากามเลย!!”
แล้วหญิงสาวก็เพิ่งนึกได้ว่าในกระเป๋าตัวเองมีโทรศัพท์มือถืออยู่รวมทั้งเอกสารที่ใช้สมัครงานอีก เธอต้องรีบไปหยิบกระเป๋าออกมาดู โชคดีที่โทรศัพท์มือถือไม่พังไปเสียก่อน ไม่คุ้มเลยที่ต้องมาโมโหเพราะคนอื่น
ร่างบางเอนตัวลงนอนบนเตียงนอนขนาด3.5ฟุตของตัวเอง จิตนาการไปถึงคนห้องข้างๆ เตียงมันเอ๊ย!เขาอยู่ติดผนังห้องเธอหรือเปล่านะ ควรบอกให้มันเอ๊ย เขาจัดห้องใหม่ดีใหม่ เสียงเตียงกระแทกผนังจะได้ไม่ดังมาห้องของเธอ แล้วห้องเธอก็ขยับย้ายเตียงไม่ได้แล้วด้วย ตั้งตู้เสื้อผ้า ตู้เย็น ชั้นหนังสือทุกอย่างมันลงตัวอยู่แล้ว จะว่าไปปัญหาจริงๆมันไม่ได้อยู่ที่ตัวเธอเสียหน่อย อยู่ที่ไอ้บ้าหื่นกามห้องข้างๆ ต่างหากล่ะ
เธอเอนตัวลงนอนบนเตียงอย่างเหนื่อยล้า ควรดีใจที่น้องชายโทรศัพท์มาบอกว่าตัวเองได้ทุนไปเรียนซัมเมอร์ที่ญี่ปุ่นสามเดือน แต่เสียงของแม่พูดแทรกเข้ามา
“พี่ชายกับพี่สาวก็ได้เป็ครูบาอาจารย์มีคนนับหน้าถือตาน้องก็ได้ทุนไปเรียนซัมเมอร์ เหลือแต่ลูกคนกลางที่ไม่เอาไหนเสียเลยเรียนจบมาก็ได้ทำงานแค่ในร้านซักอบรีด”
ทำไมถึงอคติกันจัง ทำงานสุจริตมีเงินเลี้ยงตัวเองได้ก็น่าจะพอแล้ว ต้องเป็งานที่มีหน้ามีตาในสังคมด้วยหรือไง พี่ชายกับพี่สาวของเธอ ถึงจะทำงานดีมีฐานะแต่หนี้สินก็มากมายนัก พ่อกับแม่ยังต้องแอบๆช่วยเื่ค่าใช้จ่ายในบางเดือน น้องชายคนเล็กก็ไม่มีอะไรหรอกเขาก็แค่เด็กวัยรุ่น สนุกสนานกับชีวิตที่เธอเข้าใจ น้องชายกับเธอไม่มีปัญหาอะไรกันหรอก สิ่งที่เขาชอบและสนใจก็เป็ไปตามวัย อาจจะเป็พ่อกับแม่ที่ยุยง เอ๊ย! ส่งเสริม ก็เลยทำให้น้องชายได้ก้าวหน้า
“ผมไปค้างกับพี่สักคืนสองคืนได้ไหม”
“แจ็คมีอะไรหรือเปล่า”
“เปล่าพี่ผมมีติวภาษาก่อนเดินทางไง มันเลิกดึกอ่ะ”
“ได้ซิถ้าพ่อกับแม่ไม่ว่าอะไร พี่ก็ไม่มีปัญหา”
“ได้พี่ขอบคุณหลายๆ นะครับ”
หญิงสาวนึกถึงบทสนทนาที่คุยกับน้องชายเมื่อตอนบ่าย น้องชายจะแวะมาค้างด้วย น้องก็คงเบื่อๆบ้านเหมือนที่เธอเป็นั้นแหละ จัดห้องเสียหน่อยก็ปูที่นอนปิกนิคให้น้องชายนอนพื้นได้แล้ว แต่ปัญหามันอยู่ที่ห้องข้างๆนี่ซิ ถ้าเขาทำเสียงดังอีกเธอจะมองหน้าน้องชายยังไงกัน เดี๋ยวเอาไปฟ้องพ่อกับแม่ว่าเธออยากออกมาอยู่ข้างนอกเพราะได้ยินเสียงครางซี๊ดซ๊าดนะซิ จารวีไม่มีเวลาคิดมาก เธอจัดห้องปัดกวาดเตรียมให้น้องชายได้พัก ถ้าปัญหามันเกิดเมื่อไหร่ค่อยว่ากัน
