“ซูลี่ทำไม่ได้ แต่ฉันทำได้!” ไป๋เยี่ยนอิงเข้ามาในห้องเมื่อไหร่กลับไม่มีใครเห็น เธอตรงเข้าไปทำร้ายเฉินเฮ่าจงด้วยความโกรธแค้น
“เธอทำร้ายฉันทำไม” เฉินเฮ่าจงถามออกไปอย่างลำบาก เพราะแผลบนตัวของเขาค่อนข้างสาหัส และเขาก็คิดว่าคราวนี้เขาคงจะไม่รอดแล้ว “เธอก็เป็นคนหนึ่งที่ทำให้แผนการของฉันผิดพลาด”
“เฮ่าจงคะ ฉันรักคุณมากนะคะ แต่ทำไมคุณถึงทำร้ายฉันได้ลงคอ ทำไมคุณต้องส่งฉันเข้าไปอยู่ในที่น่าอับอายอย่างนั้นด้วย” ไป๋เยี่ยนอิงเปลี่ยนท่าทีดุร้ายมาร้องไห้อย่างหนัก หลังจากนั้นเธอก็เปลี่ยนมาหัวเราะ “ในที่สุดคุณก็มีวันนี้ คุณคิดว่าฉันรักคุณมากจนไม่กล้าทำร้ายคุณจริงๆ หรือ นี่ไงล่ะ ฉันพิสูจน์ให้คุณเห็นแล้ว”
เฉินเฮ่าจงมองดูผู้หญิงเสียสติตรงหน้าด้วยสายตาอ่อนแรง ก่อนที่เขาจะหันไปมองหลินซูลี่ “ถ้าฉันมีโอกาสกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ฉันจะไม่ปล่อยพวกเธอไปแน่ พวกเธอทุกคนจะต้องมีจุดจบที่เลวร้ายกว่าฉัน”
“กลับตัวกลับใจใหม่เถอะเฮ่าจง ฉันยกโทษให้สำหรับเรื่องที่ผ่านมา ต่อไปนี้ขอให้เราเลิกแล้วต่อกัน อย่ามีอะไรติดค้างกันอีกเลย” หลินซูลี่พูดกับเขาเป็นครั้งสุดท้าย แต่ตาคู่นั้นปิดสนิทลงพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาจากหางตาของเขาเท่านั้นที่เป็นคำตอบ
“น่าสงสารเยี่ยนอิงนะที่ต้องตกอยู่ในสภาพนั้น”
วันที่หลินซูลี่กับฟางซินเยว่ถูกไป๋หลิงฉีจับตัวไปให้เฉินเฮ่าจง ความจริงแล้วเป็นแผนการที่ไป๋หลิงฉีวางเอาไว้เพื่อให้พี่สาวของตัวเองได้แก้แค้นเฉินเฮ่าจงต่างหาก เรื่องของฟางซินเยว่นั้นเขาตัดใจได้ตั้งนานแล้ว เขารักฟางซินเยว่ด้วยใจจริง แต่ในเมื่อหญิงสาวไม่มีใจ เขาก็พร้อมที่จะถอยออกมา ยิ่งเขาเห็นว่าฟางซินเยว่มีคนรักที่ดีและคู่ควรอย่างเหวินเฉียวคอยอยู่ข้างกาย เขาก็รู้แล้วว่าการตัดสินใจของเขานั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด แต่ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ไป๋หลิงฉีอยากจัดการกับเฉินเฮ่าจงนั่นก็คือเขาอยากแก้แค้นแทนฟางเจียงเพื่อนรักของเขา
“แต่ไป๋หลิงฉีก็น่าสงสารเหมือนกันนะ เขายอมรับโทษแทนพี่สาวของตัวเองและยังมีคดีความเก่าที่ถูกออกหมายจับอยู่อีก คงอีกหลายปีเลยล่ะกว่าที่เขาจะได้ออกมาใช้ชีวิตอย่างอิสระข้างนอก” ฟางซินเยว่ก็ถอนหายใจออกมาเหมือนกัน
“แล้วน้องชายของเธอล่ะ ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง” หลินซูลี่ถามถึงฟางเจียง
