ซูเหยียนชะงักเมื่อได้เห็นหน้าหลวงจีนชรา ผู้ทรงศีลท่านนี้ทำให้นางนึกถึงอดีต อดีตของวันตายในชาติก่อนที่เคยผ่านมา นางใจนหน้าซีดเสียกิริยาไป แต่ผ่านไปชั่วอึดใจนางก็กลับมาสุขุมและสงบสติอารมณ์ได้ดังเดิม นางก้าวเดินอย่างช้าๆไปหยุดอยู่ตรงหน้าหลวงจีนรูปนั้น แล้วกล่าวคำทำความเคารพอย่างนอบน้อม
"ข้าน้อยซูเหยียนน้อมคารวะท่านไต้ซือเ้าค่ะ"
"อมิตตาพุทธ..ได้พบกันอีกครั้งถือเป็วาสนา สิ่งของในห่อผ้านี้ อาตมานำมันมามอบคืนให้กับประสกซู"
ไต้ซือิฮุ่ยเอ่ยด้วยถ้อยคำจริงจังหนักแน่น เณรน้อยลูกศิษย์ของหลวงจีนชรา วางห่อผ้าขนาดไม่ใหญ่มากไว้บนพื้น ชุ่ยเหอจึงเดินไปหยิบห่อผ้าที่วางอยู่บนพื้นมาให้กับนายหญิงของตน
"สิ่งของในห่อผ้านี้คืออะไรหรือเ้าคะ เหตุใดท่านไต้ซือถึงได้มอบสิ่งของนี้ให้กับข้าน้อยเ้าคะ" ซูเหยียนถามอย่างสงสัย
"อมิตตาพุทธ..อาตมาเป็เพียงแค่คนกลาง ที่นำสิ่งของกลับคืนสู่เ้าของเดิมก็เท่านั้น อาตมาหาเคยเปิดดูของในห่อผ้านั้นไม่ หากประสกอยากรู้ก็เปิดออกดูเองเถอะ" ไต้ซือิฮุ่ยตอบกลับอย่างใจเย็น
"ถึงแม้ตัวข้าน้อยจะไม่ค่อยเข้าใจที่ท่านไต้ซือพูด แต่ข้าน้อยก็ขอบพระคุณ ที่ท่านไต้ซือมอบสิ่งของให้กับข้าน้อยเ้าค่ะ"
ซูเหยียนเอ่ยอย่างสุภาพด้วยความเคารพ เพราะนางคิดว่าสิ่งของที่หลวงจีนชรารูปนี้ ได้นำมามอบให้กับนาง จะต้องเป็สิ่งของล้ำค่าอย่างแน่นอน
"อาตมาได้ทำหน้าที่ของตนเสร็จสิ้นแล้ว เช่นนั้นอาตมาคงต้องลาประสกตรงนี้"
ไต้ซือิฮุ่ยกล่าวออกมาอย่างช้าๆ พูดจบไต้ซือิฮุ่ยก็หันหลังเตรียมจะก้าวเท้าเดินจากไป
"ประเดี๋ยวก่อนเ้าค่ะไต้ซือ ซูเหยียนยังมีเื่คาใจที่อยากเอ่ยถาม ขอท่านไต้ซือได้โปรดให้ความกระจ่างแก่ข้าน้อยด้วยเถิดเ้าค่ะ" ซูเหยียนรีบเอ่ยปากถามอย่างไม่รีรอ
"เชิญประสกถามความ..หากว่าอาตมาตอบได้ อาตมาก็จะเอ่ยตอบอย่างไม่ปิดบัง"
"ท่านไต้ซือเ้าคะ..เื่ราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับชีวิตของข้าน้อย มันมิใช่เื่บังเอิญใช่ไหมเ้าคะ ท่านช่วยไขข้อข้องใจให้ความกระจ่างแก่ข้าน้อยด้วยเถอะเ้าค่ะ"
ซูเหยียนเอ่ยถามอย่างกระตือรือร้น
"อมิตตาพุทธ..วัฏจักรของชีวิตหมุนเวียนตามที่มันควรจะเป็ กำเนิดขึ้นดำรงอยู่และแตกดับไป ล้วนแล้วแต่เป็โชคชะตาที่ถูกลิขิตโดยการกระทำ กุศลและแรงกรรมเป็ตัวกำหนดทุกสรรพชีวิต หาใช่์เป็ผู้ลิขิตไม่"
ท่าทางของท่านที่แสดงออกมา ทำให้คนมองดูแล้วรู้สึกเคารพและเลื่อมใสศรัทธาเป็อย่างยิ่ง
