หลังจากที่สองพ่อลูกได้พูดคุยกันจนเข้าใจและได้ข้อยุติแล้วอวี้หลันจึงได้เดินตามฮ่องเต้กลับมายังลานล่าสัตว์ พระสนมเจียงยิ่งร้อนรุ่มเมื่อเห็นทั้งสองเดินมาด้วยกันในใจคิดว่าควรจะทำอย่างไรดีคนที่ส่งไปสืบก็ยังไม่กลับมา
ขุนนางและครอบครัวขุนนางที่เห็นเช่นนั้นก็แปลกใจที่เห็นทั้งสองเดินตามกันมาเสียงซุบซิบนินทาเริ่มมีให้ได้ยินอย่างมากมาย
“เ้าว่านางจะถูกใจฝ่าาหรือไม่”
“นี่อย่าเสียงดังไป”
“ข้าว่าไม่แน่นี่อาจเป็แผนของคนตระกูลฟงก็ได้คิดนำหญิงสาวมาถวายตัวแก่ฮ่องเต้”
“ท่านเสนาบดีแผนสูงจริงๆ เด็กสาวเช่นนั้นกลับหามาได้”
ฟงอี้ที่ยืนอยู่ได้ยินก็ไม่พอใจนักรีบเดินปลีเข้าไปใกล้อวี้หลันแต่ฮ่องเต้ก็ได้ส่งสายตาให้เขานั้นถอยออกไป อวี้หลันก็เพียงทำตามไม่ได้เอ่ยอะไรต่อเขา
เมื่อฮ่องเต้เดินไปนั่งยังบัลลังก์ตนโดยมีอวี้หลันยืนอยู่ข้างๆ ทั้งฟงอี้และหยาง อู๋เสินต่างร้อนรุ่มในอกไม่ต่างกันเพราะไม่รู้ถึงเหตุผลว่าทำไมอวี้หลันถึงดูสงบและเชื่อฟังเพียงนั้น หยาง อู๋เสินนั้นที่เดิมเป็คนเืร้อนทั้งกล้าได้กล้าเสียจึงรีบรุดออกไปต่อหน้าฮ่องเต้ทันที
“ฝ่าากระหม่อม”
“เ้ากลับไปก่อน” ฮ่องเต้รีบยกมือขึ้นพลางเอ่ยห้ามเขาให้กลับไปที่ของตน
หยาง ว่านสิงเมื่อเห็นฮ่องเต้มีใบหน้าไม่เบิกบานนักจึงได้รีบเข้าไปดึงตัวพี่ชายออกมา
“วันนี้เป็วันดีข้าจึงมีเื่อยากประกาศต่อทุกคนที่นี่”
เสียงกล่าวของฮ่องเต้ทำให้ทุกคนเดินหน้าก้าวเข้าที่ของตนอย่างเรียบร้อยเพื่อฟังในสิ่งที่ฮ่องเต้้ากล่าว
“ข้าเองเมื่อวานที่ได้พบแม่นางหลินเป็ครั้งแรกก็รู้สึกถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งได้พูดคุยแล้วยิ่งเข้าใจทั้งนางนั้นสามารถแก้ปมในใจบางอย่างที่ติดค้างมาหลายสิบปีแก่ข้าได้ วันนี้จึงอยากประทานรางวัลแก่นาง”
“อวี้หลันเ้าเดินออกไปข้างหน้าสิ”
“เพคะ” อวี้หลันรับคำอย่างเชื่อฟังแล้วก้าวเดินออกไป
“ข้าจะแต่งตั้งให้แม่นางหลินเป็ท่านหญิงฉายาว่าเจียหนิง (ดีงามเรียบร้อย) ทั้งยกตำหนักเหยียนหลงให้แก่นาง”
ทุกคนในที่นั้นต่างตะลึงกับสิ่งที่นางได้รับการที่สามัญชนคนธรรมดานั้นจะได้รับพระราชทานตำแหน่งให้เป็ท่านหญิงเช่นนี้ไม่ง่ายเลย ผู้คนพากันสงสัยไปต่างๆ ว่าปมที่ฮ่องเต้กล่าวถึงนั้นคืออะไรแต่ก็มิได้มีผู้ใดกล้ายืนขึ้นกล่าวถาม
