จากตรงนี้สองสามลี้มองเห็นกำแพงเมืองทอดยาวออกไปทั้งซ้ายและขวา ปลายทางคือประตูเมืองที่มีป้อมปราการตั้งตระหง่านงอยู่เบื้องบน ยิ่งก้าวเท้าไปใกล้เท่าใดกำแพงเมืองก็ยิ่งดูสูงใหญ่น่าอัศจรรย์ขึ้น
ณ ประตูเมืองพบผู้คนเข้าออกคับคั่ง มีทหารพกดาบพกทวนไปทั่วประตูเมือง เหวินหยางที่อยู่หน้าประตูเมืองยามนี้รู้สึกตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก
หลังเดินพ้นประตูเมืองก็พบเห็นถนนหลทางที่เต็มไปด้วยผู้คน ไม่ว่าจะทิศทางใดก็พบเจอพ่อค้าแม่ค้าคล้ายที่แห่งนี้จัดเทศกาลทุกวันวานไม่มีจบมีสิ้นเป็เื่ปกติ เมืองหลวงที่ได้ยินได้ฟังมาบัดนี้ได้มาเห็นกับตาถึงเข้าใจถ่องแท้ว่าเป็เช่นใด
เมื่อทั้งสามมาถึงเมืองหลวงก็ตัดสินใจตามหาโรงน้ำชาหลูฟางเพื่อไปส่งหลินลี่ก่อนที่ฟ้าจะมืดลง ทั้งสามถามทางผู้คนที่สัญจรไปมาคนแล้วคนเล่า แต่ก็ใช้เวลาไม่น้อยกว่าจะไปถึงโรงน้ำชาหลูฟาง เมืองหลวงช่างกว้างขว้างเสียจริง
โรงน้ำชาหลูฟางที่ตั้งดูหรูหราใหญ่โต เหวินหยางกับหลินลี่เมื่อพบเจอก็ต่างรู้สึกผิดจากที่จินตการไว้มากนัก
“ แค่โรงน้ำชาต้องดูยิ่งใหญ่เพียงนี้เลยหรือ ทำไมไม่เคยเห็นเ้าพูดถึงมาก่อนเ ” เหวินหยางถามหลินลี่
“ ข้าก็รู้พร้อมกับเ้านั่นแหละ ”
ทั้งสามเดินผ่านประตูโรงน้ำชาก็พบเห็นภายในก็ยิ่งทำให้ประหลาดใจยิ่ง โรงน้ำชาแห่งนี้ภายในดูใหญ่โตยิ่ง ผ่านประตูไปตรงกลางเป็ลานกว้าง ถัดออกไปมีเวทีการแสดงใหญ่โตซึ่ง ณ เวลานี้ก็มีสาวงามนั่งดีดพิณบรรเลงอยู่ มองออกไปทั้งซ้ายขวาก็พบบันไดสำหรับขึ้นไปชั้นเบื้องบน
ทั้งสามยืนชมได้ไม่นานก็มีคนต้อนรับแขกเดินมาทักทาย
“ โรงน้ำชาหลูฟางยินดีต้อนรับ ไม่ทราบท่านทั้งสาม้าสิ่งใด ” พนักงานต้อนรับถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“ ข้ามาหาท่านพี่เนี่ยฟงข้า เ้ารู้หรือไม่ว่าท่านอยู่ที่ใด ” หลินลี่ถาม
“ ไม่ทราบว่าท่านอยากให้ข้าเรียกเถ้าแก่ว่าผู้ใดมาพบ ”
“ บอกว่าน้องสาวของเขามาหา ”
พนักงานต้อนรับได้ยินเช่นนี้รีบตอบรับอย่างทันควัน
“ ข้าน้อยจะรีบไปตามเถ้าแก่ให้คุณหนูเดียวนี้ คุณหนูโปรดรอสักครู่ ”
เมื่อพนักงานเดินจากไปไม่นานก็มีชายหนุ่มกับหญิงสาวคู่หนึ่งแต่งตัวดูดีมีสง่าราศีเดินออกมา
หลินลี่ที่เห็นก็รีบวิ่งเข้าไปโผกอดชายผู้นั้นไว้ ก่อนที่จะคำนับหญิงสาวที่เดินมาด้วยกัน ทั้งสามนั้นได้สนทนาทักทายกันเล็กน้อย ก่อนที่หลินลี่จะแนะนำสหายให้พี่ชายของตนได้รู้สึกพร้อมกับเล่าวีรกรรมตลอดเส้นทางที่ผ่านมา พี่ชายหลินลี่ที่ได้ฟังก็ได้กล่าวขอบคุณทั้งสองจากใจจริงที่ช่วยดูแลหลินลี่อย่างดีตลอดการเดินทางที่ผ่านมา