“เจ้าบ้านั่นก็หยุดอาละวาดไปได้บ้างแล้วล่ะ เพียงแต่เขาพิการแบบนั้นมันก็ยากที่จะไปหางานทำข้างนอกได้ สงสารก็แต่พี่ใหญ่ที่ต้องมารับมือกับแม่” ฟางซินเยว่ส่ายหน้าอย่างจนใจ “แม่ก็ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย จะให้พี่ใหญ่ยกบ้านกับกิจการนั้นให้อาเจียง นั่นมันน้ำพักน้ำแรงของพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้เชียวนะ”
“มันก็อยู่ที่พี่หมิงว่าเขาจะจัดการกับเรื่องนี้ยังไง ว่าแต่เธอเถอะ ใกล้งานแต่งเข้ามาทุกทีแล้ว สภาพอย่างนี้ยังจะยืนรับแขกไหวไหม” หลินซูลี่พูดพร้อมกับมองไปที่ท้องของฟางซินเยว่ยิ้มๆ
“ลูกคนนี้เป็นเด็กดีมาก ฉันไม่เคยแพ้ท้องเลยเธอเชื่อไหม ฉันยังกินได้ นอนหลับ แล้วก็อารมณ์ดีเหมือนเดิมเลย ว่าแต่เมื่อไหร่เธอกับจื่อหยวนจะจัดงานแต่งกันเสียทีล่ะ”
“คงหลังจากงานแต่งของเธอกับเหวินเฉียวนั่นล่ะ” หลินซูลี่ยิ้ม “เพียงแต่ฉันอยากจัดงานเล็กๆ ให้ผู้ใหญ่กับเพื่อนสนิทรับรู้ก็พอ”
“ก็ดีเหมือนกันนะจะจัดงานใหญ่หรือไม่จัดเลย มันก็ไม่ได้มีผลกับชีวิตคู่ของพวกเธออยู่แล้ว ฉันเห็นเธอกับจื่อหยวนรักกันดีฉันก็ดีใจ” ฟางซินเยว่จับมือหลินซูลี่เอาไว้ “ฉันขอบใจเธอมากนะซูลี่ที่ให้โอกาสฉันได้แก้ไขอดีต ฉันเชื่อว่าเรื่องที่เฉินเฮ่าจงเล่ามามันคือความจริง เพียงแต่เธอกลัวว่าฉันจะเสียใจ เธอก็เลยไม่เคยพูดถึงอดีตและกล่าวโทษฉันเลยใช่ไหมล่ะ”
“ซินเยว่” หลินซูลี่เรียกเพื่อนเสียงเบา
“เธอแปลกใจใช่ไหมที่ฉันรู้เรื่องนี้ ฉันมาคิดทบทวนดูแล้วเธอก็เริ่มเปลี่ยนไปตั้งแต่ตอนที่เรายังอยู่กันที่ชนบทจริงๆ เธอไม่กลัวฉันเหมือนเมื่อก่อน แถมยังตอบโต้ฉันอย่างเจ็บปวดอยู่ตั้งหลายครั้ง แม้แต่ส่งฉันให้เข้าไปนอนในห้องขังเธอก็ทำ แต่ทั้งหมดมันเป็นเพราะเธอหวังดี ตรงนี้ฉันต้องขอขอบคุณเธอมากจริงๆ และสิ่งที่ทำให้ฉันมั่นใจอีกอย่างหนึ่งก็คือตอนที่ฉันได้เข้าไปในมิติกับเธอ ข้าวของในนั้นล้วนแล้วแต่ดูทันสมัย นั่นล่ะถึงทำให้ฉันเชื่อคำพูดของเฉินเฮ่าจง”
“เธอยังเสียใจกับเรื่องในอดีตอยู่หรือ”
“เปล่าเลย ฉันดีใจมากต่างหากที่ฉันหลุดพ้นจากวงจรนั้นมาได้ ฉันไม่รู้ว่าฉันต้องขอบคุณเธอกี่ร้อยกี่พันครั้งถึงจะสมกับที่เธอช่วยฉุดฉันให้ขึ้นมายืนอยู่ในจุดนี้ได้”
“เราเป็นเพื่อนกัน ฉันก็เลยอยากให้โอกาสเธอดูสักครั้ง ซึ่งทั้งหมดมันก็อยู่ที่เธอ และเธอก็ไม่ทำให้ฉันผิดหวังจริงๆ นะซินเยว่”
“ก็เธอเคยบอกฉันเองนี่ว่าเราไม่สามารถแก้ไขอดีตได้ แต่เราทำปัจจุบันให้มันดีได้ ฉันก็เลยเชื่ออย่างนั้น”
“เรื่องร้ายมันก็เหมือนสายลมที่พัดผ่านไป ขอแค่เรามีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาในทางที่ถูกต้อง ต่อไปชีวิตของพวกเราก็จะมีแต่เรื่องดีๆ เกิดขึ้น เธอว่าจริงไหม” หลินซูลี่แหงนมองขึ้นไปบนท้องฟ้าและสายลมที่พัดผ่านมาเบาๆ ก็ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก ดวงดาวบนท้องฟ้าคืนนี้ช่างสดใสสวยงามเป็นพิเศษ “ฉันไม่ได้นั่งมองท้องฟ้ากับเธออย่างนี้มานานเท่าไหร่แล้วนะ”
