จางอ้ายหลินพยักหน้า"พวกเขาควรจะระงับใจไว้ อย่าหาเรื่องให้วุ่นวาย มิเช่นนั้น..."
ต่อให้เป็นซอมบี้พวกนางก็ยังรับมือได้แล้วคนพาลเพียงเท่านี้จะรับมือไม่ได้เชียวหรือ?
เหล่าลูกจ้างจัดวางอาหารได้รวดเร็วนักทว่าคนบ้านใหญ่กลับกินเร็วยิ่งกว่า แทบจะกล่าวได้ว่า เมื่ออาหารจานใหม่มาวางจานเก่าก็ถูกเขมือบจนหมดเกลี้ยง
อาหารมากมายหลายสิบจานพวกเขาหกคนจัดการเรียบ ลูกจ้างมิใช่เพียงคนเดียวที่ตกตะลึงแม้แต่ลูกค้าที่นั่งอยู่ข้างๆ ยังมองด้วยความงุนงง
"...ท่านทั้งหลาย นี่คือน้ำหล่อฮังก้วยที่ทางร้านมอบให้ ท่าน..." ลูกจ้างถือถาดมา วางแก้วลงทีละใบ ยังไม่ทันที่เขาจะได้กล่าวจบคนเหล่านั้นก็แย่งแก้วไปดื่มอย่างกระหาย
"แค่ก แค่กๆๆๆ..."
ลูกจ้างยังไม่ทันหายตกใจซูฉงกวงก็สำลักไอขึ้นมา
ซูต้าไฉที่อยู่ด้านข้างพยายามบ้วนน้ำในปากลงไปในแก้ว"ถุย ถุย ถุย..."
ท่าทางของคนเหล่านั้นทำให้ลูกค้าโดยรอบถึงกับขมวดคิ้ว รู้สึกคลื่นไส้จนกินอะไรไม่ลง
เมื่อสังเกตเห็นสถานการณ์เช่นนี้จางอ้ายหลินก็ขมวดคิ้ว รีบวางบัญชีเดินเข้ามา “กินข้าวก็กินให้มันดีๆสิ แล้วนี่อะไรกัน ทำกันแบบนี้คนอื่นจะกินกันลงเหรอ?”
ในตอนนี้นางสำนึกเสียใจยิ่งนักไฉนก่อนหน้านี้จึงต้องเห็นแก่ตัวเพียงเพราะไม่อยากให้พวกเขาอาละวาดในร้านอาหารจึงเลือกที่จะเลี้ยงอาหารพวกเขามื้อหนึ่ง
ลูกหลานของซูไท่ไท่พวกนี้ขยันก่อเรื่องนักให้ทานอาหารก็แล้ว แถมยังจะกินแต่เนื้อ หากจะกินก็กินให้มันดูดีหน่อยไม่ได้หรืออย่างไร?
ราวกับไม่เคยเห็นเนื้อมาแปดชาติไม่ละอายใจบ้างเลยหรือ!
แต่ก็ช่างมันปะไรอย่างไรเสียก็ขายหน้ากันเอง พวกเขาทำตัวน่ารังเกียจเช่นนี้มิหนำซ้ำยังบ้วนน้ำที่ดื่มลงในแก้วอีก หากแขกท่านอื่นเห็นเข้า จะคิดเห็นเช่นไร?
จางอ้ายหลินลองสมมติว่าเป็นตนเองก็ยังรู้สึกคลื่นไส้อยากจะอาเจียน
"เป็นอะไรไป พวกเรามากินข้าวบ้านเจ้ามื้อหนึ่งน้องสะใภ้ก็นึกเสียดายแล้วหรือ?"
