เด็กวัด สร้างตำนานลุยโลกแฟนตาซี

    บทที่ 9 แผนการพัฒนาเริ่มไปได้สวย

    บทที่ 9
    ผมนั้นยืนอยู่บริเวณหน้าห้องค่อยๆ อธิบายถึงอาหารที่ทานไปเมื่อสักครู่และพร้อมเอาวัตถุดิบตัวอย่างออกมาและเรียกทุกคนมาล้อมวง
    “อย่างที่ทุกคนเห็นครับ นี่คือเกลือ น้ำปลา พริก และน้ำตาลมะพร้าว” ผมค่อยๆอธิบายไล่ไปทีละชนิดพร้อมให้ทุกคนชิม
    “อีกไม่นานผมกับท่านพ่อจะวางแผนโครงการผลิตสินค้าพวกนี้ออกมาขาย เพื่อพัฒนาบ้านเมืองของเรา ผมอยากให้ทุกคนเป็นกำลังให้ผมด้วยครับ” ผมพลางเอ่ยขอร้องทุกคนในห้องประชุม
    “ได้สิจ๊ะนายน้อยคลาวด์ ข้าจะให้สามีข้าไปช่วย”
    “ข้าก็จะให้ลูกชายไปช่วยเช่นกัน”
    “ข้าด้วยๆ หลังจากเสร็จฤดูเก็บเกี่ยวครอบครัวข้าว่างตลอด”
    “ข้าก็เช่นกัน ปีนี้คลื่นลมแรง ออกหาปลาไม่ค่อยได้เหมือนกัน”
    “ขอบคุณทุกคนมากครับ หลังจากมีผลผลิตมากพอผมจะนำออกขาย หลังจากนั้นผมกับท่านพ่อจะจ่ายค่าจ้างย้อนหลังให้ครับ” คลาวด์เอ่ยขอบคุณทุกคน
    “ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ยังไงนี่ก็เป็นประโยชน์กับพวกเรา” “ใช่ๆๆ” หลายๆเสียงตอบ
    “ไม่ได้ครับผมและท่านพ่อไม่คิดจะเอาเปรียบ” คลาวด์เอ่ย
    “ถ้างั้นก็แล้วแต่เห็นสมควรเถอะค่ะนายน้อย” คุณมาธาร์ช่วยพูดให้
    .
    .
    .
    หลังจากได้ข้อตกลงและผมบอกจะมาแจ้งอีกทีหลังจากวางแผนโครงการเสร็จผมกับท่านแม่ก็เดินทางกลับบ้านทันที เมื่อถึงบ้านท่านแม่แยกตัวไปพักผ่อน ส่วนผมเดินไปหาท่านพ่อที่ห้องทำงาน
              ก๊อก !! ก๊อก !! ก๊อก !!
    “ขออนุญาตครับ”
    “เข้ามาสิคลาวด์”
    ผมเดินเข้าไปท่านพ่อก็ยังทำงานอยู่เช่นเดิม ตั้งแต่เล็กจนโตผมเห็นท่านพ่อขยันตั้งใจทำงานมากๆ ท่านพ่อผมพยายามแก้ปัญหาความยากจนมาตลอดหลายปี ได้เวลาที่ผมต้องช่วยแล้วล่ะ
    “งานเป็นอย่างไรบ้างครับท่านพ่อ” ผมเอ่ยถามทั้งๆที่รู้อยู่แล้วเพราะผมแอบอ่านเอกสารท่านพ่อบ่อยๆ
    “ก็เหมือนเดิมลูก หลายปีมานี้คนหนุ่มสาวเมืองเราค่อยๆ ย้ายไปทำงานที่เมืองหลวงเพิ่มมากขึ้น ถึงเมืองเราจะมีไร่ ติดทะเล แต่ก็เพียงพอกับเป็นอาหารให้ประชาชนในเมืองเท่านั้น ไม่เคยส่งออกขายได้เลย เพราะเมืองเรามันไกลจากเมืองอื่นๆมาก ใช้เวลาเดินทางนับเดือน กว่าจะถึงปลาสดก็เน่าหมดแล้ว ที่พอจะเป็นรายได้ให้ประชาชนเราได้ก็มีเพียงแต่สมุนไพรที่ขึ้นเฉพาะแถวนี้เท่านั้น” พ่อผมร่ายยาวพลางถอนหายใจ
    “ผมว่าผมมีวิธีช่วยท่านพ่อได้ครับ” ผมเสนอความคิดเห็นออกไป