“นั่นสิ” ฟางซินเยว่แหงนมองท้องฟ้าด้วยอีกคน “ครั้งสุดท้ายที่เรานั่งมองท้องฟ้าด้วยกันก็ตั้งแต่ตอนที่เรายังอยู่ที่ชนบท น่าเสียดายที่เราจะไม่ได้มานั่งดูท้องฟ้าด้วยกันอีกแล้ว เธอไม่ย้ายไปเมือง H ไม่ได้หรือซูลี่ ฝีมือการทำอาหารของเธอกับน้าซ่งเก่งพอๆ กับพ่อครัวร้านดังเลยนะ ฉันคิดว่าเธอเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเองได้สบายเลยล่ะ”
“ที่นี่มีแต่ความทรงจำแย่ๆ สำหรับฉัน อีกอย่างนะร้านค้าที่เมือง H ก็เป็นสมบัติชิ้นเดียวที่พ่อของฉันทิ้งไว้ให้ ฉันอยากกลับไปอยู่และดูแลที่นั่นให้ดี” หลินซูลี่หันมายิ้มให้เพื่อนรัก “ถ้าเธอคิดถึงฉัน เธอก็ไปเยี่ยมฉันก็ได้นี่ หรือว่าเธอจะให้อาเฉียวไปสอบเป็นครูอยู่ที่โน่นเหมือนกับจื่อหยวนก็ได้ ทำอย่างนี้พวกเราก็จะได้อยู่ใกล้กันแล้ว”
“นั่นสินะ ฉันคงต้องเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาอาเฉียวดูแล้วล่ะ”
งานแต่งงานที่ซ่งจื่อหยวนและหลินซูลี่รอคอยก็มาถึงในที่สุด พวกเขาจัดงานอย่างเรียบง่ายตามความตั้งใจที่เคยพูดเอาไว้ แขกที่มาร่วมแสดงความยินดีมีแต่ญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย รวมถึงเพื่อนสนิทแค่ไม่กี่คน แต่เพราะพ่อกับแม่ของหลินซูลี่ต่างก็จากไปกันหมดแล้ว ซูฉงเต๋อจึงทำหน้าที่เป็นญาติฝ่ายเจ้าสาวให้กับเธอด้วยความเต็มใจ บรรยากาศในงานต่างเต็มไปด้วยความสุข
“ผมรอวันนี้มานานเหลือเกิน” ซ่งจื่อหยวนกอดหญิงสาวไว้
“แค่ไม่กี่ปีเองค่ะ คุณทำเหมือนกับว่าฉันให้คุณรอมานานเป็นสิบปีเลยนะคะ” หลินซูลี่กอดตอบเจ้าบ่าวหมาดๆ ของตนเอง “จื่อหยวนคะ ฉันก็ไม่คิดเลยว่าฉันจะมีวันนี้ วันที่ฉันได้มีความสุขกับคนที่ฉันรักและเขาก็รักฉัน ขอบคุณนะคะที่คุณเจ้ามาเติมเต็มชีวิตของฉัน”
“ผมก็ต้องขอบคุณคุณเหมือนกันที่ให้โอกาสผมได้รักคุณผมสัญญาว่าผมจะดูแลความรักของเราให้ดี”
“ฉันก็จะรักษาความรักและชีวิตคู่ของเราให้ดีเหมือนกันค่ะ”
ค่ำคืนอันอ่อนหวานและเร่าร้อนของคู่บ่าวสาวผ่านไปอย่างช้าๆ ทั้งคู่ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย เพราะพวกเขาต่างก็รอคอยเวลานี้กันมานาน ต่างคนต่างก็แสดงความรักและถูกรักอย่างโหยหา หลังจากคืนนี้พวกเขาจะไม่ใช่คู่รักกันอีกต่อไปแล้ว แต่พวกเขาจะกลายเป็นสามีภรรยา และพวกเขาจะต้องประคับประคองชีวิตคู่ให้มีความสุขเหมือนกับคำมั่นสัญญาที่พวกเขามอบไว้ให้แก่กัน