“มันก็เป็แบบนี้ทุกที่ไม่ใช่เหรอ”
จิงซิงอี้พูดพร้อมกับใช้ตะเกียบคีบหมูสไลด์ที่เย่เฉินลวกเอาไว้มาใส่ปากหน้าตาเฉย
เย่เฉินจ้องเขาตาค้างและใช้ตะเกียบในมือเคาะไปที่ถ้วยของจิงซิงอี้ พร้อมกับพูดด้วยเสียงรำคาญๆว่า
“นี่มันหมูที่ฉันลวกเอาไว้นะ!ไหนนายบอกว่าจะไม่กินหมูไง แล้วมาเอาของฉันไปทำไม!”
“ฉันกำลังทำให้นายเห็นไงว่ามือใครยาว สาวได้สาวเอา” จิงซิงอี้ตอบพร้อมกับเคี้ยวหมูอย่างเอร็ดอร่อย
“คนที่ไม่เตรียมพร้อมให้ดีย่อมแพ้ในการแข่งขัน”
เย่เฉินชะงักและแค่นหัวเราะออกมา เขารู้ว่าจิงซิงอี้กำลังพูดความจริงถึงแม้ว่าเขาจะฉวยโอกาสหาความชอบธรรม จากการขโมยหมูลวกไปกินก็ตาม
เย่เฉินจึงถามจิงซิงอี้ว่าทำไมเขาถึงเลือกกลับไปอยู่บ้านนอก แล้วที่คลินิกมีลูกค้าหรือไม่จิงซิงอี้ตอบด้วยสีหน้าเฉยๆว่า
“มีคนไข้มาวันละคนบางทีก็สองวันก็คนนึง”
“เฮ้ย! แล้วนายอยู่ได้ยังไงไม่ขาดทุนแย่เหรอ ลงทุนแต่งร้านแล้วก็ซื้ออุปกรณ์ไปตั้งเยอะ” เย่เฉินใแทนแต่จิงซิงอี้เล่าต่ออย่างใจเย็น พร้อมกับลวกผักไปด้วย
“อยู่บ้านนอกก็ต้องทำใจ ฉันก็มาอยู่ใหม่ชาวบ้านยังไม่รู้จัก แถมบางคนก็เชื่อถือแพทย์แผนปัจจุบันมากกว่าคนก็ต้องน้อยเป็ธรรมดา แต่มันก็ทำให้ฉันมีเวลาได้ทำอะไรอีกหลายอย่าง”
จิงซิงอี้รู้ว่าเย่เฉินเป็คนดีและจริงใจกับเขาเสมอมาเขาจึงยินดีเล่าแผนชีวิตของเขาให้ฟัง
“สิ่งที่สำคัญ คือ ฉันอยากอยู่กับคุณตาตอนนี้คุณตาอายุมากขึ้นแล้ว ฉันไม่อยากจะเสียใจในภายหลัง”
เย่เฉินเข้าใจดีจากนั้นเขาสั่งเนื้อสัตว์มาเพิ่มอีกหลายอย่างก่อนจะถามจิงซิงอี้เหมือนขอคำปรึกษาต่อว่า
“นายว่าฉันควรจะทำยังไงดีฉันควรจะกลับไปเปิดคลินิกเอง แล้วก็ทำร้านขายสมุนไพรที่บ้านต่อมั้ยฉันเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า สิ่งที่ทำอยู่ มันจะให้อะไรดีๆ กับฉันจริงหรือเปล่า”
เย่เฉินถอนหายใจหน้าตาที่มีแต่รอยยิ้มของเขาเปลี่ยนมาเป็เศร้าหมองและมีท่าทางสับสนไม่แน่ใจ
จิงซิงอี้เหลือบตาขึ้นมองแวบหนึ่งจากนั้นก็เริ่มต้นแกะเปลือกกุ้งและเอาเนื้อกุ้งวางกองเอาไว้ในถ้วยทีละตัวและพูดว่า
“ฉันกับนายมีประสบการณ์ชีวิตต่างกันนายเรียนและช่วยที่บ้านทำงานบ้าง แต่เรียนเป็หลัก และใช้ชีวิตแบบวัยรุ่นทั่วไปนายจึง้าประสบการณ์มากกว่านี้