    “เครื่องปรุงที่ลูกทดลองทำขึ้นมาใช่มั้ยลูก” ท่านถามผม
    “ใช่ครับท่านพ่อ ตอนนี้ผมทดลองสำเร็จแล้ว” ผมตอบท่านพ่อพลางยื่นเอกสารต่างๆที่ทดลองมาตั้งแต่เล็กๆ
    ท่านพ่อผมใช้เวลาอ่านทำความเข้าใจอยู่สักพักก่อนเงยหน้ามองผม
    “อืม จากเอกสารของลูกมันก็ดี แต่บางอย่างพ่อไม่เคยเห็นเลยเราจะสร้างมันขึ้นมาอย่างไรล่ะลูก กองทหารเราก็มีกำลังน้อยเพียงร้อยกว่าคนเท่านั้น ชาวเมืองก็ต้องหาเช้ากินค่ำ แถมเมืองเราไม่มีเงินไปจ้างพวกชาวเมืองซะด้วย” ท่านพ่อถามถึงปัญหาที่ท่านตระหนัก
    “วันนี้ผมไปขอร้องพวกชาวเมืองที่สมาคมแม่บ้าน แล้วล่ะครับ” ผมได้ตอบปัญหาที่ผมคิดว่าจะต้องติดขัดเอาไว้แล้ว“แต่มันไม่ถูกต้องนะคลาวด์ ที่จะมาใช้งานพวกชาวเมืองฟรีๆ”
    “ผมก็คิดจะจ่ายเงินค่าจ้างเหมือนกันครับ แต่ขั้นแรกคงต้องจ่ายเป็นเครื่องปรุงที่เราจะผลิตได้เป็นค่าจ้างไปก่อน หลังจากขายสินค้าชุดแรกได้แล้ว เราถึงจะจ่ายค่าจ้างย้อนหลังให้” ผมแก้ปัญหาด้วยวิธีถ้อยทีถ้อยอาศัย ที่สมัยก่อนใช้ในชุมชนบริเวณวัดผมใช้ช่วยเหลือกันเวลามีงานต่างๆ บ้านใครมีงานอะไรก็จะช่วยบ้านนั้น ผลัดกันช่วยจนกลายเป็นชุมชนน่าอยู่
    “อืมก็เข้าท่า แต่แบบแปลนเครื่องมีแปลกๆ นี่พ่อไม่เคยเห็นเลยนะ อย่างกังหันวิดน้ำ อะไรนี่ ที่พ่อรู้จักมีแค่ยุ้งฉางเองนะลูก”
    “มันเป็นเครื่องมือช่วยวิดน้ำทะเลครับท่านพ่อประหยัดแรงคน ใช้แรงลมในการขับเคลื่อนการทำงานครับ” ผมอธิบายให้ท่านพ่อเข้าใจ
    “ลูกไปรู้เรื่องแบบนี้มาจากไหน” ท่านพ่อเอ่ยถามอย่างสงสัยถึง
    “ในห้องสมุดไงครับท่านพ่อ ดูเหมือนจะเป็นหนังสือจากต่างอาณาจักร ไว้ผมจะหยิบมาให้ท่านพ่อดู” ผมเอ่ยตามคำตอบที่เคยเตรียมไว้แล้ว กะว่าสักวันท่านพ่อต้องถาม
    ท่านพ่อพยักหน้าเข้าใจพลางคิด หนังสือบ้านเรามีแบบนั้นด้วยหรอแต่ก็คงจะมีมั้งเพราะนาเดียร์ขยันซื้อหนังสือเหลือเกิน ลูกเราพึ่งจะ 8 ขวบแต่จากที่เฝ้าดูการเจริญเติบโตมาตลอดเราบอกได้แน่ๆ ว่าเค้าคืออัจฉริยะ มีความสุขุม เหมือนผู้ใหญ่ตัวเล็กยังงั้นล่ะ
    “แล้วลูกคิดว่าโครงการทั้งหมดของลูกจะใช้เวลาเท่าไรกันล่ะ”
    “อืม....ก็ถ้าจะให้เรียบร้อยคงเกือบๆ 5 ปีล่ะครับท่านพ่อ เพราะกำลังคนเรามีน้อยมาก แต่นาเกลือน่าจะเสร็จก่อน” ผมเอ่ยตามความจริง
    “อือนั่นสินะ กำลังคนเราน้อยจริงๆ เมืองเราตอนนี้ เหลือประชาชนไม่ถึง 200 หลังคาเรือนไหน คนเฒ่าคนแก่เองก็มาก พวกผู้หญิงให้ทำงานก่อสร้างหนักๆคงไม่เหมาะ เท่ากับเรามีกำลังคนช่วยแค่ 1 ใน 4 เอง”
