ตอนที่23 รักษาคุณตา
“หนูไปโรงเรียนก่อนนะคะ”ซ่งเย่เอ่ยเตือนทุกคนเมื่อเห็นว่าเวลาล่วงเลยมาพอสมควรแล้ว
“ใช่แล้วครับเย่เอ๋อร์ต้องไปโรงเรียน”ซ่งซ่านจิงยิ้มอย่างเขินอายที่เร่งรัดถามลูกสาวตนเองในเวลานี้
“ลุงโจวมาจอดรถรออยู่นานแล้วจ้ะ”
เส้าม่านเอ๋อพยักหน้าเมื่อเหลือบสายตามองไปเห็นลุงโจวที่ยืนอยู่ข้างรถยนต์หน้าวิลล่า
เมื่อลุงโจวขับรถมาส่งซ่งเย่ที่หน้าประตูโรงเรียน
ซ่งเย่กล่าวขอบคุณเขาอย่างอารมณ์ดี“ขอบคุณค่ะลุงโจว ตอนบ่ายมารับเร็วหน่อยนะคะ จะไปโรงพยาบาล”
“คะ.....ครับคุณหนู”
ลุงโจวรับคำอย่างงุนงงพลางส่ายหน้าอย่างแปลกใจที่วันนี้เ้านายทุกคนในวิลล่าล้วนอารมณ์ดีเป็พิเศษ
ซ่งจูหว่านที่ยืนแอบมองซ่งเย่อยู่อีกด้านหนึ่งของป้อมยามหน้าโรงเรียน
เธอส่งสายตาอาฆาตแค้นและพูดเสียงเข้มต่ำลอดไรฟันออกมา
“ฉันไม่ให้เธอได้สมหวังง่ายดายอย่างนั้นหรอกนะซ่งเย่!”
ซ่งเย่ได้ยินคำพูดอันแ่เบาของซ่งจูหว่านอย่างชัดเจน
เธอยกยิ้มมุมปากอย่างสมเพชศัตรูคู่แค้นของตนพลางคิดในใจว่า“จัดมาสิซ่งจูหว่าน ฉันรออยู่”
เมื่อเดินถึงหน้าห้องเรียนที่3
พลันมีเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีจากเพื่อนนักเรียนหลายคนยกเว้นหรูเพ่ยเพ่ย
“ซ่งเย่เธอทำได้ดีมา”
“เยี่ยมมากเพื่อนนักเรียนซ่งเย่”
“เธอสร้างชื่อเสียงให้พวกเราห้องสามได้สุดยอด”
“คราวนี้จะไม่มีใครมาดูถูกห้องสามของพวกเราได้อีก”
“ฉันจะกระทืบพวกที่บังอาจมาดูิ่ห้องสามของพวกเรา”
ซ่งเย่กวาดสายตามองรอบห้องด้วยความรู้สึกหลากหลาย
เธอไม่เคยได้รับมิตรไมตรีจากเพื่อนร่วมห้องมากขนาดนี้
สายตาซ่งเย่อ่อนแสงลงและพูดขอบคุณเพื่อนๆทุกคน
“ขอบคุณจ้ะ”
ซูฉีเดินเข้ามาจับแขนเสื้อเชิ้ตของซ่งเย่ด้วยท่าทีเขินอายเล็กน้อย
“ซ่งเย่จ้ะเพื่อนที่รักของฉัน เธอช่วยติวหนังสือให้ฉันได้ไหม ฉันอยากมีคะแนนที่ดีๆจะได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้”
คำขอของซูฉีทำให้ซ่งเย่อึ้งไปชั่วขณะเนื่องจากพฤติกรรมของซูฉีแตกต่างจากในชีวิตก่อนเป็อย่างมาก
แต่นั่นมันเป็สัญญาณที่ดีของการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเพื่อนสนิทเธอ
“ได้สิจ้ะแต่มันลำบากและเหนื่อยมากเลยนะ”
ซ่งเย่พยักหน้าตอบตกลงอย่างใจกว้างและเอ่ยเตือนให้เตรียมตัวเตรียมใจไว้ก่อน
“ฉันจะตั้งใจทำให้ได้จ้ะ”ซูฉีชูกำปั้นสีชมพูน้อยๆโบกไปมาอย่างหนักแน่นจริงจัง
“ตกลงจ้ะ”
ด้านนักเรียนคนอื่นในห้องเมื่อเห็นว่าซ่งเย่ตอบรับคำขอของซูฉีอย่างง่ายดาย
หลายคนเริ่มเข้ามารุมล้อมและขอร้องซ่งเย่เช่นกัน
“เพื่อนนักเรียนซ่งเย่เธอคงไม่ทอดทิ้งพวกเราใช่ไหม?”