มีเพียงฟงอี้และหยาง อู๋เสินเท่านั้นที่พอจะเข้าใจถึงที่มาที่ไปของเื่นี้ได้ เพราะทั้งสองนั้นต่างก็เคยเห็นสัญลักษณ์ัที่มารดาของนางมอบให้เป็เบาะแสในการตามหาบิดา ในตอนแรกนั้นเพียงไม่มั่นใจว่าสัญลักษณ์นั้นเป็ของฮ่องเต้หรือเชื้อพระวงศ์องค์ใด เมื่อได้ยินฮ่องเต้ประกาศเช่นนี้จึงพอเข้าใจได้ว่าบิดาของอวี้หลันนั้นแท้จริงแล้วก็คือฮ่องเต้องค์ปัจจุบันนั่นเอง
พระสนมเจียงที่ได้ฟังว่าฝ่าาคิดยกเป็ท่านหญิงมิใช่สนมก็พอใจไม่น้อยเพียงแค่ไม่เข้าใจว่านางนั้นแก้ปมใดถึงได้รางวัลที่แม้แต่บุตรีตระกูลใหญ่ยังยากได้รับ แม้ไม่เข้าใจก็เพียงกล่าวส่งเสริมออกไปด้วยใบหน้ายินดี
“แม่นางหลินรีบขอบพระทัยผ่าบาทเถิดรางวัลเช่นนี้สตรีตระกูลใหญ่ล้วนถวิลหา”
“ขอบพระทัยฝ่าาที่เมตตาเพคะ” อวี้หลันกล่าวด้วยท่าทางนอบน้อมก่อนลุกขึ้นกลับไปยืนยังที่เดิม
“ฝ่าากระหม่อมบังอาจกล่าวถามพ่ะย่ะค่ะ” ใต้เท้าลู่เอ่ยขึ้นอย่างกะทันหัน
ฮ่องเต้ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดเพียงทำท่าทางไม่ให้เขาเอ่ยด้วยว่ารู้อยู่แล้วว่าต้องมีคนขัดข้องในเื่นี้แน่
“ข้าตัดสินใจแล้วประทานก็ประทานแล้วเื่นี้ก็จบตรงนี้เลิกไต่ถามเสียที”
“แต่ฝ่าา” ใต้เท้าลู่ยังคิดจะเอ่ยแย้งให้ได้
เสนาบดีฟงเมื่อเห็นท่าทางของฮ่องเต้แล้วจึงได้ขัดคอเขาขึ้นเสียก่อน
“ใต้เท้าลู่ฝ่าาตรัสแล้วไม่อาจคืนคำ ท่านก็อย่าได้สร้างความลำบากใจให้พระองค์อีกเลย”
“นั้นสิใต้เท้าลู่ฝ่าาต้องปวดเศียรด้วยเื่การเมืองทุกวัน วันนี้ได้ออกวังมาผ่อนคลายท่านยัง้าสร้างความลำบากใจให้ฝ่าาอีกหรือ” พระสนมเจียงเอ่ยทั้งปรายตามองอย่างเบื่อหน่ายเท่านั้น
ขุนนางท่านอื่นๆ เมื่อเห็นเสนาบดีฟงและพระสนมเจียงออกหน้าด้วยตัวเองแล้วจึงไม่มีใครคิดมีคำถามอีก เมื่อไร้คนสนับสนุนใต้เท้าลู่จึงได้ล่าถอยไป แต่ไม่วายส่งสายตาสงสัยในตัวของท่านหญิงคนใหม่นี้อย่างชัดเจน อวี้หลันด้วยนิสัยไม่สร้างปัญหาจึงเพียงหลบสายตาอำมหิตนั้นทั้งก้มหน้าก้มตาอย่าสงบเสงี่ยม
“มานั่งข้างๆ ข้าสิท่านหญิง” พระสนมเจียงเอ่ยปากเรียกให้อวี้หลันเพื่อไปนั่งข้างๆ นาง