ไต้ซือิฮุ่ยพูดจบก็หันหลังพาลูกศิษย์เดินจากไป
ทิ้งให้ซูเหยียนจมอยู่กับความคิด นางทบทวนคำพูดของไต้ซือชราอย่างถี่ถ้วน ภาพต่างๆมากมายผุดขึ้นในหัว ความรู้สึกหลากหลายซับซ้อนเกิดขึ้นในใจ เพราะซูเหยียนกำลังใช้สมองครุ่นคิดอย่างหนัก แม้กระทั่งหลวงจีนชรารูปนั้นเดินจากไปนางก็ยังไม่รู้ตัว
"นายหญิงเ้าคะ..นายหญิง"
ชุ่ยเหอเอ่ยเรียกนายหญิงของตน เพราะเห็นเ้านายตนเองเหม่อลอยไม่ได้สติ เมื่อซูเหยียนได้ยินเสียงเรียกของบ่าวหญิงคนสนิท นางจึงได้หลุดออกจากภวังค์
"ท่านไต้ซือรูปนั้นเล่า"
"ท่านไต้ซือเดินจากไปแล้วเ้าค่ะ"
"อืม" ซูเหยียนมองไปยังทิศทางที่ไต้ซือชราได้จากไป ก่อนจะเอ่ยกับสาวใช้ของตน
"นำห่อผ้ามาให้ข้า"
"นี่เ้าค่ะนายหญิง"
"มาทำบุญครั้งนี้ช่างคุ้มค่าจริงๆ" ซูเหยียนยังไม่ได้เปิดห่อผ้าดู กะว่ากลับถึงจวนค่อยเปิดออกดูของข้างใน นางลูบห่อผ้าเบาๆ จากนั้นก็เกิดความรู้สึกคุ้นเคยกับสิ่งของที่ถืออยู่ในมืออย่างน่าประหลาด
"เช่นนี้หรือเปล่าเ้าคะ..ที่เรียกว่าได้บุญทันตาเห็น"
อิงเถาเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าดีอกดีใจ
"ฮ่าๆๆ..เ้านี่นะช่างพูดเสียจริง" ซูเหยียนหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีเพราะคำพูดของสาวใช้ตัวน้อย
"พวกเรามาเติมน้ำมันตะเกียงต่อให้เสร็จกันเถอะ จะได้เดินทางกลับจวนกันเสียที" ซูเหยียนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงยินดี คล้ายกับว่าบางสิ่งในใจได้คลายออกแล้ว
"เ้าค่ะนายหญิง"/"เ้าค่ะนายหญิง"
หลังจากใช้เวลาในการทำบุญและถวายปัจจัยเสร็จเรียบร้อย ซูเหยียนก็พาบ่าวทั้งสองคนเดินลงจากเขาความรู้สึกของนางในตอนนี้ รู้สึกยินดีและปลอดโปร่งเป็อย่างมาก เพราะสิ่งที่นางได้คิดและคาดเดาขึ้น กลับเป็ความจริงที่น่าเหลือเชื่อ ถ้าตามที่หลวงจีนชราได้กล่าวกับนาง นั่นก็หมายความว่าเพราะกุศลที่นางได้กระทำ เมื่อครั้งอดีตชาติที่เป็หมอ จึงส่งผลทำให้นางได้รับโอกาสได้มีชีวิตกลับคืนมา
"อุ๊ย" ในระหว่างที่เดินลงบันไดอยู่นั้น นางกลับเกือบชนคนผู้หนึ่งเพราะไม่ทันระวัง
"ระวังหน่อยซิแม่นาง" เสียงเ็าทรงอำนาจเอ่ยขึ้นมา
"ไม่ใช่ข้าที่ควรต้องระวัง แต่เป็ตัวท่านต่างหาก บันไดก็ออกจะกว้าง แต่เหตุใดกลับเดินมาทางข้า จนเกือบจะชนข้าได้เล่า"
ซูเหยียนตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์ นางจ้องเขากลับอย่างไม่เกรงกลัว
"นายหญิงท่านเป็อะไรรึเปล่าเ้าคะ" ชุ่ยเหอถามอย่างเป็ห่วง