“ซ่งเย่พวกเรา้าความช่วยเหลือจากเธอเช่นกัน”
“ซ่งเย่อย่าทิ้งพวกเราสิ”
“ซ่งเย่ช่วยพวกเราด้วย”
“ถ้าเธอไม่ช่วยพวกเราพวกเราจะไม่นับเธอเป็เพื่อนอีกต่อไป”
ซ่งเย่กวาดสายตามองรอบห้องอย่างกระอักกระอ่วนใจที่ทุกคนฝากความหวังไว้กับเธอ
เธอถอนหายใจเล็กน้อยและพูดเสียงเข้มจริงจังว่า“ถ้าจะให้ช่วย ห้ามบ่นทีหลังนะคะ”
“แน่นอน!”
“พวกเรารับปาก!”
“พวกเราจะอดทน!”
เมื่อซ่งเย่เห็นว่าทุกคนมีความตั้งใจจริง
เธอจึงจะลองดูสักครั้งว่าพวกเขาสามารถอดทนได้จริงตามคำมั่นสัญญาหรือไม่?
“ได้ค่ะทดลองสักสัปดาห์ก่อนแล้วกัน”
“ตกลง!”เพื่อนนักเรียนทั้งชายหญิงล้วนกำหมัดชูขึ้นเหนือหัวตนเองคล้ายดั่งคำสัญญาต่อกัน
“เริ่มสัปดาห์หน้าในวิชาอิสระนะคะ”ซ่งเย่ตัดสินใจนัดหมายเพื่อนๆทุกคนทันที
“ค่ะ/ครับ”เพื่อนนักเรียนพยักหน้ายืนยันการนัดหมายติววิชาเรียนจากซ่งเย่อย่างจริงจัง
ด้านหรูเพ่ยเพ่ยที่มีใบหน้าบิดเบี้ยวและมือสองข้างกำกระโปรงของตัวเองแน่นด้วยความโกรธแค้นซ่งเย่มากขึ้น!
เมื่อถึงเวลาพักทานอาหารกลางวัน
ปรากฏว่าวันนี้เกาเฉินหายตัวไป
เขาไม่ได้มายืนรอรับซ่งเย่และซูฉีเหมือนเช่นที่ผ่านมา
มีแค่เทาเอ้อเป่ยกวง และหวางอ้ายเท่านั้นที่มารอรับพวกเธอสองคนที่หน้าห้องเรียน
ซ่งเย่ขมวดคิ้วเล็กน้อยและถามกับเพื่อนชายทั้งสามคนอย่างแปลกใจว่า“เกาเฉินล่ะคะ?”
