หลังจากที่อวิ๋นอี้ปฏิเสธข้อเสนอของซูเมี่ยวเออร์นางก็กลับไปที่ห้อง คิดมากจนนั่งนิ่งมิได้ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าควบคุมอารมณ์ไม่อยู่
เรือนด้านหน้าครึกครื้นมากเรือนด้านหลังเงียบเชียบเกินจะเปรียบเปรย
บุรุษของนางกำลังแต่งงาน ในใจก็ยังคงรู้สึกแย่แม้แต่อาหารเที่ยงที่เซียงเหอเอามาให้ ก็ทานไม่ลง
ไม่นานก็ทนไม่ไหวกับคำวิงวอนของเซียงเหอนางจึงทานไปสองคำ
เด็กสาวรู้ความไม่สบายใจของนางจึงเป็นห่วงสุขภาพของนาง อวิ๋นอี้จึงพยายามทานให้นางเห็น
ทานเสร็จ อารมณ์โกรธก็ลดลงเล็กน้อยนางรู้สึกเหนื่อยจึงนอนลงบนเตียง
ไม่คิดเลยว่าจะต้องอยู่ในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่น
หากไม่ใช่เพราะเสียงของหรงซิว ที่นางคุ้นเคยมากนางคงไม่สนใจแล้วอยู่กับโจวกง [1] ต่อ
ร่างของบุรุษชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ข้างหลังเขามีแสงสีส้มแดง ใบหน้าของเขาอยู่ใกล้แค่เอื้อมดวงตาสีเข้มลึกของเขานำความเย็นเล็กน้อยมาสู่ฤดูร้อน
อวิ๋นอี้บอกมิได้ว่าตอนนี้นางอยู่ในความฝันหรือความจริง
“เสร็จแล้วหรือเพคะ?” นางเอ่ยปาก น้ำเสียงเย็นชาเล็กน้อย เข้าหูฟังดูเหนื่อยล้า
หรงซิวมีท่าทีเคลื่อนไหวเขานั่งลงและเอามือทั้งสองข้างกุมใบหน้านางตอนนี้อวิ๋นอี้มั่นใจได้แล้วว่ามันเป็นเรื่องจริงไม่ใช่ความฝัน
ผิวของบุรุษหนุ่มที่เย็น สัมผัสใบหน้าของนางทำให้นางโหยหา จึงยื่นหน้าซบเข้าไปอยู่ในมือของเขา ก็ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆของเขา ถามเอ็ดอย่างเอ็นดู “เมื่อเที่ยงมิได้ทานข้าวหรือ?”
“มิได้ทานเพคะ” นางพูดแววตางดงามของนาง มองจ้องไปที่ใบหน้าของเขา “ฝ่าบาทมิได้อยู่ด้วย ข้าไม่อยากทาน”
“ตอนนี้ข้าอยู่ด้วยแล้ว จะทานหน่อยหรือไม่?”มิได้รอให้อวิ๋นอี้ตอบ เขาก็พูดต่อ“ข้าให้เซียงเหอไปเตรียมเป็ดย่างที่เจ้าชอบแล้ว มีปลาเปรี้ยวหวานด้วยตอนนี้ข้าอุ้มเจ้าขึ้นมาล้างหน้าหน่อย ดีหรือไม่?”
โดนเขาล่อเช่นนี้ท้องที่ไม่รักดีของนางก็หิวขึ้นมา
อวิ๋นอี้ปัดมือไปที่หน้าร่างของเขา มุ่ยปากพูด“เพคะ ฝ่าบาทไปรอข้างนอกก่อนเถิดเพคะ”
“มิต้องให้ข้าปรนนิบัติเจ้าหรือ?”เขาพูดติดตลกและขยิบตาให้นาง
อวิ๋นอี้กลอกตาขาวแล้วพูดว่า"ข้าไม่กล้ารบกวนฝ่าบาทหรอกเพคะ วันนี้เป็นวันสำคัญของฝ่าบาทข้าจะกล้ารบกวนฝ่าบาทได้อย่างไรเพคะ!”
ฮึ่ม!
สตรีคนนี้นี่!