เมื่อเห็นจางอ้ายหลินเดินเข้ามาซูฉงกวงก็อดรู้สึกยินดีไม่ได้ คิดจะแสดงฝีมืออะไรสักหน่อยต่อหน้านางและเพราะช่วงนี้ไม่ได้เจอกัน เห็นน้องสะใภ้ของตนงามสะพรั่งยิ่งกว่าเดิมในใจก็รู้สึกร้อนรุ่มกระวนกระวาย
แต่ก่อนที่เขาจะได้ทันคิดไตร่ตรองจางอ้ายหลินก็เอ่ยปากตำหนิทันที น้ำเสียงบ่งบอกถึงความขุ่นเคืองความตั้งใจที่จะกล่าวคำชื่นชมและสร้างไมตรีของซูฉงกวง พลันกลายเป็นความขมขื่น
"เสียดายหรือ?" จางอ้ายหลินแค่นเสียงหัวเราะ"เสียดายก็เสียดายอยู่หรอก เวรกรรมอันใดของข้าที่ต้องมาเจอผู้ชายอย่างพวกเจ้า แค่เลี้ยงข้าวพวกเจ้าไปมื้อเดียวข้าไม่ได้ไม่มีปัญญา"
ยังไม่ทันที่ซูฉงกวงจะได้กล่าวอะไรน้ำเสียงของนางก็เข้มงวดขึ้น "พวกท่านกำลังทำอะไรกันจงใจทำตัวน่าขยะแขยงใช่หรือไม่?"
"อาสะใภ้ เหตุใดจึงกล่าววาจาอย่างนั้น!” ซูต้าไฉขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจเอ่ยเสียงขุ่น "แล้วเหตุใดท่านจึงไม่บอกเล่าว่าของที่ให้มานั้นคือสิ่งใด?"
ซูต้าฟู่ซึ่งยืนอยู่ข้างๆแสดงสีหน้าเหยียดหยามอย่างเปิดเผย "เครื่องดื่มรสเปรี้ยวกัดลิ้นขนาดนี้ท่านกล้าเอามาให้พวกเราดื่มได้อย่างไร?"
ซูอี้หว่านเพิ่งก้าวเข้ามาใกล้พลันได้ยินคำพูดของซูต้าฟู่ นางหัวเราะในลำคออย่างเย็นชา"หึ... นี่คือน้ำหล่อฮังก้วยมีสรรพคุณช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีเพราะเห็นว่าพวกท่านสั่งแต่เนื้อเป็นส่วนใหญ่ กลัวว่าจะย่อยยากจึงได้สั่งให้คนนำมาให้ พวกเจ้ามัน 'สุนัขเนรคุณ' แท้ๆ ช่างไม่รู้จักสำนึกในน้ำใจของผู้อื่น"
ซูต้าไฉตกตะลึงไปชั่วครู่ใหญ่จึงค่อยรู้สึกตัวขึ้นมา "เจ้าด่าใครว่าเป็นสุนัข?ข้าคือพี่ชายแท้ๆ ของเจ้านะ!"
"หึ... พี่ชายแท้ๆ..."
ซูอี้หว่านเบ้ปากเล็กน้อยสีหน้าเย็นชา
มิใช่ว่านางมีจิตใจดีอะไรนางเพียงไม่อยากให้คนเหล่านั้นกินเนื้อมากเกินไปแล้วปวดท้องในภายหลังแล้วโทษว่าอาหารของร้านอาหารสกปรก หากเป็นอย่างนั้นพวกนางก็จะสูญเสียทั้งทรัพย์สินและชื่อเสียง!
"พอได้แล้ว ในเมื่อกินเสร็จแล้ว ก็รีบลุกขึ้นไป พวกเรายังต้องทำมาค้าขายไม่มีเวลามาเสียเวลากับพวกเจ้า"
ครานี้จางอ้ายหลินยิ่งคิดยิ่งเสียใจนางควรตะเพิดไล่อีกฝ่ายออกไปเสียตั้งแต่ต้นบัดนี้ข้าวปลาอาหารก็ป้อนใส่ปากพวกเขาไปแล้ว ท้ายที่สุดก็ไม่ต่างจากให้อาหารสุนัข!
ซูฉงกวงเดิมทีก็โกรธอยู่แล้วเมื่อได้ยินคำกล่าวเช่นนี้ก็ถึงกับตบโต๊ะลุกขึ้นยืน "นางเด็กคนนี้ มีผู้ใดสอนให้เจ้าพูดกับผู้อาวุโสเช่นนี้?"
"เฮือก..."