    “ครับแต่นาเกลือไม่น่าจะใช้เวลานานเท่าไรก็ได้ผลผลิตแล้ว เพราะเราจะใช้การชักน้ำทะเลซึ่งไม่เหมือนน้ำตาล ซึ่งต้องปลูกต้นมะพร้าวใหม่หมด แต่ปัญหาจริงๆ คือการกังหันวิดน้ำที่ต้องใช้เวลา” ผมบอกให้พ่อถึงความลำบากเพราะโลกนี้ไม่เคยมีการสร้างกังหันมาก่อนแน่นอน และนี่เป็นชิ้นแรกของโลกการเริ่มต้นนี่ล่ะยากที่สุด
    “ท่านพ่อครับแล้วเมืองเราไม่มีขบวนพ่อค้าแวะมาบ้างหรอครับ ผมไม่เคยเห็นเลย” ผมถามเรื่องที่สงสัย เพราะตั้งแต่เกิดมาไม่เคยพบเลย
    “ขบวนพ่อค้าจะมีทุกๆ 5 ปี ล่าสุดพึ่งมาเมื่อต้นปีนี้เอง แต่มันเป็นขบวนเล็กๆ ลูกเลยไม่ทันสังเกตเห็น ก็นะเมืองเราไม่มีสินค้าอะไรจะไปขายกับเค้า แถมเดินทางมาถึงก็ยากลำบาก”
              ผมใช้เวลาคุยกับท่านพ่อจนถึงเย็น
    “เราลงไปกันเถอะคลาวด์ได้เวลามื้อเย็นแล้ว” ท่านพ่อชวนผมลงไปห้องอาหารทันทีเมื่อเห็นว่าเย็นแล้ว“ครับแต่โครงการทั้งหมดผมอยากให้ท่านพ่อ เป็นคนออกหน้าให้นะครับ” ผมขอท่านพ่อ
    “ทำไมล่ะ นี่เป็นผลงานของลูกล้วนๆเลยนะ” ท่านพ่อถามผม
    “เพราะท่านพ่อเป็นเจ้าเมืองไงครับ ผมขอเป็นที่ปรึกษาท่านพ่อก็พอแล้ว” ผมเอ่ยจบก็เดินนำไปทันที ท่านพ่อพลางมองตามผมเล็กน้อยและเดินตามลงไปเช่นกัน
    เช้าวันถัดมา
    ท่านพ่อออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้าเพื่อทำตามโครงการที่ผมเสนอเมื่อวาน อ่าดูเหมือนท่านพ่อจะรีบเหมือนกันนะ กับโครงการ 5 ปีของเรา ส่วนผมหลังจากทานอาหารเสร็จ ก็ฝึกดาบอาทมาฎ และมวยไชยาเหมือนเดิม ตอนนี้ผมมีเพียงดาบไม้ที่เหลาเองเท่านั้น สงสัยอีกหน่อยต้องให้ท่านพ่อหาดาบจริงให้แล้วล่ะ
    ส่วนเวทย์มนต์มันไม่พัฒนาขึ้นเลย ดูเหมือนจะต้องรอร่างกายเติบโตจริงๆสินะ ที่พัฒนามากทั่สุดก็คือพลังจิต ผมสามารถใช้หยุดวัตถุให้หยุดกับที่ได้แต่ต้องเป็นสิ่งที่ผมถืออยู่เท่านั้น แต่ดูเหมือนจะใช้กับสิ่งมีชีวิตไม่ได้ ผมเคยลองใช้กับมือตัวเองดู ผมนึกถึงการละเล่นสมัยเล่นกับเด็กๆแถววัด ที่เด็กผู้ชายทุกคนชอบเล่น ดีดมะกอก ผมลองใช้หลักการง้างนิ้วมือแบบการดีดมะกอกกับปลายดาบดู โดยการหน่วงพลังจิตไว้ที่ปลายดาบเพื่อที่จะให้ดาบฟาดลงมาเร็วและหนักว่ากว่า แต่พลาดล่ะมือผมจับดาบไม่แน่นพอ ดาบจึงลอยไปข้างหลัง บางครั้งมันก็ทำให้ข้อมือผมเคล็ดเพราะใช้แรงมากเกินไป กว่าจะใช้จริงใช้คงต้องฝึกกันอีกนานเลยล่ะ