กาใดน้ำไม่เดือด หยิบกานั้น! [2]
หรงซิวถูกนางกระตุ้นจนอารมณ์ขึ้นจึงเดินไปอุ้มสาวน้อยขึ้นมา อวิ๋นอี้มองเขาอย่างงุนงง ถามอย่างไม่เข้าใจว่า"ฝ่าบาทจะทำกระไรเพคะ!"
เขาสูดหายใจเข้า วางนางลงบนเตียงอีกครั้งแล้วพูดด้วยน้ำเสียงชายชาตรีว่า "นั่งดีๆวันนี้ข้าจะปรนนิบัติเจ้าจริงๆ"
"บ้าหรือเพคะ? ” อวิ๋นอี้ว่าเขา
หรงซิวไม่ฟังเลย เขาบอกให้สตรีรับใช้เอาน้ำร้อนมาชุบผ้าขนหนูแล้วบิดหมาดๆ หยิบผ้าร้อนๆ มาเช็ดให้นาง
อวิ๋นอี้บอกว่าจะทำเอง ทว่าถูกเขาชูผ้าขึ้นปฏิเสธ
บุรุษหนุ่มร่างสูง ขาแขนยาว ปฏิเสธนางได้สำเร็จทำให้นางกระโดดบนกระโจนล่างจนหมดแรง สุดท้ายก็ต้องกอดเอวเขาไว้ เอนตัวไปข้างหน้าและจูบที่แนบแน่นก็สัมผัสลงมา
“อู้...”
น้องเพิ่งตื่น หน้าก็ยังมิได้ล้าง!
หรงซิวจูบอย่างเอาจริงเอาจังหยุดอยู่ที่ริมฝีปากของนาง บดขยี้ซ้ำๆ จนกระทั่งนางอ้อนวอนเขาถึงได้เว้นระยะห่างออกมาแบบยังไม่หนำใจ
“ยังจะโวยวายอยู่อีกหรือไม่?”การสัมผัสกันกระตุ้นความปรารถนาของเขา เสียงของหรงซิวแหบแห้งหยอกล้อนางราวกับแทบจะอดไม่อยู่
กลางวันแสกๆ อวิ๋นอี้ไม่กล้าจะทำกระไรมากนางผงกหัวอย่างเชื่อฟัง ลูบหลังมือของเขา “ไม่แล้วเพคะ”
“เด็กดี”
หรงซิวพูดจริงทำจริงหลังจากที่ช่วยนางล้างตัวเสร็จ เซียงเหอก็เตรียมอาหารเสร็จพอดี จัดวางอยู่เต็มโต๊ะเขาดึงเก้าอี้ให้นั่งลง ตักข้าวให้นางหนึ่งถ้วย แล้ววางไว้ตรงหน้า
“ทานให้หมดนะ” เขาใช้นิ้วเคาะโต๊ะ"ไม่งั้นข้าจะจูบเจ้า"
อวิ๋นอี้ยิ้มแย้ม เอาหน้ายื่นเข้ามาจู๋ปากยียวนเขา หรงซิวเลียมุมปากแล้วยิ้มอย่างสบายใจ ทว่ามีความชั่วร้ายเขาจับหน้าของนางไว้ทันใด แล้วกัดเข้าไป
“เจ้าตัวร้าย” เขาจูบนาง“จะหลอกข้าอีกหรือ?”
“รู้อยู่ว่าข้าหลอกแต่ก็ยังติดกับนะเพคะ?” อวิ๋นอี้กลอกตาขาวมืออันอ่อนนุ่มของนางผลักบุรุษหนุ่มออกไป นางคว้าตะเกียบขึ้น แล้วก้มหน้าทานขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะพูดว่า “ใช่สิเพคะ แขกด้านนอกกลับไปหมดแล้วหรือ?”
“กลับหมดแล้ว”
“ชายาฝ่าบาทเล่าเพคะ?”
"นั่งทานข้าวอยู่นี่ไง!
