บทที่ 17 เพื่อนสนิทเ้าแผนการ (รีไรท์)
“ถ้าอย่างนั้น ฉันจะไปด้วย!”
เธอเอ่ยอีกฝ่ายออกไปเสียงดัง นาน ๆ ครั้งที่เธอจะได้เข้าร่วมกิจกรรมกับชาวบ้านเช่นนี้ เธอเองก็ไม่อยากพลาดกิจกรรมดี ๆ นี้เช่นกัน หญิงสาวเดินเคียงคู่ต้าเหวินโหร่วมายังลานจัดงานที่อยู่กลางหมู่บ้าน ทุกอย่างเสร็จไปแล้วเกือบครึ่ง เหลือเพียงแค่งานที่ต้องใช้กำลังผู้ชายเช่น ยกเสาป้ายงานตามมุมต่าง ๆ และเหลือพวกของตกแต่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจจะต้องติดเพิ่มเติมเพื่อเป็การแต่งสีสันภายในงานให้ดูรื่นเริงมากขึ้น ส่วนใหญ่ภายในงานเน้นไปทางสีแดงมากกว่า เพราะเป็สีมงคลและเพื่อเพิ่มความมีสิริมงคลเช่นกัน
“เดินไหวหรือเปล่า ไป๋ฮวา?” เสียงทุ้มเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน เนื่องจากระยะทางระหว่างบ้านของเธอกับลานกิจกรรมแห่งนี้ก็ไม่ใช่ระยะทางใกล้ ๆ
หญิงสาวละสายตาจากงานตรงหน้า ผินกลับมามองเสี้ยวหน้าของต้าเหวินโหร่ว ก่อนที่เขาจะได้รับรอยยิ้มบางจากหญิงสาวแทนคำตอบ
“อยากดื่มน้ำหรือเปล่า?”
เป็อีกครั้งที่หลิวไป๋ฮวาส่ายหน้า ท่าทีเป็ห่วงของต้าเหวินโหร่วยิ่งทำให้หญิงสาวรู้สึกสุขใจทุกครั้ง แม้จะต้องเผชิญหน้ากับเื่ราวเลวร้ายสักเพียงใด เธอก็จะเอาชนะ และจะชดเชยในความดีของต้าเหวินโหร่วให้ได้
“เหวินโหร่วมาก็ดีแล้ว ช่วยยกเสานี้ขึ้นไปหน่อย!” เสียงเอ่ยเรียกของชาวบ้านดังขึ้น ทำให้เขาจำต้องละสายตาไปจากหญิงสาวที่ยืนอยู่เคียงข้างกาย
“คุณไปนั่งพักก่อนเถอะ หาก้าสิ่งใดก็เรียกผมได้เลย” ชายหนุ่มเอ่ยบอกหลิวไป๋ฮวาไปเพียงเท่านั้นก่อนที่เขาจะรีบวิ่งออกไปในทันที
หญิงสาวหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาได้เป็อย่างดี นับว่าเป็ต้นไม้เก่าแก่ที่ชาวบ้านนับถือกันเนื่องจากเติบโตมาพร้อม ๆ กับหมู่บ้านแห่งนี้ และอยู่คู่กับชาวบ้านที่นี่มานานนับสิบ ๆ ปี ก่อนที่ไม่นานจะหันไปมองต้าเหวินโหร่ว ร่างกายของเขาช่างดูมีพละกำลังมากมายนัก สามารถยกเสาที่มีขนาดใหญ่ได้เพียงลำพัง สมแล้วกับที่ถูกขนานนามว่าเป็บุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่บ้าน
“ไป๋ฮวา!”