    วันนี้ผมว่างล่ะ ท่านพ่อก็ออกไปข้างนอก ท่านแม่อยู่ในห้องหนังสือ คุณอามีน่าอยู่ในครัว ส่วนคุณมัลโก้ ตามท่านพ่อไป ผมเห็นท่อนไม้ในสวนหลังบ้านมันกองๆกันไว้จากการทดลองต่างๆของผม ผมนี่คันมือเลย ผมเคยบอกแล้วใช่มั้ย ว่าผมชอบการแกะสลักอ่าฝีมือเราจะตกรึยังนะ ผมหยิบมีดขึ้นมาและไม้แผ่นยาวที่สภาพดูดีหน่อย ผมค่อยๆนั่งลง นึกถึงลายที่เคยช่วยที่วัดแกะ และลงมือทันที
    โครก !!!! ท้องผมร้องขึ้นมาทันที ไม่รู้เวลาผ่านไปเท่าไรหลังจากผมแกะสลัก ผมเงยหน้ามองพระอาทิตย์ อ่าเย็นแล้วสินะ นี่ผมใช้เวลาทั้งวันเลยหรอ ผมมองผลงานในมือ อ่าฝีมือตกไปเยอะเลยสินะ ต้องเคาะสนิมหน่อย ผมวางเครื่องมือและไม้ที่แกะสลักไว้แถวๆ นั้นว่าจะเอาไว้ไปทำฟืนซะ เหอะใครเห็นอายตายชักฝีมือตกไปเยอะเลยเรา
    ผมเดินกลับเข้าบ้านทันที เพื่อเข้าไปทานมื้อเย็น เพราะตอนนี้ผมหิวมากๆเลย ทั้งวันไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยดูเหมือนท่านพ่อจะกลับมาแล้วนะแต่ถ้ามีคนจากโลกเก่ามาเจอไม้แกะสลักที่คลาวด์ทิ้งเอาไว้ ต้องไม่มีใครเชื่อแน่ๆ ว่านี่เป็นฝีมือของเด็ก ให้นั่งยันนอนยันใครๆก็ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันแน่ๆ ว่าเป็นของช่างฝีมือระดับสมบัติของชาติแน่นอน
    ที่โลกเดิมวัดที่เมฆเคยอยู่
    “เกือบ 10 ปีแล้วสินะดล” หลวงตาเอ่ยถามหลวงพี่ที่นั่งอยู่ด้านข้าง
    “ครับหลวงตา ปีนี้ก็ 8 ปีแล้วที่เมฆเสียไป” หลวงพี่ดลพลางหลับตานึกถึงลูกศิษย์
    “ไวจังเลยนะ” หลวงตาก็นึกถึงเช่นกัน
    “ครับพวกผมก็เสียใจเหมือนกัน ที่จากไปไวขนาดนี้ หลังจากเมฆเสียไปเหมือนหลวงพี่เอกจะเสียใจที่สุด ที่ศิษย์รักจากไปแบบนั้น ถึงกับสึกออกไปรับตำแหน่งศาสตราจารย์นานาชาติเลย ทั้งๆที่เกือบ 20 ปีหลังจากบวช เค้าไม่เคยจะสนใจ” หลวงพี่ดลพลางนึกถึงเพื่อนพระที่บวชด้วยกัน
    “อืม หลวงพ่อเข้าใจเค้าดี เค้าทุ่มเทสอนทุกๆอย่างให้เท่าที่ความรู้เค้าจะมี แต่เมื่อเมฆด่วนจากไป คงสะเทือนใจมาก” หลวงตาถอนหายใจ
    “ครับ ส่วนหลวงพี่ดุก็กลับไปรับตำแหน่งนายพลกองทัพนานาชาติ เมื่อ 5 ปีก่อน” หลวงพี่ดลนึกถึงหลวงพี่หน้าดุอีกคนที่เชี่ยวชาญเพลงดาบมากที่สุดคนนึงที่เค้าเคยรู้จัก เพราะตั้งแต่เกิดมาเค้าพึ่งเคยเห็นคนเอาดาบไปสู้กับปืนนับร้อยกระบอกเป็นครั้งแรก ถึงแม้ว่าจะบาดเจ็บสาหัดจนมาสลบที่วัดและหลวงตาช่วยเอาไว้
    “อืม ตอนหลวงตาช่วยดุบวชให้เจ้าดุ เห็นว่าเคยโดนเพื่อนหักหลังขายข่าวให้กับองค์กรก่อการร้าย ทำให้ถูกพวกนั้นเป็นร้อยตามล่า จนมาถึงวัดหลวงตานี่ล่ะ สงสัยไม่อยากหนีปัญหาแล้วเลยกลับไป” หลวงตาคิดถึงสมัยที่วัดยังครึกครื้นอยู่