“อย่าแกล้งโง่สิเพคะ”อวิ๋นอี้เห็นเขาไม่หยิบตะเกียบเลย ก็คีบปลาชิ้นหนึ่งใส่ในถ้วยให้เขา“ข้าถามถึงหว่านฉือ”
หรงซิวทำได้เพียงตอบไปตามตรง “ไม่รู้สิน่าจะอยู่เรือนหรอกล่ะมั้ง แต่ว่านะอวิ๋นเออร์เจ้าก็รู้ว่าข้ามีชายาเพียงคนเดียวคือเจ้า”
“เช่นนั้นวันนี้เป็นงานอภิเษกของเราหรือเพคะ?”ไม่พูดถึงก็ยังดี พอพูดขึ้นมาก็ไม่สบายใจอวิ๋นอี้คีบเนื้อขึ้นหนึ่งชิ้น บดเคี้ยวอย่างแรง
เวลาที่สตรีไม่พอใจส่งที่พ่นออกมาล้วนเต็มไปด้วยดาบคม
หรงซิวพูดกับนางดีๆ อย่างอดทน “อย่าโกรธเลยนะวันนี้ข้าทำให้เจ้าต้องน้อยใจ ต่อไปข้าจะตอบแทนให้เท่าตัว ดีหรือไม่? ทานข้าวก่อนเถิด”
“คืนนี้พวกท่านจะร่วมหอหรือไม่เพคะ?”อวิ๋นอี้ไม่สนใจเขา ถามคำถามอื่น
หรงซิวท่าทีราวกับมีผู้ใดเหยียบหางเขายกมือขึ้นและสาบานกับนางว่า "ข้าจะไม่แตะต้องนาง ข้าสาบาน"
"จำคำสัญญาของฝ่าบาทไว้ให้ดีเถิดเพคะ"อวิ๋นอี้พูดหนักแน่น “ความรักเป็นทั้งการให้ความรู้สึกและกายแค่กับคนคนเดียวข้าจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องเช่นนั้นแน่”
“ข้ารู้”
"เช่นนั้นคืนนี้ฝ่าบาทกับข้า?” นางพูดได้ครึ่งประโยค หรงซิวก็รู้ทันที เขาลูบคางยิ้มอย่างคลุมเครือ แล้วพูดว่า “แทบจะรอไม่ไหวแล้ว”
หลังจากที่ทั้งสองทานเสร็จพ่อบ้านก็มาพูดเตือนให้หรงซิวไปดูหว่านฉืออย่างไรเสียหว่านฉือก็ยังมิได้ถอดผ้าคลุมแดงทั้งยังมิได้ทานกระไรเลยตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้
เขามองไปที่สตรีตัวน้อยเงียบๆถามความคิดเห็นจากนาง
อวิ๋นอี้โบกมือให้ การอภิเษกต้องมีขั้นตอนนางให้เขาอยู่ทานข้าวกับนางก็ข่มหว่านฉือมากแล้ว จะทำการใดอย่างสุดโต่งมิได้นางพูดเบาๆ “ไปเถิดเพคะ”
“คืนนี้รอข้านะ”หรงซิวเอามือลูบหน้า ก่อนจะออกเดินไป
หรงซิวออกมาจากห้อง เดินไปอีกเรือนแล้วก็ถามพ่อบ้านที่อยู่หลังเขาว่า “ฝั่งหว่านฉือ มีการเคลื่อนไหวใดหรือไม่?”
“มิมีพ่ะย่ะค่ะ ทุกอย่างปกติ”
เขาตอบอืม แล้วเดินไปเงียบๆไม่นานนักเขาก็ถึงเรือน สตรีรับใช้เหลียนเหอเห็นเขา ก็ดีใจพูดเสียงเบาๆไปในห้องหว่านฉือ ว่า “องค์ชาย! องค์ชายมาแล้วเพคะ! องค์ชายมาแล้ว!”
หว่านฉือตอบอืม ในใจนางมิได้มีความสุขนัก
เครือข่ายข่าวของนางบอกเมื่อหนึ่งชั่วยามที่แล้วว่าองค์ชายออกจากงานเลี้ยงกำลังเดินมา เวลาไม่นานเขากลับช้าเช่นนี้แสดงว่าต้องมีผู้ใดพาเขาออกไปแล้ว
นังอวิ๋นอี้ เรื่องพัวพันกับบุรุษนี่เก่งเสียจริง!