น้ำเสียงคุ้นหูที่เธอจำมันได้แม่นว่าเป็ของใครนั้น ทำให้หญิงสาวเลือกที่จะยังคงนิ่งเฉย จนกระทั่งรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายนั้นหย่อนตัวลงนั่งตรงพื้นที่ว่างบนเก้าอี้ที่อยู่ใกล้กัน อีกทั้งยังพยายามชวนเธอคุยโดยไม่ดูสีหน้าของเธอเลยว่าอยากจะเสวนาด้วยหรือไม่
“ฉันไม่คิดว่าจะเจอเธอที่นี่เลยนะ ดีจริงฉันจะได้มีเพื่อนคุย” ต้าหนิงจินเอ่ยออกมาอย่างอารมณ์ดี ขณะที่หลิวไป๋ฮวาเบ้หน้าใส่อีกฝ่าย ทั้งที่เธอทำถึงขนาดนั้นแต่ก็ยังหน้าด้านหน้าทนตามราวีเธอไม่เลิก
“อ๋อเหรอ แล้วถามฉันบ้างหรือเปล่าที่ดีใจไหมที่ได้เจอเธอที่นี่น่ะ ถามจริงเถอะหนิงเซี่ย นอกจากฉํนแล้วเธอไม่มีเพื่อนคนอื่นเลยหรือไงกัน” น้ำเสียงราบเรียบเรียบของหลิวไป๋ฮวาทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าหญิงสาวนั้นค่อย ๆ จางลงในทันที
“คนอย่างฉันน่ะเหรอไม่มีเพื่อนคบ… เธอไม่รู้หรือไงว่าฉันน่ะมีเพื่อนให้คบเยอะแยะจะตายไป แต่ที่ฉันมาคุยกับเธอเพราะรู้สึกสงสารเธอต่างหากล่ะไป๋ฮวาที่ต้องมาใช้ชีวิตคนเดียวอยู่ที่นี่น่ะ นอกจากฉันแล้วก็ไม่เห็นมีใครมาชวนเธอไปเที่ยวเล่นเลยสักคนไม่ใช่เหรอ” น้ำเสียงเล็กแหลมเอ่ยออกมาคล้ายจะกำลังเยาะเย้ยอีกฝ่าย
ทว่าแทนที่หลิวไป๋ฮวาจะรู้สึกเจ็บแสบกับคำพูดเสียดแทนเช่นนั้น เธอกลับหลุดหัวเราะออกมาเสียงเบา แล้วลากสายตามองเสี้ยวหน้าของจ้าวหนิงเซี่ยที่กำลังมองเธอมาอย่างเยาะเย้ย
“ถ้าอย่างนั้นก็คงจะเป็เกียรติมาก ถ้าเธอจะเลิกคบฉันสักคนแล้วกลับไปหากลุ่มเพื่อนที่เธอว่าน่ะหนิงเซี่ย” จ้าวหนิงเซี่ยขมวดคิ้วขึ้นทันควันในทันทีที่ได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยเช่นนั้น
“นี่ถามจริงเถอะ เธอเป็อะไรของเธอกันไป๋ฮวา!” หนิงเซี่ยลูกขึ้นยืนจ้องหน้าอีกฝ่ายด้วยท่าทีจริงจัง
“อะไร ฉันก็เป็ของฉันแบบนี้มาตั้งนานแล้วนะ”
“เมื่อก่อนเธอไม่เคยพูดจากับฉันแบบนี้ต่างหากล่ะไป๋ฮวา หรือเะอไปรู้อะไรเข้างั้นเหรอ!” จ้าวหนิงเซ๊่ยเอ่ยถามอีกฝ่ายเสียงดังลั่น ก่อนที่เธอจะปรี่เข้าไปเขย่าแขนของหลิวไป๋ฮวาด้วยความรุนแรงเพื่อหวังจะเค้นคำตอบมาจากอีกฝ่าย ให้ได้
จ้าวหนิงเซี่ยนึกกลัว ว่าคนตรงหน้สาจะล่วงรู้แผนการที่เธอวางเอาไว้กับเลขาธิการพรรคของหมู่บ้าน หากเป็เช่นนั้น แผนที่เธอจะกำจัดหลิวไป๋ฮวาออกไปจากหมู่บ้านคงพังไม่เป็ท่าแน่ กว่าจะได้แผนการนี้มาเธอใช้เวลาตั้งเท่าไหร่ จะให้มาพังเพราะนังไป๋ฮวามันรู้เื่นี้ไม่ได้เด็ดขาดนะ!!
ตุบ
“อ๊ะ!” ใบหน้าของจ้าวหนิงเซี่ยเหยเกในทันที อย่างไม่คาดคิดว่าอยู่ ๆ หลิวไป๋ฮวาจะเป็บ้าผลักเธอจนล้มลงไปกองกับพื้นเช่นนี้ ดวงตาของจ้าวหนิงเซี่ยกลับเปี่ยมไปด้วยความคับแค้นที่มีอยู่เต็มอก จนแทบจะทะลักล้นออกมาอย่างไม่อาจปิดมิด
“เป็บ้าไปแล้วเหรอไป๋ฮวา!” หญิงสาวตวาดเพื่อนของตนเสียงดังลั่น ขณะที่ตัวต้นเหตุกลับยืนกอดอกจ้องมองเธอด้วยสายตายิ้มเยาะ
“คนที่เป็บ้าคือเธอต่างหาล่ะหนิงเซี่ย!” หลิวไป๋ฮวาเองก็ตวาดเสียงใส่อีกฝ่ายอย่างไม่นึกยอมแพ้เช่นเดียวกัน ก่อนที่เธอจะเตะฝุ่นใส่อีกฝ่ายด้วยความตั้งใจกระทั่งจ้าวหนิงเซี่ยสำลักฝุ่นออกมาเสียงดัง
“นี่ต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือไงไป๋ฮวา ถ้าไม่ชอบที่ฉันทำแบบนั้นก็บอกกันดี ๆ สิ!”
“บอกกันดี ๆ งั้นเหรอ เธอรู้ภาษาคนด้วยหรือไงหนิงเซี่ย”
“ไป๋ฮวา!”
