ตอนที่ 8 เหยียดหยามผู้อื่น
สวี่ม่ายซุ่ยมองผักในตะกร้ากำหนึ่ง จากนั้นก็กัดฟันตอบกลับไป “พี่สะใภ้ ในเมื่อพี่พูดเช่นนี้ ฉันก็จะไม่เกรงใจแล้วนะคะ”
ภรรยาของจ้าวเป่ากั๋วเอ่ย “เธอก็ไม่ควรเกรงใจฉันั้แ่แรกแล้ว”
“พวกเธอจะไปสหกรณ์ไม่ใช่หรือ รีบไปเถอะ ส่วนตะกร้าผักนี่ พวกเธอค่อยให้เสี่ยวเซียวเอาไปส่งฉันก็ได้”
สวี่ม่ายซุ่ยตอบรับ “ได้เลย ขอบคุณพี่สะใภ้มากนะคะ”
ภรรยาของจ้าวเป่ากั๋วตัดบท “พวกเราจะต้องเกรงใจอะไรกัน รีบไปเถอะ!”
สวี่ม่ายซุ่ยพยักหน้าและะโเรียกหลินเซียวกับหลินฟาน ก่อนจะดึงเขาทั้งสองออกไป
ในชีวิตก่อน ภรรยาของจ้าวเป่ากั๋วก็ดีกับเธอ หมายถึงตอนที่เธอเพิ่งจะแต่งงานกับหลินเจี้ยนเยี่ย เพราะหลินเจี้ยนเยี่ยกับจ้าวเป่ากั๋วอยู่ที่แนวหน้าด้วยกัน ต่อมายังเรียนโรงเรียนทหารด้วยกันอีก ก่อนจะถูกย้ายไปที่อื่น ความสัมพันธ์ของพวกเขาจึงเกือบจะเหมือนพี่น้องทางสายเื
เวลานั้นภรรยาของจ้าวเป่ากั๋วอยากจะผูกมิตรกับสวี่ม่ายซุ่ย แต่ใครจะไปรู้ว่าสวี่ม่ายซุ่ยเป็คนที่มีนิสัยนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา ภรรยาของจ้าวเป่ากั๋วจึงไม่สนใจเธอในท้ายที่สุด
คิดไม่ถึงว่าเธอจะเปลี่ยนนิสัยและทำให้ภรรยาของจ้าวเป่ากั๋วกลับมาสนใจอีกครั้งได้ เธอยิ้มพลางส่ายหัวเบา ๆ และรีบพาเด็กทั้งสองไปยังสหกรณ์
ปรากฏว่าเมื่อเดินไปได้ครู่เดียว หลินฟานก็ดึงเสื้อของเธอและพูดเสียงดัง “แม่ ๆ ผมหิว”
สวี่ม่ายซุ่ยมองหลินฟานที่กำลังดึงเสื้อและร้องโหยหวนจึงตอบกลับไปแบบไม่มีทางเลือก “ทนหน่อย ซื้อของเสร็จกลับไปพวกเราค่อยกินข้าว”
หลินฟานดื้อดึง “แม่ ผมอยากกินตอนนี้นี่”
หลินเซียวเอ่ยขึ้น “ป้าจ้าวให้ตะกร้าผักแม่มาไม่ใช่เหรอ”
สวี่ม่ายซุ่ยสูดหายใจเข้าลึก มองสองพี่น้องอย่างช่วยไม่ได้ จึงเปิดตะกร้าหยิบมะเขือเทศออกมาสองลูก “กินนี่รองท้องก่อน”
ผักในยุคนี้ล้วนไม่มีสารเคมี เก็บมาเช็ด ๆ ก็กินได้แล้ว
ทันทีที่เด็กทั้งสองเห็นมะเขือเทศก็ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความดีใจ “ดีจริง ๆ มีมะเขือเทศกินแล้ว!”
สวี่ม่ายซุ่ยเห็นลูกทั้งสองพอใจ จึงพูดด้วยสีหน้าอ่อนโยน “ถ้าพวกลูกชอบกิน กลับไปถึงบ้านแล้วพวกเราไปปลูกไว้ในลานบ้านก็ได้นะ”
หลินเซียวได้ฟังก็ถามอย่างข้องใจ “แม่ไม่คิดว่ามันลำบากหรือ ไม่ปลูกได้ไหม”
สวี่ม่ายซุ่ยแย้ง “ลำบากแล้วจะทำอย่างไรล่ะ หากพวกเราไม่ปลูกเองก็ไม่มีกิน หรือพวกลูกไม่อยากกิน?”
หลินเซียวรีบเอ่ย “พวกเราอยากกิน!”