"นายหญิงบุรุษผู้นี้คงไม่ได้ชนนายหญิงจนเกิดาเ็กระมังเ้าคะ" อิงเถาเอ่ยปากถามอย่างเป็กังวล เพราะว่านางมัวแต่เดินชมนกชมไม้ เที่ยวเล่นตามประสาเด็กสาวที่อายุยังน้อย เลยไม่ทันได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
"ข้าไม่เป็อะไร พวกเ้าไม่ต้องห่วง"
ซูเหยียนได้ปรุงยาสลบไว้ในมิติลับและยังมียาพิษที่ร้ายกาจอยู่อีกหลายขวด ยาสลบที่สามารถล้มช้างได้ทั้งตัว บวกกับยาพิษที่มีหลากหลายแบบ ทั้งแบบที่ทำให้เป็อัมพาตขยับร่างกายไม่ได้ชั่วคราว ไปจนถึงยาพิษร้ายแรงที่ปลิดชีวิตคนได้ เพียงแค่ได้รับมันเข้าไป ไม่ถึงครึ่งเค่อก็ต้องสิ้นชีพอย่างแน่นอน ถ้าเห็นท่าไม่ดีนางก็จะสาดยาสลบนี้ใส่เขาเสียเลย ในใจของนางก็คิดว่าถ้าเกิดเื่ขึ้นจริง แค่ใช้ยาสลบก็เพียงพอแล้วที่จะจัดการ เพราะนางพึ่งทำบุญมาหมาดๆจะให้ใช้ยาพิษและลงมือฆ่าคนก็กระไรอยู่
"ขออภัย"
คำพูดประโยคที่เรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยกลิ่นอายที่น่ากลัว น้ำเสียงที่เย็นะเืนั้น ทำเอาร่างกายของซูเหยียนขนลุกซู่อย่างห้ามไม่อยู่ นางเงยหน้าขึ้นมองก็พบกับบุรุษที่มีร่างสูงใหญ่ ที่มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า อีกทั้งยังยืนห่างกันไม่ถึงสองก้าวอีกด้วย
ซูเหยียนััได้ว่าชายผู้นี้ ต้องไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน เพราะกลิ่นอายสูงศักดิ์ที่น่ายำเกรง ที่แผ่กำจายออกมาจากร่างสูงใหญ่นี้ ทำให้นางมั่นใจและรับรู้ได้ในทันทีว่าควรหลีกให้ห่างเขา เพื่อเลี่ยงความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า ความบังเอิญไม่มีอยู่จริง มีแต่ความตั้งใจของมนุษย์เท่านั้น ที่เป็เื่แน่นอนที่สุด หากเป็อย่างที่นางคิด เช่นนั้นแล้วบุรุษผู้นี้เขา้าอะไรจากนางกันแน่
"ได้โปรดหลีกทางด้วยเ้าค่ะ"
เสียงพูดของซูเหยียนยังคงหยิ่งทะนง ทันทีที่พูดจบคนคุ้มกันของนางที่ติดตามมา พวกเขาก็เข้าประชิดตัวซูเหยียนทันทีเพื่อคอยปกป้องเ้านาย
ฉีอ๋องเลิกคิ้วขึ้นแล้วจ้องมองสตรีตรงหน้าอย่างพิจารณาดวงตากลมโตที่กระจ่างใสคู่นี้ช่างช่างงดงามยิ่งนัก สุกสกาวดุจดวงดาวบนท้องฟ้า แม้นางจะจ้องมองเขาด้วยแววตาขุ่นเคือง เขาก็หาได้มีอารมณ์โกรธนางไม่
"เชิญ...แม่นาง" ฉีอ๋องเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อยแล้วผายมือออก สิ่งที่บุรุษผู้นี้แสดงออกมา ช่างเป็การกระทำที่ทำให้ซูเหยียนอึดอัดใจจริงๆ
