เหยื่อกามเทพ (จบ)

    บทที่ 4

    เมื่อเจอเรมี่พาเธอมาถึงบ้านของเขา อลิซาเบธเต็มไปด้วยความวุ่นวายใจ หวั่นอยู่แต่ว่าตัวเองอาจจะทำหรือพูดอะไรออกไปผิดๆ พลาดๆ เจอเรมี่เองก็ดูเหมือนจะช่วยอะไรไม่ได้มากนัก เขาตกอยู่ในภาวะเงียบงันทุกก้าวที่ย่างขึ้นบันไดบ้าน ขณะนั้น พ่อแม่ของเขาและเจดนั่งรอกันอยู่ในห้องนั่งเล่นแล้ว มันเป็นบรรยากาศที่ข่มขู่อลิซาเบธอย่างที่สุด จนเธอเกือบจะแน่ใจว่า ความเงียบที่เกิดขึ้นนั้นคือผลสะท้อนในการปรากฏตัวของเธอเพียงผู้เดียว จนเมื่อครู่ใหญ่ๆ ผ่านไป เธอจึงพอจะอ่านความคิดของทุกคนออก ว่าการที่พวกเขามิได้พูดอะไรออกมากันเลยนั้นก็เนื่องมาแต่ว่ามีเจด นั่งรวมอยู่ในห้องนั้นด้วยแม้เขาจะนั่งเงียบๆ แต่มันก็มิใช่เป็นความเงียบที่เกิดขึ้นจากความไม่เห็นด้วย มันเป็นลักษณะของคนที่นั่งมองดูเหตุการณ์อันน่าเยาะหยันมากกว่า แม้ว่าเขาจะมิได้พูดอะไรออกมาอันเป็นการย้ำยืนยันถึงเจตนาในการนี้เลยก็ตาม อลิซาเบธบังเกิดความรู้สึกว่า การที่ทั้งพ่อและแม่ของเขาจะเห็นหรือไม่เห็นด้วยนั้น มิได้มีผลกระทบต่อการตัดสินใจของเจดแต่อย่างใด เขากลับเห็นว่ามันเป็นเรื่องชวนหัวมากกว่าที่ได้พบว่าพี่ชายกระตือรือร้นเสียเหลือเกิน กับความอยากจะรู้ให้ได้ว่า ทั้งพ่อและแม่เห็นชอบในตัวเธอหรือไม่ ซึ่งในตอนนั้น อลิซาเบธก็ออกจะโมโหที่เขามองไม่เห็นความสำคัญในเรื่องนี้นอกเสียจากการทักทายอย่างพอเป็นพิธี และการร่วมวงสนทนาที่โต๊ะอาหารเพียงไม่กี่คำแล้ว เจดมิได้ชวนเธอพูดคุยตรงๆ เลย ซึ่งอลิซาเบธก็มิได้แคร์เท่าไรนัก ออกจะดีใจเสียด้วยซ้ำที่เขามิได้แสดงความสนใจในตัวเธอออกมา เพราะว่ามันอาจจะเป็นการเสริมสร้างความขุ่นเคืองของพ่อแม่ให้เพิ่มขึ้นได้ ความสังหรณ์ใจกระมังที่คอยเตือนเธออยู่ว่า เจดรู้ว่าเธอไม่ใคร่ชอบหน้าเขาอยู่ และรู้ด้วยว่า มันเนื่องมาจากเหตุผลใดหลังจากที่ได้มีการเสิร์ฟกาแฟในห้องนั่งเล่นแล้ว เสียงจากภายในก็เตือนเธอขึ้นว่า ขณะนั้นเป็นเวลาอันสมควรอย่างยิ่งที่เธอจะต้องถอนตัวออกจากวงสนทนา เพื่อเปิดโอกาสให้เจอเรมี่ได้พูดจากับพ่อแม่ของเขาเป็นการส่วนตัว รอยยิ้มอันสดชื่นบนใบหน้าของเจอเรมี่ตอนที่เธอขอตัวออกไปจากห้องนั้น บอกให้รู้ว่า สิ่งที่เธอได้กระทำลงไปเป็นการถูกต้องและฉลาดมากอลิซาเบธเดินเข้าไปหวีผม แต่งเติมใบหน้าอยู่ในห้องแต่งตัวอยู่เป็นครู่ ลองชั่งความกล้าในหัวใจอยู่ก่อนที่จะเดินเลยออกไปยังห้องโถง