เมื่อเห็นว่าไม่นานก็จะมืดค่ำแล้ว พี่เนี่ยฟงก็ได้ชักชวนให้ทุกคนพักกันที่นี่เพื่อจะได้เลี้ยงขอบคุณด้วยกันสักมื้อ ประกอบด้วยคืนนี้จะมีงานเลี้ยงพิเศษที่จะจัดขึ้นต้อนรับเ้ากรมพิธีที่จะมาเยี่ยมเยือน ดังนั้นคืนนี้จะมีการแสดงพิเศษหลายรายการ เลยอยากรั้งให้เหวินหยางกับหย่งควันอยู่รับชมด้วยกัน
เหวินหยางและหย่งควันได้ยินเช่นนี้ก็ยินดียิ่ง จึงตอบรับคำของพี่เนี่ยฟงทันที พี่ชายของหลินลี่ได้ยินเช่นนี้ก็ดูมีความยินดีนัก จึงได้เรียกคนใช้นำทางไปยังที่พักให้กับแขกทั้งสอง
เมื่อถึงห้องพักของตนเองขณะที่เหวินหยางจะไปล้างเนื้อล้างตัวก็ได้เหลือบมองผ้าเช็ดหน้าสีชมพูอ่อนที่เปิ้อนไปด้วยเื ที่มุมหนึ่งของผ้าเช็ดหน้าปรากฏตัวอักษรปักไว้ว่า “ฉิงเอ๋อ” เพียงอักษรสั้นๆนี้ก็สามารถทำให้เหวินหยางนั้นมีความสุขล้นยิ่งนัก
ห้องพักเหวินหยางอยู่ชั้นสอง แม้ที่แห่งนี้จะก้าวย่างสู่ยามราตรีแล้ว แต่เมื่อมองผ่านหน้าต่างออกไปก็พบเห็นทุกหลทุกแห่งล้วนสว่างไสว ส่วนผู้คนก็ยังคงเดินพลุกหล่านไปมาราวกับว่าที่แห่งนี้ไม่มียามราตรี
เหวินหยางที่กำลังเพลิดเพลินอยู่กับสิ่งที่เห็น แต่นั้นก็ไม่นานนักเพราะมีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นมาหลายหล
เป็หลินลี่กับหย่งควันที่มาเรียกไปรอชมการแสดง เมื่อประตูเปิดออกเหวินหยางก็ต้องตกตระลึงตาค้าง หญิงสาวที่ตนเดินทางมาด้วยกันมาไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยลี้ บัดนี้พลิกโฉมเป็สาวงามผู้หนึ่ง ใบหน้าที่แต่งเติมไปด้วยเครื่องแป้งปากแดง ผมที่หมัดเรียบร้อยประดับไปด้วยเครื่องประดับผม ยามใดเคลื่อนไหวไปมากระทบแสงไฟเป็ประกายงดงามยิ่ง หญิงสาวยังสวมชุดแดงที่ดูแล้วเรียบร้อยงดงามน่ามอง เหวินหยางไม่คาดไม่คิดเลยว่าสตรีผู้นี้จะเป็คนเดียวกันกับคนเมื่อเย็นวันนี้
หลินลี่ที่เห็นเหวินหยางมองเช่นนี้ ในแววตาก็เริ่มกรอกไปมาไม่กล้าสบตาโดยตรง ใบหน้าขาวเนียนก็เริ่มปรากฏเป็สีเืแดงฉาน ใน่เวลาเช่นนี้ทั้งคู่คงอยากหยุดเวลาไว้ตรงนี้ก่อนอีกสักปะเดี๋ยวหนึ่ง แต่ทว่าทุกอย่างก็ต้องจบลง เมื่อมีพัดเล่มหนึ่งกางขึ้นมาระหว่างทั้งคู่
“ ลืมข้าแล้วหรือไร ฮา ฮ่า ” หย่งควันกล่าวด้วยน้ำเสียงแห่งความสุข