“ไม่รู้เหมือนกันครับติดต่อไม่ได้ั้แ่เช้าละ” เทาเอ้อตอบพลางส่ายหน้าด้วยความกังวล
ซ่งเย่ไม่ได้คิดอะไรมากเธอคิดว่าเกาเฉินอาจมีธุระด่วนหรือไม่สบายเท่านั้น
ตอนบ่ายวิชาอิสระซ่งเย่ตั้งใจจะไปที่โรงพยาบาลประชาชนเพื่อเยี่ยมคุณตา
ขณะซ่งเย่และเพื่อนชายหญิงอีกสี่คนกำลังนั่งทานอาหารในโรงอาหาร
พลันมีถาดอาหารมาวางกระแทกกับโต๊ะเสียงดังใกล้กับซ่งเย่ด้วยความโมโห
“ปั้ง”
เมื่อซ่งเย่เงยหน้าขึ้นมาเธอพบกับใบหน้าบูดบึ้งของหวางเม่ยลี่เพื่อนสนิทของซ่งจูหว่าน
“เธอคงสะใจสินะที่ทำให้หว่านเอ๋อร์ต้องเสียใจ”หวางเม่ยลี่พูดจาประชดซ่งเย่อย่างตั้งใจ
ซ่งเย่ไม่ตอบแต่เธอส่งสายตาเยาะเย้ยให้กับหวางเม่ยลี่แทน
“เธอเป็ลูกพี่ลูกน้องภาษาอะไร? ไม่มีน้ำใจ แถมยังรังแกหว่านเอ๋อร์อีกด้วย”หวางเม่ยลี่ยังไม่หยุดต่อว่าซ่งเย่
เวลานี้นักเรียนหลายคนในโรงอาหารต่างหันมามองซ่งเย่กันเป็จุดเดียว
มีทั้งคนที่เห็นใจซ่งเย่และอีกหลายคนที่ชอบใจกับเหตุการณ์สนุกตรงหน้าพวกเขา
“เม่ยลี่ เธอเป็อะไรแล้วใครให้ซ่งจูหว่านสอบได้คะแนนต่ำเองล่ะ” ซูฉีด่าหวางเม่ยลี่กลับด้วยความโมโห
“ถ้าไม่ทานข้าวดีๆก็ไปที่อื่นครับ” เป่ยกวงช่วยแฟนสาวของตนเองขับไล่หวางเม่ยลี่โดยตรง
“ฮึ ฉันก็ไม่ได้อยากมากินกับพวกเธอเหมือนกัน”
หวางเม่ยลี่กระแทกส้นเท้าเสียงดังอย่างไม่พอใจ
ก่อนที่จะถือถาดอาหารเดินไปหาซ่งจูหว่านที่เวลานี้ซ่งจูหว่านมีดวงตาแดงก่ำและมีกู้เจ๋ออ้ายปลอบใจอยู่ข้างๆ
“.....”ซ่งเย่มีรอยยิ้มในดวงตาอย่างนึกสนุก
เธอดีดนิ้วส่งพลังซาเซินพุ่งเข้าใส่น่องของหวางเม่ยลี่อย่างแรง
จนทำให้หวางเม่ยลี่ล้มคว่ำกับพื้นโดยที่ถาดอาหารปลิวไปตกลงบนโต๊ะอาหารของซ่งจูหว่านอย่างแรง
“ผัวะ โครมเพล้ง”
อาหารประเภทน้ำกระเด็นกระจายถูกใบหน้าเส้นผม และลำตัวของนักเรียนที่นั่งบนโต๊ะนั้นอย่างถ้วนหน้า
รวมทั้งซ่งจูหว่านและกู้เจ๋ออ้าย
“อ๊ะ!” นักเรียนที่นั่งในโรงอาหารต่างอ้าปากค้างตื่นตะลึงที่เห็นเหตุการณ์อันน่าอับอายของดอกไม้โรงเรียน
“โอ๊ย! โอ๊ะ!....หว่านเอ๋อร์ฉัน...ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
หวางเม่ยลี่พยุงตัวเองเงยหน้าขึ้นมา
และพบเห็นภาพอันน่าเกลียดของซ่งจูหว่านกู้เจ๋ออ้ายและเพื่อนนักเรียนอีกสองคน
ที่ร่างกายเต็มไปด้วยเศษอาหารและน้ำแกงราดเปรอะเปื้อนใบหน้าและเสื้อผ้า
เธอรีบกล่าวคำขอโทษด้วยความรู้สึกผิดและแปลกใจว่าตนเองล้มลงไปได้อย่างไร?!