สวี่ม่ายซุ่ย “อยากกินก็ต้องปลูกเอง แต่แม่ทำคนเดียวไม่ไหวหรอกนะ ทั้งสองคนช่วยแม่ได้หรือเปล่า”
หลินเซียวกับหลินฟานอยากได้สวนผักแบบคนอื่นมานานแล้ว เมื่อได้ยินสวี่ม่ายซุ่ยพูดเช่นนี้จึงรีบตอบทันที “ทำไมจะไม่ได้ล่ะ”
สวี่ม่ายซุ่ยยิ้มยินดี “แม่รู้ว่าพวกลูกเก่งที่สุด”
สามแม่ลูกเดินไปคุยไปไม่นานก็ถึงสหกรณ์ สวี่ม่ายซุ่ยมองไปรอบ ๆ จากนั้นก็ตัดสินใจพาลูกทั้งสองไปที่ร้านขายผ้าก่อน
เด็กทั้งสองสวมผ้าหยาบสีดำแขนสั้นและมีรอยปะติดต่อกันเป็ชั้น ๆ ตอนที่สวี่ม่ายซุ่ยกลับมาเห็นเมื่อวานนี้ก็ทนดูไม่ได้
หลินเซียวเห็นแม่ของเขาเดินตรงไปยังร้านขายผ้าจึงคว้าแขนและถามด้วยความสงสัย “แม่ แม่จะไปทำอะไร”
สวี่ม่ายซุ่ย “ก็ไปซื้อผ้าให้พวกลูกสองคนและเอามาตัดชุดน่ะสิ”
หลินเซียวเอ่ยถาม “แม่มีคูปองเหรอ”
หลินเซียวคิดว่าคูปองของคนในบ้านล้วนถูกย่าหลินยึดไปหมดแล้ว
สวี่ม่ายซุ่ยรู้ว่าหลินเซียวกำลังกังวลสิ่งใดจึงล้วงคูปองจากกระเป๋าออกมากองใหญ่ “มีสิ แม่ยังไม่ได้ใช้คูปองของปีนี้ ยังเก็บไว้อยู่ทั้งหมด”
แม้ชีวิตเมื่อก่อนเธอจะเป็คนขี้ขลาดแต่ก็มีความรอบคอบ ทุกครั้งที่ย่าหลินมา เธอจะซ่อนบางสิ่งไว้ แต่ถึงซ่อนไว้ได้เธอก็ไม่กล้าเอาออกมาใช้อยู่ดี
จากนั้นดวงตาของหลินเซียวก็มีแสงระยิบระยับเปล่งประกาย “แม่ แม่ช่างร้ายกาจ!”
สวี่ม่ายซุ่ยเอ่ยยิ้ม ๆ “พวกลูกยังไม่รู้อะไรอีกมาก”
“ไปเถอะ! รีบไปซื้อผ้าใหม่กัน เห็นเสื้อของพวกลูกแล้วรำคาญลูกตา”
หลินเซียวก้มมองเสื้อผ้าของตนเองแล้วบ่นพึมพำ “นี่ไม่ดีหรือ ใส่มาตั้งหลายปีจะรังเกียจทำไม”
สวี่ม่ายซุ่ย “…”
จะว่าไปเ้าลูกคนนี้ตอนยังเด็กก็น่ารักอยู่หรอก รอให้เขาโตจนมีความคิดเป็ของตัวเองก่อนเถอะ หากได้ยินเธอพูดเช่นนี้ เขาต้องเถียงเธอเป็สิบประโยคแน่
“ลูกควรที่จะเรียนรู้จากน้อง พูดให้น้อยลงบ้าง”
หลินเซียวหัวเราะ “แม่ดูสิว่าน้องทำอะไรอยู่”
สวี่ม่ายซุ่ยกลับมามีสติอีกครั้ง เมื่อหันไปมองหลินฟานก็เห็นว่าเขายืนอยู่หน้าแผงขายขนมอบและจ้องมอง
สวี่ม่ายซุ่ยรีบเดินเข้าไปคว้าหลินฟานมา “ไม่ต้องดูแล้ว ไปซื้อเสื้อก่อน”
หลินฟานหันหน้าไปมองสวี่ม่ายซุ่ยและพูดอย่างน่าสงสาร “แม่ ผมหิว”
สวี่ม่ายซุ่ยเอ่ยลอดไรฟัน “ลูกเพิ่งจะกินไปไม่ใช่หรือ”
หลินฟานออดอ้อน “ผมหิวอีกแล้ว”
ในตอนนั้นเสียงแค่นอย่างเ็าของหญิงขายขนมอบก็ดังขึ้น หล่อนตวาดอย่างสุดจะทน “มีเงินก็ซื้อ ไม่มีเงินก็ออกไป เสียเวลาค้าขาย!”