ทั้งคู่เห็นเช่นนี้ก็กลับคืนได้สติ ก่อนที่หลินลี่รีบชวนทั้งเหวินหยางลงไปด้านล่างเวที แต่เมื่อนางกล่าวเสร็จก็รีบเดินนำจากไปโดยเร็ว ก่อนที่ชายหนุ่มทั้งสองจะค่อยๆก้าวเท้าติดตามไป
เมื่อเหวินหยางกับหย่งควันทั้งคู่เป็แขกพิเศษวันนี้จึงได้นั่งโต๊ะใกล้เวที ตอนนี้บนเวทีก็มีนักดนตรีบางก็บรรเลง บางก็จัดเตรียมอุปกรณ์การแสดง
หลังจากพวกเขามานั่งที่ของตนได้ไม่นานนัก ก็มีคณะหนึ่งเดินเข้ามาภายในร้าน นำโดยชายชราผู้หนึ่งท่าทางโอบอ้อมอารี แต่งกายดูสูงศักดิ็คล้ายขุนนาง ด้านหลังก็มีบริวารสิบกว่าคนค่อยติดตามมาด้วย ที่แท้แล้วคนผู้นี้ก็คือเ้ากรมพิธีนี่เอง
เนี่ยฟงที่เห้นก็รีบเดินไปต้อนรับแขกและพาแขกขึ้นไปข้างบน ขณะเดียวกันด้านล่างเวทีก็คล้ายจะมีความวุ่นวายเกิดขึ้น เพราะเถ้าแก่เนี้ยมีท่าทีกระวนกระวายและร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด เหมือนนางพยายามให้พนักงานหลายคนรีบตามหาบางสิ่งบางอย่าง
หลินลี่และเพื่อนพ้องที่เห็นเหตุกาณ์ก็รีบไปไถ่ถามสาเหตุดู ปรากฏว่าสตรีที่นำการแสดงวันนี้หายตัวไป ใกล้เวลาแสดงเช่นนี้แล้วหากผิดพลาดต้องเป็ที่ขายหน้าต่อใต้เท้าเ้ากรมพิธีเป็แน่แท้ ที่ท่านตั้งใจมาชมการแสดงในวันนี้
หย่งควันที่สังเกตเห็นรายการแสดงของวันนี้บนมือเถ้าแก่เนี้ยก็จึงได้เอ่ยขึ้นอย่างสุภาพ
“ ในระหว่างที่พวกท่านกำลังตามหานักแสดงของท่าน สองสามรายการแรกเป็เพียงการบรรเลงและขับร้อง เถ้าแก่เนี้ยพอจะเชื่อใจข้าน้อยได้หรือไม่ ”
เถ้าแก่เนี้ยได้ยินเช่นนี้ก็หันไปมองหลินลี่ แต่หลินลี่ก็ได้แต่เพียงยิ้มแห้งๆขอปัดไปที แต่ถึงอย่างไรแม้ครั้งนี้จะเดินพันสูง แต่การแสดงนี้เองก็จะชักช้าไม่ได้ เถ้าแก่เนี้ยจึงได้ตอบตกลงไปด้วยความกังวลใจ
เมื่อเวทีได้เริ่มการแสดงก็ปรากฏชายแต่กายชุดบัณฑิตยืนกลางเวที เป็ที่ประหลาดใจนักสำหรับผู้พบเห็น
เมื่อดนตรีเริ่มต้นบรรเลงเ้ากรมพิธีเห็นก็ต้องยิ่งแปลกใจ เพลงที่ใช้เลือกบรรเลงนั่นเป็เพลงเกี่ยวกับสตรีที่คล้ายนกน้อยบินออกสู่โลกกว้าง เริ่มแรกทุกข์ทน ท่อนหลังเปียมด้วยความสุข ปกติเพลงนี้จะมีเพียงสตรีที่ขับร้อง อย่าว่าแต่สตรีเลย แค่ชายที่ร้องเพลงขับขานร้องเพลงยังมีน้อยยิ่งนัก ส่วนมากล้วนแต่ร่ายกาพย์กลอนท่องหนังสือ
เมื่อเริ่มขับร้องประโยคแรกเสียงนั้นทุ้มต่ำไพเราะ แต่ก็ชวนให้ทุกคนเศร้าสร้อยไปกับอารมณ์เพลง ดั่งต้องมนต์สะกด