ความไม่สบายใจของหว่านฉือถูกกดเก็บไว้ภายหลังจากที่หรงซิวมาถึง
ภายใต้การปรนนิบัติของเหลียนเหอและแม่นมหลายคนบุรุษหนุ่มทำตามพิธีการ เปิดผ้าคลุมหัวของนางออก ดวงตาของนางก็เบิกขึ้นบุรุษหนุ่มในชุดแดงดูอัศจรรย์ใจมากขึ้นเรื่อยๆ นางย่อตัวอย่างอ่อนโยนแล้วกล่าวว่า“สนมคารวะฝ่าบาทเพคะ!”
หรงซิวพยุงนางขึ้น แต่หว่านฉือกลับขาอ่อนล้มลงไปในอ้อมแขนของเขา
“ฝ่าบาท...ดูเหมือนว่าข้าจะนั่งมานาน ขาก็เลยชาน่ะเพคะ...” น้ำเสียงนางปนความเรียกร้องมองเขาด้วยตาคลอ ราวกับว่าจะร้องไห้ออกมาได้ทุกเมื่อเพราะความน้อยใจ
หรงซิวโอบกอดนาง ให้นางลงไปนั่งใหม่พูดอย่างเข้าใจว่า “ลำบากเจ้าแล้ว เจ้าร่างกายไม่แข็งแรง ต่อไปเจอข้ามิต้องทำความเคารพหรอก”
“ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท!”หว่านฉือทั้งปลื้มใจทั้งได้ใจ "ฝ่าบาทใจดีกับข้ามาก!"
หรงซิวพยักหน้าอย่างไร้อารมณ์ แล้วถามบรรดาแม่นม"ต่อไปข้าต้องทำกระไร?"
"โอ้โอ้..”แม่นมดูพวกเขาจนลืมงาน รีบตอบทันที “ได้เวลาแลกแก้วสุราแล้วเพคะ!" [3]
หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการ หรงซิวก็สั่งเหลียนเหอให้คนมีจัดอาหาร หว่านฉือเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วนั่งลง เชิญเขาทานอาหาร
หรงซิวตอบรับอย่างเรียบเฉย ตอนที่ลุกขึ้นไปที่โต๊ะก็ส่งสายตาให้พ่อบ้าน พ่อบ้านก็เข้าใจในทันที
หลังจากเริ่มทานอาหารได้ไม่นาน พ่อบ้านก็กระแอมแล้วเดินเข้ามาพูด “ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะมีสารส่งมาว่ามีแขกรอท่านอยู่ที่ห้องหนังสือน่ะพ่ะย่ะค่ะ”
หรงซิวถือโอกาสพูดอธิบายกับหว่านฉือ“ข้ายังมีเรื่องที่ต้องทำ ข้าไปก่อนล่ะ” ราวกับว่าเขากลัวหว่านฉือจะรั้งเขาไว้เขาก็รีบรับสั่งกับเหลียนเหอ “คอยปรนนิบัติพระชายาให้ทานอาหารนะจากนั้นก็ให้นางพักผ่อน วันนี้นางเหนื่อยมามากแล้ว”
"ฝ่าบาท!"หว่านฉือรีบเอ่ยปาก "ฝ่าบาทยังมิได้ทานข้าวเลยนะเพคะ!"
ไม่รู้ว่าหรงซิวได้ยินหรือไม่แต่เขามิมีท่าทีตอบกลับใดๆ อีกเลย
เชิงอรรถ
[1] โจวกง 周公 หมายถึง เทพเจ้าแห่งความฝันของจีน
[2] กาใดน้ำไม่เดือดหยิบกานั้น 哪壶不开提哪壶 หมายถึง ทำเรื่องที่ไม่ควรทำหรือพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด
[3] แลกแก้วสุรา交杯酒 หมายถึง พิธีที่คู่บ่าวสาวจะต้องคล้องแขนกันดื่มเหล้า