"พวกเราไปกันเถอะ" ซูเหยียนรีบก้าวเท้ายาวๆลงจากบันได โดยมีบ่าวหญิงทั้งสองคนเดินตามมาติดๆ
"เ้าคะนายหญิง"/"เ้าคะนายหญิง"
ฉีอ๋องยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก เขามองตามแผ่นหลังของซูเหยียนด้วยแววตาลึกซึ้ง เขารู้สึกว่านางช่างไม่เหมือนกับสตรีนางอื่นที่เขาเคยพบ เป็เพราะผู้หญิงพวกนั้นต่างก็เกรงกลัวเขาทั้งนั้น หาได้กล้าสบตาแล้วต่อปากต่อคำกับเขาเช่นสตรีผู้นี้ไม่
"ฮึ! ช่างเป็สตรีที่มีนิสัยไม่เหมือนกับสตรีนางใดจริงๆ ไม่เสียทีที่เ้าเป็สตรีที่ข้าสนใจ" เขาพึมพำกับตัวเองอย่างอารมณ์ดี
เป็เพราะเช้าของวันนี้ฉีอ๋องทราบข่าว จากองครักษ์ลับที่ทำหน้าที่ เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ที่จวนของซูเหยียนข่าวจากองครักษ์ลับที่ได้เข้ามารายงาน ว่านางจะเดินทางไปทำบุญที่วัดไท่ซาน เขาจึงเร่งขี่ม้าออกจากเมืองหลวงโดยไม่ได้หยุดพัก
หวังเพียงเพื่อได้ยลโฉมและพูดคุยกับนางสักสองสามประโยค เพราะฉีอ๋องเป็คนที่เอาแต่ความคิดของตนเป็ใหญ่อยู่เสมอ เขาจึงลืมคิดไปว่าการที่เขาปรากฏตัว อย่างกะทันหันต่อหน้าซูเหยียนอย่างไม่มีเหตุอันควร การกระทำเช่นนี้ของเขาอาจจะทำให้นางหวาดกลัว
ซูเหยียนรีบเดินลงจากเขาอย่างว่องไว ไม่กล้าเอ้อระเหยชักช้าอีก บุรุษร่างใหญ่ผู้นี้ไม่รู้เป็ใครมาจากไหน แต่ที่แน่ๆคือนางรู้สึกกลัวเขา ไม่รู้ว่าทำไมหรือเพราะอะไร จึงได้เกิดความรู้สึกกลัวมากเช่นนี้ แต่นางเชื่อมั่นในลางสังหรณ์ของตนเอง
พอเดินมาถึงรถม้าซูเหยียนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก นางรีบพาบ่าวทั้งสองขึ้นรถม้าแล้วจากไปในทันที ขากลับไม่ได้เร่งรีบเหมือนตอนขามา ซูเหยียนจึงนั่งเอนกายในรถม้าอย่างสบายอารมณ์ นางมองทิวทัศน์นอกหน้าต่างด้วยใจที่เบิกบาน
"เอาข้าวปั้นออกมาแบ่งกันกินเถอะ แบ่งส่วนหนึ่งให้สารถีกับผู้คุมกันด้วย" ซูเหยียนพูดกับบ่าวคนสนิทอย่างเป็กันเอง
เพราะรู้ว่าต้องเดินทางไกลและระหว่างทาง ไม่มีโรงเตี๊ยมหรือโรงน้ำชาให้แวะพัก ซูเหยียนจึงสั่งให้คนครัวทำข้าวปั้นขึ้นมา เพื่อเอามาไว้กินระหว่างทางยามหิว ข้าวปั้นที่ใส่เนื้อผัดซอสสูตรพิเศษที่นางคิดค้นขึ้นมานั้น นอกจากจะใส่เนื้อผัดซอสที่ชุ่มฉ่ำแล้ว ในข้าวปั้นยังใส่แตงกวาและขิงอ่อนดองเพื่อเพิ่มรสชาติอีกด้วย อร่อยแถมยังกินง่ายสะดวกต่อการพกพา
"เ้าค่ะนายหญิง"