บทเพลงบรรเลงจบท่องกลาง ข้างเวทีก็ปรากฏสตรีผู้หญิงเดินขึ้นมาแล้วคำนับหย่งควันคราหนึ่ง หย่งควันเมื่อเห็นสตรีนางนี้ก็เหมือนต้องมนต์ สตรีผู้นี้สวมชุดคอกว้างเผยผิวพรรณสว่างไสวดังไข่มุกราตรี ใบหน้ารูปไข่จมูกโด่ง ริมฝีปากเล็ก ั์ตาสีน้ำตาลสดใสยิ่งมองยิ่งน่าหลงไหล น้อยคนนักจะมีั์ตาเช่นนี้
หย่งควันรับการคำนับพร้อมกับยื่นมือไปให้สตรีผู้นี้ เหมือน้าคืนเวทีแห่งนี้ให้กับนาง นางเองก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ
เมื่อดนตรีบรรเลงวนกลับมาท่องร้อง ครั้งนี้เป็สตรีที่ร้องออกมา เมื่อทุกคนได้ฟังก็ประทับใจยิ่ง เสียงนั้นใสดุจแม่น้ำที่นิ่งสงบ ทุกถ้อยคำนั้นชัดแจ้งไพเราะ
เมื่อบทเพลงบรรเลงถึง่ท้าย หญิงสาวที่กำลังขับร้องก็เหมือนส่งสัญญาณบางอย่างให้หย่งควัน ทั้งคู่มองตาเหมือนเข้าใจในภาษาของกันและกัน เมื่อเริ่มร้องประโยคถัดไปก็กลายเป็การร้องประสานเสียงของทั้งคู่ ในเวลานี้ทั่วทั้งโรงน้ำชาทุกคนที่ได้ฟังต่างรู้สึกซาบซึ่งกินใจในท่องเพลงที่ได้ฟังยิ่งนัก
เ้ากรมพิธีที่ได้ฟังท่องเพลงจนจบ ก็เหมือนได้คลายปมในเนื้อเพลงที่มีความสุขในท่องท้ายของหญิงสาว แม้ผู้แต่งบทเพลงไม่ได้ระบุว่าเป็สิ่งใด แต่การแสดงนี้ก็ได้ตอบทุกคำถามนั้นจนหมดสิ้น บทเพลงนี้ที่ถูกร้องหลายร้อยหลายพันครั้ง แต่เหมือนว่าพึงจะมาเจอผู้ที่ขับร้องโดยเข้าใจลึกซึ้งถึงบทเพลงก็ในค่ำคืนนี้
เมื่อจบบทเพลงหญิงชายบนเวทีก็ต่างคำนับกัน ก่อนจะหันมาคำนับผู้ชม เ้ากรมพิธีเห็นเช่นนั้นก็ลุกขึ้นยืนแล้วปรบมือ บนใบหน้านั้นมีคราบน้ำตาอยู่ แต่ใบหน้านั้นอิ่มสุขยิ่งนัก จากนั้นทั่วทั้งโรงน้ำชาก็เต็มไปด้วยเสียงปรบตบดั่งก้องไปทั่ว
เมื่อเสียงปรบมือนั้นได้จบลง สตรีบนเวทีก็เดินมานั่งกลางเวที ตามมาด้วยพิณที่ถูกยกขึ้นมาวางไว้ตรงหน้า สองมือของนางเริ่มจับพิณก่อนแล้วค่อยๆเริ่มบรรเลง เสียงพิณนั้นค่อยๆถูกดีดออกไป
เสียงที่บรรเลงออกมานั้นทำให้ผู้ฟังรู้สึกสงบ อบอุ่น แต่ทว่าเมื่อนางบรรเลงมาเพลงถึงท่องกลาง *นิ้วที่ดีดลงไปบนสายพิณก็ทำให้สายพิณนั้นขาดลง หญิงสาวที่เห็นเช่นนี้ก็ยกมือสองข้างขึ้น แต่ยังไม่ทันคิดเื่กังวลใจที่จะมาถึง บทเพลงก็ถูกรับ่บรรเลงต่อ แต่ทว่าเครื่องดนตรีที่บรรเลงรับ่ต่อนั้นกลับกลายเป็ขลุ่ย นี่ก็แสดงถึงไหวพริบปฏิภาณของหย่งควันได้เป็อย่างดี
ทุกสายตาก็ตามไปจับจ้องมองบัณฑิตที่ยืนเป่าขลุ่ยข้างบนเวที ขลุ่ยหยกสีเขียวนั้นไพเราะลื่นหูบ่งบอกถึงผีมือของผู้บรรเลงนั้นยอดเยี่ยมถึงขีดสุดแล้ว ขณะที่มีคนกำลังมาเปลี่ยนสายพิณนั้น หญิงสาวมองชายหนุ่มเป่าขลุ่ยเฉกเช่นผู้ที่มาช่วยเธอท่ามกลางสนามรบที่เธอนั้นได้พลาดพรั้ง นางยิ้มและตื้นตันใจยิ่งนัก