“ฮึๆ”ซูฉีกลั้นขำจนไหล่และตัวสั่นไหวอย่างแรง
รวมถึงเพื่อนชายอีกสามคนที่ก้มหน้าลงด้วยใบหน้าที่แดงก่ำและพยายามกลั้นหัวเราะสุดแรง
ซ่งเย่ทานอาหารต่ออย่างมีความสุข
เธอไม่สนใจว่าซ่งจูหว่านหรือใครๆจะอับอายมากแค่ไหน?
แต่อย่ามายุ่งหรือทำให้เธอไม่พอใจก่อน
เพราะเธอจะคิดบัญชีพร้อมดอกเบี้ยทันที
..........
หลังจากเรียนวิชาภาคบ่ายเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ซ่งเย่เดินออกมาที่หน้าประตูและมองเห็นลุงโจวจอดรถรออยู่พอดี
“ลุงโจวมานานหรือยังคะ?” ซ่งเย่ถามเสียงเรียบ
“ไม่นานครับผมพึ่งมาถึงเมื่อครู่นี้เอง” ลุงโจวตอบอย่างนอบน้อม
“ไปโรงพยาบาลประชาชนค่ะ”ซ่งเย่ระบุพิกัดที่จะเดินทางไปโดยตรง
“ครับผม”
ลุงโจวรับคำพร้อมกับเปิดประตูรถด้านเบาะหลังให้ซ่งเย่ก้าวขึ้นไปนั่ง
จากนั้นขับรถมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลประชาชนโดยตรง
“เอี๊ยด”ลุงโจวจอดรถในที่โล่งหน้าโรงพยาบาลสำหรับให้จอดรถยนต์ของคนป่วยและผู้มาใช้บริการ
“ลุงโจวรอก่อนนะคะ”
ซ่งเย่บอกกับลุงโจวก่อนก้าวเดินลงจากรถและตรงไปยังห้องพักรักษาตัวของคุณตา
พลันซ่งเย่ได้ยินเสียงบางอย่างขณะเดินผ่านห้องวีไอพีห้อง 4
“อาเฉินทำไมหลานทำแบบนี้?”
ชายชราเกาผาน ปู่ของเกาเฉินพูดด้วยน้ำเสียงหดหู่เมื่อมองเห็นสภาพาเ็ของหลานชาย
“ผมแค่้าแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้นครับผมไม่อยากอยู่แบบไร้ค่าอีกต่อไป”
เกาเฉินตอบอย่างโมโหให้กับความอ่อนแอของตนเอง
“อาเฉินหลานไม่ควรคิดเช่นนี้ หลานมีคุณค่าสำหรับปู่มากเลยนะ อย่าทำแบบนี้อีกเลย”
เกาผานพยายามเกลี้ยกล่อมเกาเฉินให้ล้มเลิกความตั้งใจที่จะไปต่อสู้ในสนามประลองโถงาาอีกครั้ง
เขาไม่อยากให้หลานชายคนเดียวของตนต้องเดินเข้าสู่เส้นทางเหมือนกับลูกชายและลูกสะใภ้ของตนเอง
ซ่งเย่จำได้อย่างแม่นยำว่าเป็เสียงของเกาเฉิน
เธอหยุนเดินและขมวดคิ้วแน่นด้วยความสงสัยกับเหตุการณ์ที่เกาเฉินได้รับาเ็
“แอ๊ด” ซ่งเย่ผลักประตูเดินเข้าไปในห้องของเกาเฉินโดยตรง
พลันมองเห็นเกาเฉินนอนอยู่บนเตียง
โดยมีสายน้ำเกลือสายออกซิเจน และการาเ็ที่มีผ้าก๊อซปิดหัว แขนขาและลำตัว
“อ๊ะ! ซ่งเย่ ทำไมคุณอยู่ที่นี่ครับ?”