ระมัดระวังที่จะไม่กลับเข้าไปในห้องนั่งเล่นให้มันเร็วจนเกินไปนัก เจดยืนอยู่ในห้องโถงแห่งนั้น มันมีอะไรบางอย่างในใจที่เตือนเธอว่า ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะเดินผ่านเขาไป“ก็หมายความว่า เวลานี้คุณก็คือเทพธิดาแห่งคุณธรรมที่สามารถจะจับพี่ชายผมไว้อยู่มือแล้วสินะ” เขาเอ่ยทักขึ้นด้วยสุ้มเสียงนุ่มนวล แต่มันก็แฝงกระแสเยาะหยันไว้ “แต่สำหรับผมน่ะ คุณน่าจะเป็นแม่มดผมดำเสียละมากกว่า”ความประหวั่นพรั่นใจของอลิซาเบธเพิ่มขึ้นด้วยไม่รู้จะตอบโต้ในวาจาของเขาอย่างไรจึงจะเป็นการถูกต้อง รู้สึกยุ่งยากใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เมื่อไม่อาจจะหาคำพูดที่เหมาะสมมาโต้ตอบเขาได้ อลิซาเบธจึงได้แต่ยิ้ม“ป่านนี้เจอเรมี่เขาคงจะสงสัยแล้วละว่าฉันหายไปไหน เห็นจะต้องขอตัวก่อนนะ”แต่สัมผัสจากฝ่ามือของเขาที่แตะลงตรงต้นแขนทำให้เธอต้องชะงักอยู่“ทำไม คุณร้อนใจมากนักหรือ อยากรู้มากนักใช่ไหมว่าทุกคนที่นั่งอยู่ในห้องนั้นจะยินดีต้อนรับคุณเข้ามาเป็นสมาชิกของครอบครัวคาร์เรลหรือเปล่า? ” เขาถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง“ฉันจะไม่แต่งงานกับเจอเรมี่หรอก ถ้าพ่อแม่ของเขาไม่เห็นด้วย” อลิซาเบธจำได้ว่าเธอตอบออกไปเช่นนั้น และสีหน้าในยามนั้นก็ยังบอกให้รู้ด้วยว่า ถ้าจะมีทางออกด้วยวิธีอื่นละก้อ มันน่าจะเป็นเรื่องของคนที่เสียสติมากกว่า“คุณอายุเท่าไหร่แล้วนี่? ” ดวงตาคู่สีน้ำตาลแกมทองจรดจ้องมองใบหน้าของเธออยู่ ก่อนที่จะกวาดไปทั่วเรือนร่างงามระหงอย่างพึงใจ“17 ก็โตพอที่จะรู้จักใจตัวเองแล้วละ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่พร้อมจะปกป้องตัวเองไว้“แล้วคุณก็ลุ่มหลงอยู่กับความคิดที่จะได้เป็นนางเจอเรมี่ คาร์เรล อีกด้วยสินะ” เจดพูดเยาะๆ“ฉันต้องการจะเป็นภรรยาเขาอย่างที่สุด เพราะว่าฉันรักเขา”“ถึงขนาดนั้นแล้ว คุณก็ยังพูดออกมาได้ว่า คุณจะไม่แต่งงานกับเขา ถ้าพ่อแม่ของเราไม่เห็นด้วย” น้ำเสียงของเจดกึ่งปรารภ“ไม่แต่งแน่” เธอตอบออกไป“เอ...