เมื่อถึงเวลาเกือบสองทุ่มครึ่ง จามรน้องชายวัยมัธยมก็เดินสะพายกระเป๋าตัวเองมาหาเขาเคยมาที่ตึกนี่สามหรือสี่ครั้งแล้ว จึงจำทางได้ไม่ได้ให้พี่สาวออกไปรับ จารวีรออยู่หน้าตึกอยู่แล้ว
“หิวไหมกินอะไรมาหรือยัง”
“หิวพี่แถวนี้มีอะไรกินไหมฮะ”
“พี่ว่าจะไปกินจิ้มจุ่มล่ะ ร้านไม่ไกลเดินไปก็ถึง”
“ดีเลยพี่ผมอยากกินตับลวก”
“ได้ๆกินบำรุงเลย พี่เลี้ยงเอง แต่พี่ขอพาป้าอมรกับน้องอรไปด้วยนะ”
“ใครเหรอครับ”
“ป้าอมรกับหลานนะชื่อน้องอร ช่วยงานในร้านซักรีด พี่ว่าจะชวนไปหาอะไรกินพร้อมกัน”
“อ้อๆเอาซิพี่จ๋า ไปกินหลายๆคนสนุกดี”
จารวีพยักหน้าแล้วหมุนตัวเดินไปเรียกป้าอมรกับอรอุมา ทั้งสองกำลังปิดร้านอยู่พอดี
“ไปกินจิ้มจุ่มกันค่ะ” จารวีชวน
“มีอะไรพิเศษหรือเปล่าคะ” ป้าอมรถาม
“โอ๊ย! ก็อยากกินไงคะ” จารวีหัวเราะคิกคักแล้วแนะนำน้องชายให้รู้จัก
“นี่จามรค่ะเรียกแจ็คก็ได้ น้องชายจ๋าเอง”
“สวัสดีครับ”
“ต๊ายพี่ก็น่ารัก น้องก็หล่อ สงสัยหน้าตาดีกันทั้งบ้าน”
สองพี่น้องมองหน้ากันแล้วหัวเราะแก้เขิน ทั้งหมดเดินไปปากซอยซึ่งห่างไปประมาณสามสิบเมตร ร้านจิ้มจุ่มริมทางแต่ร้านหน้านั่ง สะอาดและสบาย ทั้งสี่นั่งลงแล้วสั่งเมนูที่ตัวเองชอบ จามรเห็นอรอุมาไม่ค่อยพูดก็เลยช่วยลวกตับ หมู ใส่จานให้เด็กสาว
จารวีมองน้องชายแล้วอมยิ้ม ถึงจะเป็น้องชายซนๆ ปากร้ายกับพี่สาวอย่างเธอแต่เมื่ออยู่กับคนอื่นเขาก็มีความเป็สุภาพบุรุษอยู่บ้าง เมื่อเห็นว่าน้องชายแสดงความมีน้ำใจก็อดมองด้วยสายตาชื่นชมไม่ได้ น้องชายแอบเขินสายตาของพี่สาวจึงก้มหน้าก้มตากินของตัวเองไป
“ได้ทุนไปญี่ปุ่นเลยหรือเนี้ยเก่งจังค่ะ” ป้าอมรชมอย่างจริงใจ
“ไปแค่สามเดือนเองครับ” เขาพูดอย่างเขินๆ
“ญี่ปุ่นมีอะไรดีน๊าพี่จะได้ฝากซื้อมั้ง”
“นั้นซิๆเค้าว่าเครื่องสำอางของญี่ปุ่นดีๆทั้งนั้น แบบซองๆที่ป้าเคยเห็นขายที่ตลาดนัด”
“ป้าคะ! พวกนั้นมันมาจากเกาหลีแล้วอีกอย่างคุณแจ็คไปเรียน ไม่ได้ไปเที่ยวจะมีเวลาซื้อของให้หรือคะ”
“อุ้ย! ป้าลืมไป ขอโทษที คนแก่ก็อย่างนี้แหละอย่าถือสาเลยนะ”