เกาเฉินหันหน้ามาทางเสียงเปิดของประตูและมองเห็นซ่งเย่ที่เดินหน้าเข้มเข้ามา
“เกิดอะไรขึ้นคะ?” ซ่งเย่ถามเกาเฉินอย่างตรงไปตรงมา
“แม่หนูเธอเป็ใครกัน?”เกาผานถามซ่งเย่ด้วยความแปลกใจที่เด็กสาวสวยเ็าเดินเข้ามาในห้อง
“เพื่อนผมเองครับคุณปู่”เกาเฉินเฉลยกับปู่ของตนเองว่าซ่งเย่เป็ใคร
เขาอึกอักที่จะตอบซ่งเย่เพราะไม่้าให้เธอเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเื่ที่เสี่ยงอันตรายภายในครอบครัวตนเอง
“อ้อเพื่อนที่โรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งรึ?”เกาผานถามย้ำอีกครั้ง
“ใช่ค่ะเพื่อนเกาเฉิน ชื่อซ่งเย่” ซ่งเย่พยักหน้ารับคำและแนะนำตัวเอง
ซ่งเย่ไม่สนใจชายชราอีกต่อไปแต่หันหน้าไปถามเกาเฉินด้วยเสียงคาดคั้นจริงจัง“เป็อะไรคะ?”
“ผมแค่อยากจะแข็งแกร่งมากกว่านี้ก็เลยไปประลองฝีมือที่โถงาาแต่พ่ายแพ้กลับมาน่ะครับ”
เกาเฉินเห็นท่าทีของซ่งเย่และรู้ว่าถ้าตนไม่ตอบตามความจริง
เธออาจจะไปตามหาคำตอบเอง
ซึ่งเขาไม่้าให้เป็แบบนั้น
จึงตัดสินใจบอกกับเธอตามตรง!
“โถงาา?”ซ่งเย่งุนงงเพราะเธอไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน
“เป็โถงสำหรับท้าประลองของยอดฝีมือที่มีเงินเดิมพันสูงแต่อันตรายถึงชีวิตได้ครับ”
เกาเฉินสะกดกลั้นความเ็ปและตอบเธอตรงไปตรงมา
คำตอบของเกาเฉินกลับสร้างความตื่นเต้นให้กับซ่งเย่โดยเธอมีประกายตาเจิดจ้าด้วยความตื่นเต้นยินดี
“ถ้าอยากแข็งแกร่งจริงฉันจะสอนให้ค่ะ” ซ่งเย่แสดงความใจกว้างกับเกาเฉินทันที
เพราะเธอมีจุดประสงค์บางอย่างที่้าจะไปเยี่ยมโถงาาสักครั้ง
“จริงหรือครับ?”เกาเฉินส่งเสียงตื่นเต้นยินดี
นั่นเป็เพราะว่าเขาเคยเห็นทักษะต่อสู้ของเธอที่สามารถจัดการคนร้ายได้อย่างรวดเร็วและรุนแรงมาก่อน
ทำให้เขารู้สึกมีความหวังทันใด
“จริงค่ะ”ซ่งพย่พยักหน้ายืนยันอีกครั้ง
“เสี่ยวเย่หนูจะสอนเ้านี่ได้อย่างไร?อย่าสนใจกับคำพูดของหลานฉันเลย”
เกาผานเป็ห่วงทั้งหลานชายตนเองและซ่งเย่จึงพูดด้วยความหวังดี
“ไม่เป็ไรค่ะ”ซ่งเย่ตอบกลับอย่างผ่อนคลาย
จากนั้นเธอนัดหมายเริ่มสอนทักษะการต่อสู้ให้กับเกาเฉินเมื่อเขาหายดีแล้ว
..........