อวี้หลันคล้ายลังเลเล็กน้อยแต่ฮ่องเต้ก็ได้พยักหน้าให้นางเบาๆ อวี้หลันจึงได้เดินไปนั่งข้างๆ พระสนมเจียง
“ข้าไม่รู้ว่าเ้าทำอะไรให้ฝ่าาพอพระทัยถึงยกเป็ท่านหญิงเช่นนี้ แต่ข้าขอเตือนเ้าด้วยหวังดีระวังใต้เท้าลู่ให้มากเขานั้นเป็คนของฮองเฮาและยังเป็มองท่านเสนาบดีฟงว่าเป็เสี้ยนหนามตำอก เ้ามาจากจวนของเขาวันข้างหน้าชีวิตท่านหญิงของเ้าคงไม่ง่ายหากเลือกขึ้นเรือผิดฝั่ง” พระสนมกล่าวเพียงเบาบางให้ได้ยินเพียงสองคนด้วยใบหน้ายิ้มที่แฝงความนัยมากมาย
อวี้หลันแม้เป็เพียงเด็กสาวจากป่าเขาแต่มิใช่คนเขลาสิ่งที่พระสนมกล่าวจึงเข้าใจได้ในทันที เมื่อเข้าใจจึงได้ยิ้มออกมาเพียงเล็กน้อยก่อนเอ่ยกล่าวด้วยท่าทีนอบน้อมแสร้งใส่ซื่อ
“ขอบพระทัยพระสนมที่ตักเตือนเพคะ”
อวี้หลันแล้วก้าวขึ้นด้านหน้า
“ฝ่าาพระสนมหม่อมชั้นรู้สึกไม่สบายเท่าใดขอตัวนะเพคะ”
ฮ่องเต้เมื่อเห็นว่านางคงอยากพักจริงๆ จึงไม่ได้ว่าอะไรเพียงให้นางไปพักตามใจหวัง เมื่ออวี้หลันก้าวออกจากลานไปหยาง อู๋เสินและฟงอี้ต่างก็ไม่รอช้ารีบลุกตามไป
“อวี้หลันข้าขอเข้าไปได้หรือไม่” หยาง อู๋เสินเอ่ยเรียกนางหน้ากระโจมที่พัก
“เ้าค่ะ” อวี้หลันเอ่ยตอบพลางนำหยกที่บิดามอบให้ออกมาจ้องดูอย่างพินิจ
“หยกนั่นมีสัญลักษณ์เช่นเดียวกับที่เ้าตามหา ถ้าเช่นนั้นก็คงไม่ผิดแล้วจริงๆ สินะ” หยาง อู๋เสินกล่าวพลางเดินมานั่งข้างๆ นาง
ก่อนที่อวี้หลันจะได้พูดอะไรฟงอี้ที่เดินตามมาเช่นกันก็เปิดเข้ากระโจมมา
“นี่คุณชายฟงท่านไม่รู้จักมารยาทหรือ” หยาง อู๋เสินเอ่ยอย่างกวนโทสะเขา
“แล้วท่านล่ะมีมากนักหรือข้างนอกนั้นคนมากมาย ทั้งนางพึ่งได้เป็ท่านหญิงเ้าก็เข้ากระโจมนางเช่นนี้” ฟงอี้อีกก็กล่าวอย่างไม่ยอมกัน
อวี้หลันที่หนักใจกับเื่ที่ได้พบยังต้องมาเห็นภาพของบุรุษสองคนมีท่าทีเด็กน้อยเช่นนี้ก็รำคาญขึ้นมาจริงๆ จึงได้ส่งสายตาเพื่อให้ทั้งสองหยุดเสียดสีกันเสียที
“พวกท่านอายุเท่าใดแล้วเ้าคะ ทะเลาะกันเป็เด็กๆ อยู่ได้”
“เป็อะไรไปนึกว่าเ้าจะดีใจเสียอีก” ฟงอี้เอ่ยอย่างไม่เข้าใจนาง
“มีอะไรให้ดีใจเ้าคะ”