เรียวคิ้วเข้มของต้าเหวินโหร่วขมวดเข้าหากันอย่างแ่า เมื่อได้ยินเสียงโวยวายที่คล้ายกับคนกำลังทะเลาะกันอยุ่อีกฟากฝั่งหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางชางบ้านที่เธอเข้าไปมุงดูเหตุการณ์
เขารีบปรี่ไปหาเธอด้วยความรวดเร็ว ไม่พูดพร่ำสิ่งใด ก็รีบจับตัวหลิวไป๋ฮวา พลิกตัวหญิงสาวไปมาเพื่อดุว่าเธอได้รับาเ็ตรงไหนบ้างหรือไม่
เขาให้ความสนใจหลิวไป๋ฮวามากกว่า ทั้งที่ข้างกันก็มีจ้าวหนิงเซี่ยที่ล้มก้นจ้ำเบ้าอยู่บนพื้น แต่ก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือใด ๆ จากต้าเหวินโหร่ว
“เกิดอะไรขึ้น? ทำไมเสียงดังเช่นนั้น?” ต้าเหวินโหร่วเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง สายตาก็จ้องมองไปที่หลิวไป๋ฮวาด้วยความกังวล
จ้าวหนิงเซี่ยมองภาพนั้นด้วยความคับแค้นภายในใจ ยิ่งเห็นต้าเหวินโหร่วที่ปฏิบัติต่อหลิวไป๋ฮวาแตกต่างกับที่ปฏิบัติต่อตนเองนั้น ก็ยิ่งสร้างความคับแค้นขึ้นเท่าทวีคูณ
ความแค้นที่มันสุมอยู่ในอกตอนนี้นั้น ทำเธอนอนไม่หลับ กินข้าวไม่ลง จนอยากที่จะชำระแค้นที่มีต่ออีกฝ่ายในเร็ววัน
มือเรียวเล็กบีบเข้าหากันแน่น แม้ปลายเล็บยาวจะจิกเข้าผิวเนื้อบนฝ่ามือจนมีเืซึมออกมาแต่นั่นก็ไม่อาจทำให้สิ่งที่เธอรู้สึกลดน้อยลงเลย จะต้องกล้ำกลืนฝืนทนเก็บความรู้สึกนั้นเอาไว้ จนมันสะสมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนตัวเธอคงจะเป็บ้าเข้าสักวัน เพราะรับไม่ได้ที่ทุกคนต่างก็ให้ความสนใจแต่หลิวไป๋ฮวาเพียงคนเดียว
ไม่ว่าอย่างไร เธอก็จะทำให้ทุกคนหันมาสนใจเธอแต่เพียงคนเดียวและทุกคนจะต้องเกลียดหลิวไป๋ฮวาให้ได้
“เหวินโหร่ว ช่วยดึงหนิงเซี่ยด้วยสิ” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แสนจะสั่นเครือ ไม่ใช่เพราะอาการเจ็บ แต่มันคับแค้นจนเธอไม่อาจควบคุมน้ำเสียงของตัวเองให้มั่นคงเหมือนเช่นปกติได้เลย ต้าเหวินโหร่วปรายตามองหนิงเซี่ยเพียงนิด ก่อนจะหันกลับมามองหลิวไป๋ฮวาอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเะอไม่ได้รับาเ็อะไร ก็หันไปดึงจ้าวหนิงเซี่ยขึ้นมาจากพื้น
ชายหนุ่มมั่นใจว่าเขาไม่ได้ออกแรงดึงมากมายถึงขนาดนั้น
แต่ทำไมตอนนี้จ้าวหนิงเซี่ยถึงได้ทิ้งตัวเข้าหาเขาจนกระทั่งใบหน้าที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางสีจัดนั่น ถึงไปซบลงบนแผงอกแกร่งของเขาอย่างมั่นเหมาะราวกับเป็ความตั้งใจเช่นนี้กันเล่า
“ขยับออกไปได้แล้วจ้าวหนิงเซี่ย” ชายหนุ่มเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงที่ไม่มีความรู้สึกใด ๆ เช่นเดียวกับใบหน้าที่ใช้มองอีกฝ่ายก็ดูเรียบเฉยไม่ต่างกัน จ้าวหนิงเซี่ยขยับออกพลางแสร้งเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าของตัวเองต่อหน้าต้าเหวินโหร่วที่กำลังมองมา
ด้วยความคาดหวังว่าคนที่มีจิตใจดีเช่นต้าเหวินโหร่วอาจจะเห็นใจ ทนเห็นน้ำตาของเธอไม่ไหว และอาจจะช่วยเช็ดน้ำตาให้เธอด้วยความเต็มใจก็เป็ได้ ทว่าสิ่งที่จ้าวหนิงเซี่ยได้รับตอบกลับมาคือท่าทีเมินเฉย และไม่สนใจราวกับเธอเป็เพียงเศษฝุ่นที่ไม่ได้อยู่ในระยะสายตาของเขาเลย