เวลานี้ซ่งเย่มาหยุดยืนอยู่ที่ข้างเตียงคุณตาที่นอนสลบไสลไม่ได้สติ
ซ่งเย่จับชีพจรของคุณตาและหลับตานิ่งพลางคิดทบทวนเชื่อมโยงการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคที่เธอเคยอ่านเจอในหนังสือแพทย์แผน
จีนเล่มหนึ่ง
“ชีพจรแบบนี้อาการยังคงที่เหมือนเดิม ลิ่มเืยังอุดตันตำแหน่งเดิม อืมใช้การฝังเข็มร่วมกับยาสมุนไพรได้”
ซ่งเย่พยักหน้าเบาๆให้กับตนเองถึงข้อสรุปในการรักษาที่ชัดเจนภายในใจ
เธอจัดท่าและปลดเสื้อของคุณตาออกเพื่อเริ่มการฝังเข็ม
“พรึ่บ พรึ่บพรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ”
เข็มทั้ง 12 เล่มถูกปักเข้าตรงตำแหน่งที่เธอวาดภาพไว้ในใจอย่างรวดเร็วแม่นยำ
จากนั้นซ่งเย่จับเข็มบางเล่มหมุนเล็กน้อยพร้อมกับปล่อยพลังซาเซินเข้าไปเพื่อกระตุ้นจุดชีพจรให้สลายลิ่มเื
สามสิบนาทีต่อมา
ซ่งเย่เหลือบมองเห็นสีหน้าของคุณตาเป็สีชมพูระเรื่อมากขึ้น
เธอมีแววตาทอประกายด้วยความพึงพอใจและเก็บเข็มออกจากร่างกายของคุณตาทันที
พร้อมกับใช้แอลกอฮอล์เช็ดทำความสะอาดฆ่าเชื้อก่อนเก็บเข็มเข้าในกล่อง
“ไม่เลว”ซ่งเย่ตรวจสอบชีพจรของคุณตาอีกครั้งและพยักหน้าอย่างพอใจ
เธอตั้งใจที่จะมาฝังเข็มให้คุณตาอีกสองวัน
และในวันสุดท้ายคุณตาควรที่จะฟื้นคืนสติขึ้นมาได้แล้ว
“ถ้าคุณตาฟื้นแล้วค่อยกลับไปทานยาสมุนไพรที่บ้านดีกว่า”
ซ่งเย่วางแผนการรักษาคุณตาต่อไปเมื่อกลับบ้าน
เธอไม่สามารถทำการฝังเข็มรักษาให้กับเกาเฉินได้ทันทีเนื่องจากมีคุณปู่ของเขาอยู่ด้วย
และดูท่าทางคุณปู่ของเกาเฉินจะค่อนข้างเื่มากทีเดียว
ซ่งเย่ไม่้าสร้างความวุ่นวายในเวลานี้
เมื่อซ่งเย่ให้การรักษาคุณตาด้วยการฝังเข็มแล้ว
เธอเดินตรงไปยังตำแหน่งที่ลุงโจวจอดรถรอรับอยู่
พลันเหลือบมองเห็นชายฉกรรจ์ร่างผอมวิ่งผ่านหน้าโรงพยาบาลโดยที่มีกริชอยู่ในมือซึ่งสามารถทำร้ายใครๆได้
ซ่งเย่ที่้าทดสอบฝีมือตนเองจึงหันหน้าไปบอกลุงโจวทันทีว่า
“ลุงโจวรออีกสักครู่นะคะไปทำธุระเดี๋ยวมา”
ซ่งเย่โผตัววิ่งตามคนร้ายไปทันทีอย่างรวดเร็วทิ้งให้ลุงโจวยืนงงกับท่าทีของเธอที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
ชั่วพริบตาซ่งเย่วิ่งตามทันคนร้ายที่วิ่งเข้ามาในตรอกเล็กๆข้างโรงพยาบาล
เธอะโตีลังกาข้ามหัวคนร้ายและถีบเข้าที่หน้าอกคนร้ายโดยตรงจนเขาตัวงอและกระเด็นลงนอนกับพื้นทันที
“พลั่ก ตุ๊บ”
“เคร้ง”เสียงกริชหล่นจากมือคนร้ายกระทบพื้นอย่างแรง
คนร้ายพลันหมดสตินอนหงายอยู่กับพื้น
ซ่งเย่ก้าวเดินไปตรวจสอบร่างกายคนร้ายเพื่อดูว่ามีอาวุธอื่นใดอีกหรือไม่?