รถม้าของซูเหยียนวิ่งมาสองชั่วยามครึ่งก็กลับถึงจวนทั้งที่ใช้เวลาพอๆเท่ากับตอนขาไป แต่นางกลับรู้สึกว่าขากลับจากวัดไท่ซาน ดูเหมือนว่าเวลาจะไวกว่าเล็กน้อย
"พวกเ้าแยกย้ายกันไปพักผ่อนเถอะ ข้าเองก็จะกลับห้องไปพักสักหน่อย" ซูเหยียนเอ่ยกับบ่าวหญิงทั้งสองคน
"เ้าค่ะนายหญิง"/"เ้าค่ะนายหญิง"
เมื่อซูเหยียนกลับมาถึงห้องนอนที่อยู่ในเรือนพักชั้นในของจวน นางก็ไม่รีรอรีบเปิดห่อผ้าที่ได้รับมาจากไต้ซือรูปนั้นในทันที สิ่งของในห่อผ้าที่ปรากฏแก่สายตาของนางนั้น เป็ตำราเก่าๆหนาเตอะสามเล่ม
เล่มแรกชื่อว่าตำราวิชาหยินหยาง เนื้อหาในนั้นเป็วิชาที่ฝึกเพื่อปรับสมดุลของร่างกาย ช่วยชำระล้างร่างกายให้บริสุทธิ์ ปรับเปลี่ยนให้กล้ามเนื้อ เส้นเื กระดูกและเส้นเอ็นให้แข็งแกร่ง ทั้งยังช่วยเสริมสร้างกำลังภายในให้เพิ่มพูน ถ้าฝึกสำเร็จก็จะมีร่างกายที่ต้านทานอาวุธและการโจมตีด้วยกำลังภายใน ร่างทั้งร่างจะแข็งแกร่งดุจดั่งเพชร เป็วิชาที่แม้แต่วิชาเปลี่ยนเส้นเอ็นของวัดเส้าหลินยังเทียบไม่ได้
"ไม่เสียทีที่ข้าสู้อุตส่าห์เดินทางไกลนั่งรถม้าไปตั้งหลายชั่วยาม" ซูเหยียนพึมพำกับตัวเองเบาๆ
"ดีล่ะ..ข้าจะให้ชุ่ยเหอกับอิงเถาฝึกวิชานี้ด้วย ต่อไปก็ไม่ต้องกลัวว่าพวกนางจะเอาตัวไม่รอดแล้ว"
ซูเหยียนเรียนรู้วิชาการต่อสู้มาจากศตวรรษที่30ก็จริงอยู่ แต่คนในยุคนี้ใช้กำลังภายในเข้าห้ำหั่นกัน ถ้าเกิดมีเหตุการณ์ที่ต้องต่อสู้กันเกิดขึ้นมาจริงๆ นางทำได้เพียงถ่วงเวลาให้ตัวเองเพื่อหนีรอดเท่านั้น เพราะไม่มีทางที่นางจะเอาชนะ คนที่มีกำลังภายในแข็งแกร่งได้ แต่ถ้านางฝึกวิชานี้สำเร็จก็ไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว ซูเหยียนมีทักษะการต่อสู้อยู่บ้าง นางจึงคิดว่าเป็เื่ไม่ยากเท่าไหร่ที่จะฝึกวิชาในตำราเล่มนี้ให้สำเร็จ
ตำราเล่มที่สองชื่อว่าตำรา18เข็มคืนิญญา เป็ตำราที่เกี่ยวกับการฝังเข็มโดยใช้กำลังภายในเข้าช่วย รู้สึกเหมือนว่านางจะเคยอ่านตำราแบบเดียวกันนี้ ตอนที่ไปเกิดในศตวรรษที่30 แต่ตำราเล่มนั้นมีเพียงครึ่งเดียวและยังไม่ใช่เนื้อหาที่สมบูรณ์ ต่างกันมากกับตำราที่นางถืออยู่ในมือตอนนี้ ที่มีเนื้อหาสอนการฝังเข็มที่ลึกซึ้งเป็อย่างมาก
18เข็มคืนิญญาเป็วิชาแพทย์ที่สูงส่ง แม้แต่คนที่หมดลมหายใจไปแล้วก็สามารถต่อชีวิตเรียกคืนิญญากลับมาได้ แต่คนผู้นั้นจะต้องหมดลมหายใจไม่เกินครึ่งเค่อ ถ้าเวลานานกว่านั้นก็ไม่อาจใช้วิชาลับนี้ได้ ตำราเล่มนี้ยังแบ่งออกเป็การฝังเข็มที่ศีรษะและการฝังเข็มตามร่างกายในแบบต่างๆอีกหลายรูปแบบ นับเป็ตำราแพทย์ที่วิเศษยิ่งนักระหว่างที่ซูเหยียนกำลังตื่นเต้นกับตำราในมือ ชุ่ยเหอบ่าวหญิงคนสนิทก็มาเคาะห้อง