    “แล้วเธอล่ะดล ไม่คิดจะกลับไปต่อยมวยหน่อยเรอะ อย่างน้อยก็เป็นโค้ชก็ได้ เห็นว่ามีคนมาชวนไปเป็นโค้ชโอลิมปิกอยู่นี่” หลวงตาหันมาถาม
    “ผมไม่คิดแล้วล่ะครับหลวงตา ผมกะจะบวชไปตลอดชีวิต มวยของผมเป็นมวยสังหาร ไม่เหมาะกับเกมกีฬาหรอกครับ แถมด้วยวิชามวยของผมก็ฆ่าคนมาเยอะจากสังเวียนใต้ดิน นอกจากเจ้าเมฆผมก็ไม่คิดจะสอนใครอีก” หลวงพี่ดลมองที่หมัดตัวเอง
    “ทำไมล่ะ” หลวงตาเอ่ยถาม
    “ก็เพราะเมฆนั้นเหมาะสมครับ ตั้งแต่เด็กจนเมฆจากไปเมฆไม่เคยมีจิตมารให้พวกผมเห็นเลย ผมกับดุ ถึงสอนทุกๆอย่างให้จนหมด แถมเมฆยังเป็นอัจฉริยะ ไม่สิสัตว์ประหลาดซะมากกว่า ไม่อย่างงั้นคงรับการสอนจากเอกที่ไม่ไหว แต่หลวงตาจะถามคำถามที่รู้อยู่แล้วทำไมครับ ท่านเป็นถึงศิลปินแห่งชาติ” หลวงพี่ร่ายยาวถึงศิษย์รักจนเพลิน
    “ฮ่า !! ฮ่า !! นั่นสินะถ้าหลวงตาเป็นศิลปินแห่งชาติ เจ้าเมฆคงเป็นศิลปินแห่งจักรวาลล่ะมั้ง หลวงตาใช้เวลาทั้งชีวิตเรียนรู้มัน แต่เมฆใช้เวลาไม่ถึง 5 ปีเรียนรู้จนหมด” หลวงตาหัวเราะอย่างร่าเริง
    “แต่ก็น่าเสียดายนะครับ เมฆจากพวกเราไปแล้ว” หลวงพี่เศร้าอีกครั้ง
    “อืมแต่ก็เท่านั้นล่ะ นิสัยอย่างเจ้าเมฆไม่คิดจะใช้วิชาความรู้อะไรเท่าไรหรอก ไม่ขี้อวด แถมยังชอบอยู่อย่างสงบๆ ถ้าโลกหน้ามีจริงป่านนี้เมฆมันคงไปเกิดแล้วล่ะ คงไปนั่งแกะสลักอะไรเล่น กับหาของกินอร่อยๆล่ะมั้ง” หลวงตาพลางนึกถึงนิสัยของเมฆ
    “นั่นสิครับ พูดถึงแกะสลัก ทุกวันนี้บานประตูโบสถ์วัดเรา หลังจากมีคนจากกรมศิลปะมาดู ก็วุ่นวายเลยนะครับ” หลวงพี่นึกถึงประตูโบสถ์ที่เมฆเคยมาช่วยแกะ แถมเจ้าตัวบอกว่าแกะเล่นๆว่าง
    “อืมนั่นสิ ทำเอาวัดเราวุ่นวายไปพักนึง หลวงตาพยายามซ่อนแล้วนะ อุส่าเปลี่ยนเอาอันเก่ามาใช้ ใครจะนึกว่าคนจากกรมศิลปะจะไปเจอได้” หลวงตาตอบ
    “นั่นสิครับจากนั้น ก็ลงข่าวอยู่หลายวัน อดีตศิลปินแห่งชาติหายตัว 20 ปี ซุ่มสร้างผลงานระดับโลก” หลวงพี่พลางนึกถึงหนังสือพิมพ์เมื่อหลายปีก่อน
    “พูดถึงเรื่องนี้แล้วน่าอับอาย ไม่ใช่ฝีมือของหลวงตาซักหน่อย แต่ก็เท่านั้นเจ้าของฝีมือตัวจริงก็ตายลงไปแล้ว ปล่อยไปเลยตามเลยเถอะ” หลวงตาทำหน้าเศร้าทุกครั้งที่เอ่ยถึงเมฆ ที่ท่านเลี้ยงมาแต่เด็กๆ รักเหมือนลูกชาย
    จบ...
    ผมลองปรับขนาดตัวอักษรใหม่ดูและเพิ่มปริมาณแต่ละตอนขึ้นอีกหวังว่าทุกๆท่านคงจะพอใจขึ้นบ้างนะครับ