“ไม่หรอกครับป้าอมรกับน้องอรอยากได้อะไรก็จดฝากพี่จ๋าไว้ก็ได้ ถ้าผมเจอจะได้ซื้อมาให้”
“อย่าลืมของพี่ด้วยนะ”
“ครับๆ”
ทั้งสี่กินจิ้มจุ่มอย่างอร่อยเสร็จแล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน จามรกับจารวีกลับมาที่อพาร์เม้นต์ เธออดมองห้องข้างๆไม่ได้ แต่ทุกอย่างเงียบสนิทไม่รู้ว่าเ้าของห้องกลับมาหรือยัง
“มีอะไรหรือเปล่าพี่จ๋า”
“ไม่มีอะไรเข้าห้องมาก่อนเถอะ”
พี่สาวเปิดประตูให้น้องชาย เขามองรอบๆอย่างสำรวจ แน่นอนว่าคนเคยอยู่แต่ในบ้านมาอยู่ห้องเช่าแบบนี้ก็รู้สึกว่าห้องมันคับแคบมาก แต่พี่สาวก็จัดห้องได้ลงตัวมีที่ให้เขานอนสบายๆแม้จะนอนพื้นก็ตาม
“อยากออกมาอยู่ข้างนอกแบบพี่จ๋าบ้างจัง”
“แหมพูดจริงหรือประชดยะ”
“จริงนะพี่จ๋าอยู่บ้านบ้างทีมันก็กดดันอ่ะ” น้องชายพูดตรงไปตรงมา
“มันก็อย่างนั้นแหละพ่อแม่เค้ารักเรานี่”
“พี่จ๋าก็กดดันเหมือนกันนั้นแหละ” น้องชายพูดอย่างรู้ทัน “ได้ออกมาอยู่แบบนี้ก็ดีนะพี่จ๋าจะได้ไม่เครียด”
“รู้เหรอว่าพี่เครียด” จารวีถามอย่างแปลกใจ
“แล้วพี่ไม่คิดว่าผมเครียดบ้างเหรอ” น้องชายยักไหล่“เห็นผมเฮฮาบ้าบอแบบนี้ก็เครียดเป็นะคร๊าบบบบ”
สองพี่น้องหัวเราะกันออกมา นานแล้วที่จารวีไม่ได้คุยกับจามรแบบนี้ เธอผลักศีรษะน้องชายเบาๆ แล้วชี้ไปทางห้องน้ำ
“ไปอาบน้ำก่อนเหม็นกลิ่นจิ้มจุ่ม”
“ได้ครับคุณพี่สาว”
จามรพูดแล้วเปิดเป้ตัวเองหยิบเสื้อยืดกับกางกางขาสั้นออกมาแล้วก็เดินเข้าไปในห้องอาบน้ำ จารวียิ้มให้น้องชายจริงๆเธอก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับพี่ๆน้องๆในครอบครัวหรอก แต่เพราะ “กดดัน”จากพ่อกับแม่ทำให้เธอไม่ค่อยสนิทสนมกับพี่น้องคนไหนเป็พิเศษ และดูเหมือนพี่น้องคนอื่นก็เป็เหมือนกัน เพราะ้าเป็ “ลูกรัก” ของพ่อกับแม่ทำให้ต่างคนต่างพยายามที่จะ “ดีที่สุด” แต่ยิ่งทำเท่าไหร่ก็เหมือนยังไม่พอ ขนาดพี่ชายคนโตมีครอบครัวแล้ว พ่อกับแม่ยังคาดหวังให้มี“ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ” อยู่เลย
จารวีพักเื่ครอบครัวแล้วเดินไปที่ระเบียงเล็กๆของห้องพัก เธอแอบชะโงกหน้ามองห้องข้างๆ มีเพียงความมืดมิดไร้แววเ้าของห้อง คาดว่าเ้าของห้องจะยังไม่กลับหรือไม่ก็ ...