(ครึ่งเค่อ=ประมาณ7นาทีครึ่ง)
'ก๊อก ก๊อก ก๊อก'
"นายหญิงบ่าวขออนุญาตเข้าไปได้ไหมเ้าคะ"
"เข้ามาได้..ประตูไม่ได้ลงกลอน"
"ชุ่ยเหอคารวะนายหญิงเ้าค่ะ"
"ลุกขึ้นเถอะ..ทำไมเ้าไม่ไปพักผ่อนเล่าชุ่ยเหอ แล้วมาหาข้ามีเื่อะไรอย่างนั้นหรือ"
"ไม่มีอะไรเ้าค่ะ..บ่าวแค่จะมาถามดูว่า นายหญิงจะรับน้ำชาและของว่างหรือไม่เท่านั้นเ้าค่ะ"
ชุ่ยเหอกังวลว่านายหญิงของตนจะหิวเลยรีบมาถามดู เพราะกว่าจะถึงเวลาอาหารเย็นก็อีกนานทีเดียว
"ไม่ล่ะ..ข้ายังอิ่มกับข้าวปั้นเมื่อตอนเที่ยงอยู่เลย..เ้ากลับไปพักเถอะ หากข้า้าอะไรประเดี๋ยวข้าจะเรียกใช้บ่าวที่อยู่หน้าห้องเอง เ้าไปพักเถอะเหนื่อยมาเกือบทั้งวันแล้ว"
"เ้าค่ะนายหญิง"
เมื่อชุ่ยเหอเดินออกจากห้องไป ซูเหยียนจึงได้ทำการเปิดดูตำราเล่มที่สามในทันที ตำราสองเล่มก่อนหน้านี้ที่ว่าทำให้นางใมากแล้ว ตำราเล่มนี้กลับทำให้ซูเหยียนตื่นเต้นและใยิ่งกว่า
ตำราเล่มที่สามนี้ชื่อตำราเนตรเทวะ เป็ตำราที่ฝึกฝนเพื่อช่วยให้ดวงตามองเห็นทะลุทะลวงสิ่งกำบัง หากฝึกฝนสำเร็จเพียงแค่เพ่งจิตมอง นางก็จะสามารถเห็นถึงอวัยวะภายในร่างกายของผู้อื่นได้ แม้แต่เส้นเืและเส้นเอ็นที่ละเอียดอ่อน เส้นประสาทต่างๆที่ซับซ้อน ต่างสามารถมองเห็นจนทะลุปรุโปร่งได้ วิชาเนตรเทวะ เป็ยิ่งกว่าเครื่องเอ็กซ์เซย์ที่ล้ำสมัยเสียอีก
ข้อดียิ่งกว่านั้นก็คือถ้าซูเหยียนสำเร็จวิชานี้ เพียงแค่นางอยากรู้ถึงอาการเจ็บป่วยในร่างกายของคนผู้ใด ขอเพียงนางอยู่ใกล้คนผู้นั้นในระยะสิบก้าว นางก็จะสามารถรับรู้ถึงอาการเจ็บป่วยหรือโรคเรื้อรัง ที่แฝงอยู่ในร่างกายของคนผู้นั้นได้ในทันที โดยที่ไม่ต้องจับชีพจรให้วุ่นวาย ตำราเล่มสุดท้ายนี้ยิ่งช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งในวิชาแพทย์ที่ซูเหยียนมี
"เยี่ยมเยี่ยมจริงๆ..ตำราทั้งสามช่างวิเศษยิ่งนัก"
ซูเหยียนพูดออกมาด้วยความดีใจ ในอดีตนางต้องตายอย่างอนาถ แต่ตอนนี้ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว นางกำลังจะกลายเป็หมอเทวดา ที่ผู้คนต้องก้มหัวให้ความยำเกรง
"ดีล่ะ!..ข้าจะใช้สองมือคู่นี้กับวิชาแพทย์ที่ข้ามี สร้างตนให้กลายเป็บุคคลที่ควรค่า แก่การถูกจารึกไว้ในแผ่นดินแคว้นฉีแห่งนี้ให้จงได้ ข้าซูเหยียนจะต้องกลายตำนาน ตำนานที่ยังมีลมหายใจ"