เป็นเพราะเขาลุกขึ้นเร็วเกินไปพุงป่องที่เต็มไปด้วยอาหารถูกยืดจนตึงความเจ็บปวดทำให้เขาต้องสูดลมหายใจเข้าอย่างแรง สีหน้าของเขายากจะบรรยายเป็นคำพูด
เมื่อเห็นท่าทางน่าสมเพชนั้นบนใบหน้าของจางอ้ายหลินก็ปรากฏรอยยิ้มบาง "เพราะเห็นแก่ความเป็นตระกูลซูอาหารมื้อนี้ข้าขอเลี้ยงพวกเจ้า กินเสร็จแล้วก็จงรีบไสหัวไปให้พ้น"
หากยังอาละวาดต่อไปอีกสักพักลูกค้าในร้านคงจะเดินออกไปหมด วันนี้คงไม่ต้องทำมาค้าขายกันแล้ว
"ไปให้พ้น?"
ซูฉงกวงได้ยินดังนั้นก็หน้าตึงขึ้นมาทันที"พูดง่ายนี่ พวกเจ้าบ้านรองร่ำรวยแล้วก็คิดจะสลัดพวกเราทิ้งอย่างนั้นหรือ?"
"หึ..." เขาแค่นเสียงหัวเราะเย็นชามองจางอ้ายหลินด้วยสายตาหยาบโลน "ไม่ง่ายเช่นนั้นหรอก!"
"ใช่แล้ว!" ซูต้าไฉซึ่งยืนอยู่ข้างๆรีบเสริมขึ้นทันที "เมื่อครั้งกระโน้นตอนที่ยังอยู่ที่บ้านเกิด พวกเรานี่แหละที่ต้องตรากตรำทำงานหนักถึงจะมีกินมีใช้บัดนี้พวกเจ้ามีเงินทอง ก็คิดจะสลัดทิ้งพวกเราอย่างนั้นหรือ ไม่มีทางเสียหรอก!"
ซูต้าฟู่รีบพยักหน้าตาม"ถูกต้อง! ครอบครัวของพวกเจ้ามีเงินแล้วแต่พวกข้ากลับยากจนข้นแค้น พวกเจ้าจะไม่คิดชดเชยอะไรให้พวกเราบ้างหรือ?”
เมื่อได้ยินคำกล่าวเช่นนี้มิใช่เพียงจางอ้ายหลินและซูอี้หว่านเท่านั้นแม้แต่แขกเหรื่อที่นั่งอยู่รอบข้างยังเกือบจะหลุดหัวเราะออกมา
คำกล่าวเช่นนี้ท่าทีเช่นนี้ ต่างอะไรจากคนพาลข้างถนนกัน?
หากมิเคยได้ยินกิตติศัพท์ของตระกูลนี้มาก่อนบางทีเรื่องราวคงไม่เป็นเช่นนี้ แต่ก่อนหน้านี้เมื่อบ้านของซูอี้หว่านตั้งแผงขายของ ซูไท่ไท่ก็เคยไปอาละวาดข่าวตอนนั้นแพร่สะพัดไปไกล คนส่วนใหญ่ล้วนทราบเรื่องราวของตระกูลซูอยู่บ้าง
ยิ่งทราบว่าเมื่อก่อนบ้านใหญ่ตระกูลซูเคยรังแกแม่ม่ายลูกติดทั้งสามคนนี้อย่างไร
หากข่าวลือก่อนหน้านี้มาจากปากของซูอี้หว่านและพวกก็อาจจะไม่น่าเชื่อถือเท่าไรนักแต่พฤติกรรมและการแสดงออกของพวกซูฉงกวงเมื่อสักครู่กลับยิ่งทำให้ทุกคนเชื่อมั่นว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่คนดีอย่างแน่นอน
มาที่ร้านอาหารของผู้อื่นเพื่อกินข้าวมิได้คิดจะจ่ายเงินก็น่าเกลียดพออยู่แล้ว ยังมาทำตัวหยาบคายเช่นนี้อีกท่าทางขณะกินข้าวก็ราวกับอดอยากมาแปดชาติ ทำให้ผู้คนอดหัวเราะเยาะไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้นน้ำหล่อฮังก๊วยที่ซูอี้หว่านตั้งใจทำเพื่อพวกเขากลับถูกมองว่าเป็นของไร้ค่าช่างไม่สำนึกบุญคุณคน ครอบครัวที่เต็มไปด้วยความละโมบเช่นนี้ จะเป็นคนดีได้อย่างไร?
ในใจของเหล่าลูกค้าต่างรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรมที่จางอ้ายหลินได้รับทุกคนวางตะเกียบในมือ หันมองมาทางนี้พร้อมที่จะเข้าไปช่วยเหลือหากสถานการณ์เลวร้ายลง