โชคดีที่เวลานี้ไม่มีคนเดินผ่านมาไม่เช่นนั้นคงได้มีเหตุวุ่นวายมากกว่านี้
“หือ! พวก KA อีกแล้วหรือ?” ซ่งเย่ขมวดคิ้วแน่นเมื่อพบว่ามีสัญลักษณ์รูปดาวที่หลังคอของคนร้าย
เธอจับชีพจรแล้วพบว่าคนร้ายหายใจรวยรินแต่ยังไม่ตายทันที
“ฉับ!” ซ่งเย่ช่วยสงเคราะห์ด้วยการใช้สันมือฟันเข้าที่ต้นคอเพื่อปิดปากคนร้าย
“อ๊อก!” คนร้ายตายอย่างไม่ทันรู้ตัว
ซ่งเย่ลุกขึ้นยืนและกวาดสายตามองรอบตัวพลันพบว่ามีกล้องวงจรปิดอยู่3 จุด
เธอะโตัวพุ่งหลบออกไปอีกทาง
ก่อนที่จะหยิบโทรศัพท์มาเข้าโปรแกรมที่เขียนไว้และทำการแก้ไขข้อมูลของกล้องวงจรปิดในแถบนี้ทันที
เวลานี้ตำรวจที่มีปู้เล่ยและนายตำรวจอีก3 คนได้วิ่งติดตามคนร้ายมา
เมื่อพวกเขาวิ่งเข้ามาถึงตรอกที่คนร้ายนอนเสียชีวิตอยู่กลางถนน
ทุกคนพลันตื่นใ“อ๊ะ! มันตายแล้วหรือ?ใครกันที่สามารถสังหารนักฆ่าฝีมือดีขององค์กร KA ได้?”
ปู้เล่ยอุทานด้วยความแปลกใจ
“รายงาน! พบการต่อสู้บริเวณนี้ครับผม”ตำรวจคนหนึ่งมารายงานกับปู้เล่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“หืม! ใครกันที่มีทักษะสูงกว่าซานต้าเผิง?” ปู้เล่ยลูบคางอย่างครุ่นคิดพลางจ้องมองรอบตัวคนร้ายที่นอนตายอยู่
ซึ่งพบแค่รอยรองเท้าคู่เล็กจางๆ
ปู้เล่ยขมวดคิ้วและจ้องมองรอยเท้าคู่เล็กนั้นและคิดในใจด้วยความสงสัย
“รอยเท้าของเด็กหรือผู้หญิงกันแน่นะ?”
“เรียกหน่วยพิสูจน์หลักฐานมาเก็บรวบรวมวัตถุพยานด้วย”ปู้เล่ยสั่งการตำรวจลูกน้องที่มาด้วยทันที
“ครับผม”
ขณะที่ตำรวจอีกสามคนกำลังจัดการศพคนร้ายและสอบสวนสาเหตุการตายอยู่นั้น
ปู้เล่ยเดินไปอีกด้านหนึ่งและโทรศัพท์แจ้งหลิวเย่เ้านายของตนเองโดยตรง
“รายงานครับเ้านายซานต้าเผิงถูกมือดีเก็บไปแล้วครับ”
“หือ ก็ดีแล้วลดความเหนื่อยของพวกเราไปอีกหนึ่ง” หลิวเย่รับสายแล้วตอบกลับอย่างสบายใจ
“เ้านายไม่อยากรู้หรือครับผมว่าเป็ฝีมือของใคร?” ปู้เล่ยถามเ้านายตนอย่างสนใจ
“ฮึฮึอีกเดี๋ยวนายก็จะรู้ แล้วจะรีบไปทำไม?”หลิวเย่ไม่กังวลแต่อย่างใด