“อายจนไม่กล้ากลับห้องหรือเปล่านะ”
เธอพึมพำเหมือนจะเป็ห่วงแต่พอนึกถึงข้อความที่เขาเขียนทิ้งไว้ในกระดาษ หญิงสาวก็ทำท่าขนลุก เป็จังหวะที่ได้ยินน้องชายออกจากห้องอาบน้ำแล้ว
“พี่จ๋าที่นี่มีรหัสwi-fiให้ใช้ฟรีไหม”
“มันใช้ได้แค่ห้องละรหัสนะเอาโน้ตบุ๊คพี่ไปใช้ก่อนก็ได้นี่”
“โอเคงั้นผมขอยืมโน้ตบุ๊คพี่ก่อนแล้วกัน” เด็กหนุ่มพูดขึ้น
จารวีเดินกลับมาแล้วเปิดโน้ตบุ๊คให้น้องชาย ตัวเองก็เข้าไปอาบน้ำจัดการตัวเองบ้างไม่นานก็ออกมาพร้อมกับชุดพร้อมนอนเรียบร้อย เห็นน้องชายกำลังอ่านอะไรสักอย่างดูเคร่งเครียดก็อดถามไม่ได้
“มีอะไรหรือเปล่า”
“อ้อ! เปล่าฮะ พอดีอ่านรายละเอียดที่จะไปญี่ปุ่น”
“ดีจังได้ไปต่างประเทศ พี่ยังไม่เคยออกไปไหนไกลๆเสียที”
“ผมก็ไม่รู้ว่าจะได้ไปไหนบ้างหรือจะได้อยู่แค่ในโรงเรียนกับหอพักก็ไม่รู้” เขาทำหน้ายุ่ง
“แหม! ไปเรียนนะจ๊ะยังไงคงได้ออกไปเปิดหูเปิดตาบ้างล่ะ”
“แต่พี่จ๋า...ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองชอบด้านดนตรีจริงๆหรือเปล่า”
จารวีมองหน้าน้องชายที่ทำหน้าเครียด เธอถอนหายใจเบาๆแล้วตบไหล่น้องชายให้กำลังใจ
“ไหนเป็อะไรว่ามาซิ”
จามรยักไหล่ก่อนจะตัดสินใจเล่าออกมาอย่างหมดเปลือก
“ผมก็ชอบดนตรีนะเล่นกีต้าร์ก็เพราะอยากโชว์หญิง พอเล่นอัดคลิปลงยูทูปมีคนเข้ามาดูเยอะเข้ามันก็ได้ใจไง หันเล่นหันร้องไปเรื่อยจนไปประกวดได้ทุนนั้นแหละพี่ แต่เหมือนพ่อกับแม่จะคาดหวังว่าผมต้องไปสอบเรียนคณะดุริยางค์ฯ จริงๆ ผมยังไม่มั่นใจเลยว่าชอบด้านนี้จริงๆหรือแค่สนุกๆเท่านั้น”
“พี่เข้าใจนะแต่แจ็คก็ยังดีกว่าพี่ที่ยังได้ลองทำอะไรหลายๆอย่าง พี่ซิ ไม่รู้ว่าตัวเองถนัดอะไรหรือชอบอะไรเป็พิเศษพ่อแม่ถีบส่งให้เรียนคณะบริหารเพราะจะได้หางานง่ายๆพี่ก็ทำตามโดยไม่คิดว่าตัวเองอยากจะลองทำอะไรใหม่ๆเลย”
เป็พี่เป็น้องกันมาั้แ่เกิดเพิ่งจะได้คุยแบบเปิดอกกันครั้งแรก คงแบบนี้ละมั้ง น้องชายถึงอยากมาค้างคืนด้วยเพราะเครียดเื่ที่บ้านนี่เอง
“แล้วผมจะเอาไงดีละพี่จ๋า”
“ก็อยากที่บอกแจ็คมีโอกาสแล้วก็ลองใช้โอกาสที่คนอื่นไม่มีดูซิ ไหนๆ ได้ไปถึงญี่ปุ่น ถ้าไม่ชอบ หรือรู้สึกว่าไม่ใช่กลับมาบ้านก็ลองตัดสินใจดูว่าเรามีอย่างอื่นที่ชอบมากกว่านี้หรือเปล่า”
“แล้วพ่อกับแม่ละฮะพี่”
“ถ้าทางเลือกใหม่ของแจ็คน่าสนใจ พ่อกับแม่ก็คงไม่ว่าอะไรหรอก” พี่สาวให้กำลังใจน้องชาย
จามรพยักหน้ารับอย่างไรเขาก็อยากไปญี่ปุ่น เขาไม่เคยไปต่างประเทศเลยถือว่าได้เปิดหูเปิดตาอย่างที่พี่สาวบอกนั้นแหละ แล้วเด็กหนุ่มก็เปิดเวบไซต์ขึ้นแล้วเรียกให้พี่สาวมาดู