เมื่อสายพิณถูกเปลี่ยนสตรีผู้นั้นก็เริ่มบรรเลงเพลงต่อ เสียงประสานของเครื่องดนตรีทั้งสองนั้นไพเราะเข้ากันได้อย่างกลมเกลียว หากผู้พบเห็นไม่รู้ความหลังคงคิดว่านี่เป็การแสดงที่ได้ซักซ้อมกันมาแล้ว แต่ความจริงนั้นคือการพบกันครั้งแรกของทั้งคู่บนเวที
เมื่อจบการบรรเลงเพลงทั้งคู่ก็ได้รับการเสียงปรบมืออย่างล้นหลาม
การแสดงชุดถัดๆไปเป็การเต้นระบำ ร่ายบทกลอนของสตรีผู้นั้นบนเวทีที่เหลือทั้งหมด
การแสดงที่หาดูได้ยากยิ่งได้ดำเดินการจนกระทั้งจบการแสดงทั้งหมดแล้ว เ้ากรมพิธีก็ได้กล่าวชื่นชมจากใจจริง ที่การแสดงพิเศษที่จัดต้อนรับเขานั้นดีเยี่ยมเป็อย่างมากยากจะหาเทียบได้ ฝั่งเนี่ยฟงได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกเบิกบานใจยิ่งนัก ถึงแม้ไม่เป็ไปตามที่ประสงค์ไว้แต่ก็ออกมาได้ดีกว่าที่ตั้งใจไว้มาก
เมื่องานเลี้ยงเลิกรา สตรีบนเวทีก็เดินไปที่โต๊ะของพวกเหวินหยาง ทุกสายตาจดจ่องไปทางนาง ไม่ว่าจะกิริยาท่าทางนั้นดูสง่าเรียบร้อยอย่างกับเทพธิดา แม้หลินลี่ที่เป็สตรีเองก็ยังอดชื่นชมไม่ได้
“ ขอบคุณคุณชายที่วันนี้ที่ช่วยเหลือผิงผิง โปรดรับการคำนับ ”
หย่งควันที่เห็นเช่นนี้ก็ลุกขึ้นยืนรับการคำนับ
“ เื่เล็กน้อยขอให้แม่นางอย่าได้มากพิธี ” หย่งควันพูดอย่างถ่อมตน
“ ไม่ทราบว่าผิงผิงขอทราบชื่ออันสูงส่งของคุณชายได้หรือไม่ ”
“ ข้าน้อยหย่งควัน เป็เพียงบัณฑิต อย่าได้เกรงใจ ”
ผิงผิงคำนับอย่างอ่อนโยนแล้วกล่าวคำขอบคุณอีกหนึ่งครั้งก่อนเดินจากไป
“ ข้าว่าข้าต้องมองท่านใหม่แล้ว ท่านนี่อัจฉริยะบุคคลเก่งทั้งบุ๋นบู๊ นับถือๆ ” หลินลี่พูดพร้อมทั้งยกมือคำนับ หย่งควันเห็นเช่นนี้ก็ได้แต่หัวเราะเฉกเช่นดั่งเดิมที่เห็นเป็
ส่วนทางเถ้าแก่เนี้ยวันนี้โรงน้ำชาได้รับคำชื่นชมอย่างมากก็หน้าบานระเริงใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว จึงชักชวนให้ทุกคนพักอยู่ที่นี่อีกสักหลายๆวัน หย่งควันที่ได้ยินเช่นนี้ก็รับกล่าวขอบคุณเถ้าแก่เนี้ยอย่างทันควัน เพราะตัวเขาเองก็อยากทำความรู้จักกับแม่นางผิงผิง สตรีที่เก่งและเข้าใจลึกซึ่งทางด้านศาสตร์และศิลป์ของดนตรีเช่นนี้ หาได้ยากยิ่งยิ่งนัก
พิณขาดกลางงานแสดงถือเป็ลางร้ายสำหรับนักแสดง ยิ่งเป็งานที่สำคัญก็จะเป็สิ่งที่น่าอับอายยิ่ง