“ก็หยกในมือเ้าก็คือสัญลักษณ์ที่เ้าตามหาไม่ใช่หรือ” หยาง อู๋เสินกล่าวเสริมเมื่อเห็นสองคิ้วนางขมวดติดกัน
อวี้หลันจับจ้องสองมือลูบหยกในมืออย่างหนักใจพลันถอนหายใจออกมา
“เ้าค่ะเป็ที่ตามหาจริงๆ แต่กลับรู้สึกผิดหวังอย่างบอกไม่ถูกทั้งตำแหน่งท่านหญิงนี้อีกข้าจะเป็ได้ยังไง”
“เ้ากังวลอะไร”
“ตำแหน่งท่านหญิงไม่ใช่ทุกคน้า สีหน้าเ้าเมื่อครู่ตอนที่ใต้เท้าลู่จ้องมองทั้งตอนที่นั่งข้างพระสนมนั้นคงเป็เื่ที่เ้ากังวล” ฟงอี้เอ่ยทั้งมองหน้าอวี้หลันเพื่อฟังคำตอบว่าเขานั้นคิดถูกหรือไม่
อวี้หลันพยักหน้าอย่างหนักใจหยาง อู๋เสินจึงได้ยื่นมือจับมือนางไว้ก่อนกล่าว
“ข้าจะอยู่ข้างเ้าเองไม่ว่าอย่างไร”
อวี้หลันเมื่อได้ยินเขากล่าวเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจ ฟงอี้ที่เห็นอย่างนั้นตนเองก็รีบคว้าจับมือนางอีกข้างแล้วกล่าวออกมาไม่ต่างกัน
“เ้าอย่ากังวลเลยข้าจะคอยอยู่ข้างเ้าเสมอ”
ความหมายของเขานั้นอวี้หลันเองก็เห็นได้จากทุกครั้งที่เขาทำมาเสมอจึงได้ยิ้มออกมาอย่างเบาใจ แต่ก็ได้เพียงไม่นานเพราะบุรุษทั้งสองกลับจ้องมองกันอย่างหาเื่ อวี้หลันมองหยาง อู๋เสินทีมองฟงอี้ทีแต่ทั้งสองก็ยังไม่หยุดท่าทางเด็กๆ เช่นนั้นจึงได้ถอนหายใจออกมาอีกครั้งก่อนกล่าวอย่างกระทบคนทั้งคู่
“หากพวกท่านจะจ้องมองกันลึกซึ้งเพียงนี้ งั้นข้าออกไปดีกว่ามั้งเ้าคะ กระโจมนี้จะได้เป็ของท่านทั้งสองอยากทำสิ่งใดได้ตามปรารถนา”
สิ้นคำกล่าวนางทั้งสองจึงได้หยุดท่าทางเช่นนั้นไป
“คุณชายพวกท่านออกไปเถอะเ้าค่ะวันนี้ข้าเหนื่อยมากแล้วอยากพักผ่อนจริงๆ”
“นางไล่แล้วยังไม่ออกไปอีก” หยาง อู๋เสินกล่าวออกมาอย่างหน้าไม่อายแม้รู้ว่านางนั้นหมายถึงเขาด้วยเช่นกัน
“นางก็ไล่เ้าเช่นกันเหตุใดไม่ลุกเล่า” ฟงอี้ลุกขึ้นกล่าวถามเขาให้ออกไปพร้อมตน
อวี้หลันที่ดูท่าทางแล้วคงไม่ได้พักดั่งใจคิดจึงได้ลุกขึ้นทั้งคว้าแขนของทั้งสองแล้วพาเดินออกไปจากกระโจม
“ข้าไล่พวกท่านทั้งสองเ้าค่ะ” กล่าวเสร็จก็เปิดกระโจมใส่หน้าบุรุษทั้งสองทันที
หยาง อู๋เสินเมื่อเห็นว่านางปิดผ้ากระโจมไปแล้วจึงได้คิดไปหาขนมมาให้นางได้กินคลายเครียดเช่นนี้จะได้เป็แต้มต่อฟงอี้ ก่อนเดินจากไปยังไม่วายหันมองเขาอย่างมีเลศนัย