“มีอะไรเหรอเวบโป๊พี่ไม่ดูนะ”
“บ้าซิพี่ของแบบนั้นเค้าดูกับแฟนหรอก”
“ต๊าย ตายตัวแค่นี้มีแฟนแล้วเหรอ อย่าบอกนะว่าเราเสียพรหมจรรย์ไปแล้ว”
“พี่จ๋านี่ทะลึ่งจัง” น้องชายทำเสียงดุ “ผมจะให้พี่ดูนี่เขาแนะนำเื่ธุรกิจซักอบรีดต่างหาก”
“ทำไมเหรอ” จารวีชะโงกหน้ามาดูที่หน้าจอโน้ตบุ๊ค
“ก็ดูซิ รวยเป็ล้านด้วยธุรกิจซักอบรีด” น้องชายอ่านให้ฟัง
“ทำไมล่ะ”จารวียังงงอยู่
“โธ่! แจ็ครู้นะพี่จ๋า พ่อกับแม่กดดันพี่จ๋าหาว่าทำงานไม่มีหน้ามีตาใช่ไหม ไหนๆก็ไหนๆ พี่จ๋าไม่ลองจริงจังไปเลยล่ะ”
“แต่นี่มันร้านของพี่สุพี่จะไปทำอะไรมากไม่ได้หรอก” จารวีบอก
“ผมรู้แล้วแต่ผมคิดว่าถ้าพี่จ๋าจะเอาดีด้านนี้ พี่จ๋าทำได้อยู่แล้ว อย่างพี่จ๋านะเื่ความอดทนเป็เลิศกว่าทุกคนในบ้านอยู่แล้ว ที่พี่จ๋าออกจากงานเก่าต้องมีอะไรแน่ๆเลย”
“รู้ด้วยเหรอ”
พี่สาวหันมามองหน้าอย่างไม่เชื่อเพราะนอกจากพี่สุมาลี พี่สาวข้างบ้านแล้วก็ยังไม่ได้เล่าเื่นี้ให้ใครฟังและก็เชื่อว่าพี่สุมาลีคงไม่เล่าเื่นี้ให้ใครฟังแน่ๆ เพราะถ้าพ่อกับแม่รู้ เธอคงไม่ได้ใช้ชีวิตสงบสุขอย่างนี้หรอกคงรีบให้เธอฟ้องร้องเรียกอะไรต่อมิอะไรไปแล้ว หรือได้ออกข่าวช่องใดช่องหนึ่งไปนานแล้วล่ะ
“เดี๋ยวนี้ใครๆเค้าก็คิดเื่มีธุรกิจส่วนตัวแล้วนะพี่ พี่เชียร์พี่จ๋าเลยนะถ้าพี่อยากทำเวบไซต์หรือโฮมเพจประชาสัมพันธ์ร้านละก็...ผมช่วยได้เต็มที่เลยล่ะ”
เพราะนอกจากจะเก่งด้านดนตรีแล้ว จามรยังชอบเื่โปรแกรมคอมพิวเตอร์อีกด้วย
“ก็น่าสนใจนะ”
“น่าสนใจมาก” น้องชายเน้นย้ำ“เดี๋ยวนี้เค้าไม่รอลูกค้ามาหาแล้วนะพี่ เราต้องไปหาลูกค้ามีบริการไปรับผ้าที่บ้านแล้วบริการส่งถึงที่ด้วยแถมยังมีไลน์มีเฟซบุ๊คให้ลูกค้าติดต่อได้สะดวกขึ้นนะพี่จ๋า”
หญิงสาวเริ่มคิดตามน้องชาย จริงๆ ก็ได้ยินพี่สุมาลีบ่นเหนื่อยอยากพักแต่เป็ห่วงป้าอมรกับอรอุมาถ้าเลิกกิจการไปทั้งสองก็จะตกงาน เธออาจไม่มีเงินทุนมาเซ็งกิจการต่อหากแต่ถ้าจะขอปรับปรุงระบบการทำงานของร้านให้ทันสมัยมากขึ้นอย่างน้อยเธอก็จะมีเงินเดือนและการงานที่มั่งคงไปอีกนานเลยล่ะ
“ลองดูก็ไม่เสียหายอะไรนี่นะ”
“ใช่ไหมละอย่างที่พี่จ๋าบอกผมไง ผมเองก็จะลองไปเรียนด้านดนตรีดูถ้ามันไม่ใช่ค่อยหาทางใหม่ที่ใช่กว่าเดิม”
สองพี่น้องมองหน้ากันก่อนจะหัวเราะออกมา เหมือนจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ ทั้งสองอยู่คุยกันกันเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้
แต่ที่แน่ๆคืนนี้ไม่มีเสียงดังมาจากข้างห้อง ทำให้เธอหลับสบายกว่าหลายคืนที่ผ่านมา