ถ้ายังงั้น ผมชักไม่เชื่อแล้วละว่าคุณรักเขาจริงๆ ไม่อย่างนั้นคุณจะต้องต่อสู้เพื่อให้ได้เขามา ไม่ใช่มารอคำพิพากษาจากใครคนใดคนหนึ่งว่าคุณจะแต่งงานกับเขาได้หรือไม่”“มันเป็นชีวิตของฉัน เป็นการตัดสินใจของฉัน ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของคุณ” คำพูดเสียดสีของเขาทำให้เธอเคืองขุ่นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้“ถ้างั้นก็อย่าแต่งงานกับเขาเสียดีกว่า อลิซาเบธ” น้ำเสียงกระด้างนั้นเอ่ยเตือนขึ้น “อย่าไปลุ่มหลงกับชื่อเสียงเกียรติยศอันเลอเลิศของสกุลคาร์เรลเลย เพราะมันจะทำให้คุณต้องทำอะไรผิดๆ อย่างที่จะต้องเสียใจไปชั่วชีวิตนะ”“คุณไม่ตีตนไปก่อนไข้มากไปหน่อยรื้อ? ” เธอถามออกไปอย่างยโส “มันก็เป็นไปได้นี่ ที่ว่าพ่อแม่ของคุณอาจจะไม่เห็นชอบในตัวฉันเลยก็ได้”“อ๋อ รับรองว่าเขาจะต้องเห็นด้วยแน่” มุมปากหยักขึ้นเป็นรอยยิ้ม “คุณพ่อผู้สูงส่งด้วยจริยธรรมของผมน่ะ ท่านมองเห็นคุณเป็นบุคคลที่บริสุทธิ์ผุดผ่องไร้มลทินอยู่แล้ว และก่อนหน้านี้ ท่านก็ได้สืบเสาะเบื้องหลังของคุณมาไม่น้อย เพื่อให้แน่ใจว่าสกุลของคุณมิได้มีเรื่องหมองมัวมาก่อน แม่เองก็ยินดีปรีดาอย่างจะหาอะไรมาเทียบไม่ได้เลย กับการที่คุณพร้อมจะเสนอสนองความสนใจทั้งมวลให้กับท่าน แม่น่ะเชื่อจนเหลือจะเชื่อด้วยซ้ำว่าคุณจะต้องเป็นลูกสะใภ้อย่างที่ท่านต้องการ หรือไม่ก็สามารถจะนำมาฝึกหัดให้เป็นอย่างนั้นได้ แสดงความนบนอบพร้อมที่จะรับใช้ท่านเหมือนที่เจอเรมี่เป็นอยู่แล้วไงล่ะ”“รู้สึกว่ามันไม่เป็นการสุภาพเลยนะที่คุณจะพูดถึงพ่อแม่ด้วยสุ้มเสียงอย่างนี้” ความปลอดโปร่งโล่งใจที่ได้รับรู้จากคำพูดของเจดที่ว่า พ่อแม่ของเขาจะไม่ขัดขวางเรื่องการแต่งงานระหว่างเธอกับเจอเรมี่เหือดหายไปโดยสิ้นเชิง เมื่อได้ยินวาจาที่ทั้งเสียดสีและเยาะหยันเช่นนั้น“ไอ้การพูดอะไรตามความเป็นจริงน่ะ มันก็ฟังไม่เพราะหูอย่างนี้ทั้งนั้นแหละ ลิซ่า”“ฉันชื่อ อลิซาเบธ” ความรู้สึกไม่ชอบหน้าเพิ่มขึ้นเมื่อเขามาทำสนิทสนมด้วยการเรียกชื่อเธอสั้นๆ“และคิดว่า อลิซาเบธมันก็ดูจะมีความหมายที่ฟังภาคภูมิดีกว่าสินะ? ” เจดพูดเยาะๆ “ขอโทษด้วยนะที่ผมไม่ได้โค้งให้”“ขอโทษด้วยนะ ที่ฉันแทบจะไม่เชื่อเลยว่าคุณกับเจอเรมี่เป็นพี่น้องกัน” น้ำเสียงของเธอเข้มขึ้นกว่าเดิม“โอ...ไม่ต้องมาเสียอกเสียใจเรื่องนั้นหรอก เรื่องอย่างนี้มันก็สร้างความพิศวงให้กับผมมาตั้งแต่วันที่ลืมตาดูโลกอยู่แล้ว และก็ได้ยินมาตลอดชีวิตว่าทำไมผมถึงทำตัวให้เหมือนกับพี่ชายไม่ได้” เจดเปล่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างมิได้ปิดบังความเจ็บใจไว้เลย “ผมอาจจะเป็นคนที่ชอบก่อเรื่องอยู่เรื่อย แต่ก็ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงความประพฤติของตัวเองหรอก ผมกับเจอเรมี่ไม่มีทางที่จะเหมือนกันได้แน่ เพราะได้ตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่มีวันเดินตามรอยเท้าพ่อ ผมจะต้องเป็นผู้ขีดเส้นทางเดินให้กับชีวิตของตัวเอง”“เพราะฉะนั้นคุณก็เลยประณามเจอเรมี่ว่า เขาทำไม่ถูกที่คิดสืบทอดเจตนารมณ์ของคุณพ่อ ด้วยการรับหน้าที่ในบริษัท” เธอตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา“ผมจะไม่ทำอย่างนั้นหรอก ถ้าหากว่ามันเป็นสิ่งที่เขาต้องการจะทำอย่างจริงใจ”“คุณสงสัยยังงั้นรึ ว่าที่เขาทำลงไปน่ะ เขารู้ตัวหรือเปล่า?”“มันก็อย่างเดียวกันกับที่ผมถามคุณอยู่นั่นแหละว่า คุณรู้ตัวหรือเปล่าว่าคุณกำลังทำอะไรลงไป” เจดตอบ“อ๋อ...ฉันน่ะรู้อย่างแน่ชัดละว่าตัวเองต้องการที่จะแต่งงานกับเจอเรมี่ไงล่ะ” อลิซาเบธตอบอย่างไม่หวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย“คุณแน่ใจ?”ปลายนิ้วของเขาเชยคางเธอขึ้น และดวงตาคู่สีเขียวขาบก็ต้องเบิกโพลงด้วยความแปลกใจ จรดจ้องมองใบหน้าที่โน้มเข้ามาใกล้ด้วยความงงงัน มันเป็นความรู้สึกที่ประสมประสานกันจนเกินกว่าที่เธอจะทันทักท้วงหรือรีบถอยออกห่างได้ ขณะเดียวกันก็มิได้เตรียมตัวที่จะรับจุมพิตจากริมฝีปากที่ประทับลงอย่างหักหาญ และจุดไฟอารมณ์ให้ระอุขึ้นทั้งเรือนกาย อาจจะเป็นเพราะความไร้ประสบการณ์กระมังที่ทำให้เธอได้แต่ยืนนิ่งงัน มิได้ต้านทานหรือขัดขวางในสิ่งที่เกิดขึ้น และเมื่อเขาถอนริมฝีปากออก อลิซาเบธก็ได้แต่จ้องมองลึกลงไปในดวงตาคู่สีน้ำตาลแกมทองที่เป็นประกายด้วยความพึงใจ มีความรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเหยื่อที่กำลังถูกแมวไล่ตะครุบเล่น“ผมชักจะสงสัยเสียแล้วสิว่า เจอเรมี่เคยจูบคุณอย่างนี้มาก่อนหรือเปล่านะ ลิซ่า” รอยยิ้มของเจดแฝงเลศนัยไว้อย่างชัดเจน “แต่รู้สึกว่าเขาเป็นคนที่รู้จักการยับยั้งชั่งใจจนเกินกว่าจะทำอะไรพรรค์นี้ได้อยู่หรอก”“ฉันก็หวังว่าเขาจะไม่ทำ” แม้จะเป็นการตอบกึ่งตวาดแต่น้ำเสียงก็มิได้ต่างไปกว่าเสียงกระซิบเลยแม้แต่น้อย ความประหวั่นพรั่นพรึงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ประสาทในเรือนกายสั่นสะท้านอันที่จริง เธอกับเจอเรมี่ก็เคยผ่านการจุมพิตกันมาหลายครั้งหลายหน ด้วยความรัก ความพึงพอใจในกันและกันเป็นปฐม แต่ไม่เคยมีครั้งใดเลยที่จุมพิตนั้นจะทิ้งความปั่นป่วนรัญจวนใจให้บังเกิดขึ้นเช่นที่ถูกรุกรานในครั้งนี้