สวี่ม่ายซุ่ยเงยหน้ามองไปก็เห็นผู้หญิงรูปร่างอ้วนมีไฝใหญ่ที่มุมปากกำลังกินเม็ดแตงและกลอกตามองพวกเธอ
ยุคนี้คนที่สามารถเข้ามาทำงานที่สหกรณ์ได้ล้วนเป็คนที่มีสายสัมพันธ์กันทางผลประโยชน์และต้องเป็คนที่มีวิสัยทัศน์ล้ำเลิศ
เมื่อถูกดูิ่ถึงเพียงนี้ แน่นอนว่าใบหน้าของสวี่ม่ายซุ่ยต้องมืดลง เธอมองไปยังจุดชำระเงินและเห็นว่า้ามีขนมอบง่าย ๆ วางอยู่ไม่น้อย ทั้งเถาซู ถังซานเจี่ยว ขนมเยว่หยา และขนมฟานฮวา
เกาะที่นี่ค่อนข้างห่างไกล ในสหกรณ์จึงมีเพียงอาหารง่าย ๆ พวกนี้
สีหน้าของหลินเซียวกับหลินฟานก็ดูจริงจังขึ้น หลินเซียวดึงเสื้อสวี่ม่ายซุ่ยแล้วพูด “แม่ พวกเราไปเถอะ”
เมื่อได้ฟังหลินเซียวพูดเช่นนี้ ความเกลียดชังบนใบหน้าของพนักงานยิ่งชัดเจน “ชิ! ไม่มีปัญญาซื้อแล้วจะมองทำไม”
เมื่อหลินเซียวได้ยินคำพูดนี้ก็กำหมัดแน่น
สวี่ม่ายซุ่ยมองพนักงานหญิงที่ลูกตาเกือบจะกลอกถึง้าแล้วตอบด้วยความโกรธ “คุณยังไม่ลืมตาหรือตาบอดกันแน่คะ รู้ได้อย่างไรว่าฉันจ่ายไม่ได้”
“ก็แค่พนักงานขายต๊อกต๋อยคนหนึ่ง ถ้ามีความสามารถจริงจะมานั่งทำอะไรที่นี่ สู้ไปทำงานอยู่ในสำนักงานไม่ดีกว่าเหรอ”
พนักงานหญิงอึ้งไปเมื่อถูกสวี่ม่ายซุ่ยด่า หลังจากมองสวี่ม่ายซุ่ยหัวจรดเท้า หล่อนก็หันกลับมาเหน็บแนม “คนอย่างเธอจะซื้ออะไรได้ ฉันเห็นคนแบบเธอมาเยอะแล้ว”
สวี่ม่ายซุ่ยหัวเราะ “ไหนคุณพูดสิว่าฉันเป็คนแบบไหน?”
เมื่อพนักงานหญิงฟังจบก็ตอบกลับไป “ก็คนยากจนไง…”
ทันทีที่พูดจบ สวี่ม่ายซุ่ยก็ลากคออีกฝ่าย ก่อนจะะโเสียงดัง “ทุกคนรีบมาดูเร็ว พนักงานขายดูถูกชาวสวนที่ยากจนล่ะ!”
ในตอนแรกที่ทั้งสองทะเลาะกันก็ดึงดูดผู้คนมากพอแล้ว แต่เสียงะโของสวี่ม่ายซุ่ยทำให้คนยิ่งมามุงดูมากขึ้นไปอีก
ในยุคนี้ชาวสวนยากจนเป็อาชีพที่น่ายกย่องมาก เมื่อพนักงานหญิงได้ยินก็ลุกลี้ลุกลน “นี่เธอ…อย่าพูดเหลวไหลนะ”
สวี่ม่ายซุ่ยตอบกลับ “ฉันพูดเหลวไหลเหรอ เธอบอกว่าเห็นคนยากจนแบบฉันทุกวันไม่ใช่เหรอ!”
“บอกว่าฉันเพียงแค่ดูแต่ไม่สามารถจ่ายได้ ทุกคนก็เหมือนฉัน คนเกือบทั้งเกาะนี้ล้วนเป็ชาวสวนยากจน พวกคุณสร้างสหกรณ์มาเพื่อบริการพวกเราไม่ใช่หรือ ถึงชาวสวนยากจนแบบพวกเราจะไม่มีเงิน แต่ก็ไม่ได้เป็หนี้เธอ ทำไมถึงดูถูกพวกเราอยู่ทุกวันล่ะ!”
เมื่อคำพูดของสวี่ม่ายซุ่ยดังออกไปก็มีเสียงสะท้อนกลับทันที ซึ่งล้วนมาจากคนที่เคยถูกพนักงานขายพวกนี้ดูถูก ทันใดนั้นก็มีคนะโขึ้นมา “ฉันก็โดน! นอกจากกลุ่มทหาร บนเกาะนี้ก็มีเพียงชาวสวนยากจนอย่างพวกเรา หล่อนดูถูกใครอยู่ทุกวันล่ะ!”
………………………………………………………………………………………………………………………..
สารจากผู้แปล
หลินฟานเด็กตะกละเอ๊ย เปิดประเด็นให้แม่ไฝว้กับคนอื่นซะละ
นั่นสิ ดูถูกใครเหรอ อย่าคิดว่าเป็พนักงานสหกรณ์แล้วจะวิเศษมาจากไหนนะ
ชิวเฟิง