การทำงานในโรงพยาบาลมันก็สอนการใช้ชีวิตในองค์กรกับคนหมู่มาก รู้จักการทำงานที่ต้องมีระบบรุ่นพี่รุ่นน้อง ความาุโแล้วนายยังได้เรียนรู้วิธีการรับมือปัญหาแล้วก็การจัดการเื่ต่างๆอย่างมืออาชีพอย่างเป็ระบบจากที่ทำงานใหญ่ๆแบบนี้ด้วย”
จิงซิงอี้สบตากับเย่เฉินซึ่งกำลังตั้งใจฟังเขาพูดต่ออย่างจริงจังว่า “การมีประสบการณ์มากๆ ได้เจอกับคนและสถานที่ที่หลากหลายก็ช่วยให้นายมีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น มีประสบการณ์และข้อมูลมากขึ้น จนต่อไปนายก็ไม่ต้องถามฉันแบบนี้แล้วว่า นายควรจะกลับบ้านหรือทำงานที่โรงพยาบาลต่อ”
เย่เฉินสะอึกแต่เขาก็อดถามจิงซิงอี้ไม่ได้ว่า “นี่นายอายุเท่าฉันจริงๆหรือเปล่านี่ ทำไมถึงคิดอะไรได้ล้ำลึกแบบนี้!”
“ฉันโตมากับคุณตากับรุ่นพี่อีกสองคนที่เหมือนทั้งพ่อทั้งอา นายคิดว่าฉันจะโตมาแบบไหนล่ะ!”
แล้วทั้งสองคนหัวเราะออกมาพร้อมกันเย่เฉินจำได้ว่า ตอนที่เขาเจอจิงซิงอี้ครั้งแรกนั้นเขาสอบเข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยแพทย์ด้วยคะแนนที่สูงที่สุด
ในตอนนั้น ใครๆ ก็อยากจะเห็นว่าอัจฉริยะคนนี้จะมีหน้าตาแบบไหน แต่เขาและคนอื่นๆ ก็ต้องตะลึงเมื่อพบว่าอัจฉริยะคนนี้หน้าตาดีมาก และยังมีนิสัยแปลกแตกต่างจากวัยรุ่นทั่วไป
จิงซิงอี้ตั้งอกตั้งใจเรียน เรียนหนัก และมีบุคลิกเฉยเมย ่แรกนั้นกว่าเย่เฉินและเพื่อนคนอื่น จะทะลุกำแพงที่ขวางกั้นตัวเขาเอาไว้ได้ก็ใช้เวลาอยู่นาน
จิงซิงอี้ไม่ใช่คนหยิ่งยะโสเขาแค่ไม่ค่อยได้เล่นสนุกแบบวัยรุ่นมากกว่า เมื่อเริ่มสนิทกันแล้วเขาจึงเล่าให้ฟังว่าเขาโตมากับคุณตา และใช้เวลาไปกับการเรียนวิชาแพทย์จีนจึงทำให้เขาไม่ได้เล่นกับเด็กรุ่นเดียวกันมาก
เขามีเพื่อนในโรงเรียนที่เล่นและทำกิจกรรมด้วยกันตามที่เด็กๆ เป็ แต่เขามีความแตกต่างจากเด็กทั่วไปจึงไม่มีเพื่อนสนิทมากนัก และบางครั้งเขายังถูกกีดกันออกจากกลุ่มด้วยถึงแม้ว่าเขาจะเรียนเก่งและหน้าตาดีแต่บุคลิกที่เป็ผู้ใหญ่ทำให้เด็กหลายคนที่มาชวนเขาเล่นซุกซนไม่ชอบเขาและเขาเองก็เล่นแบบเด็กๆ เ่าั้ไม่ค่อยเป็
เมื่อเลิกเรียนเขาจะต้องกลับบ้าน เพื่อไปเรียนกับจิงเซียว และใช้ชีวิตแบบนี้มาตลอดเพื่อนที่เคยมาชวนเขาไปเล่นและไปเที่ยว เมื่อถูกปฎิเสธบ่อยๆก็ไม่คิดจะชวนเขาอีกต่อไป และค่อยๆ ปล่อยให้เขาอยู่ในโลกของเขาคนเดียว
แล้วจิงซิงอี้รู้สึกอย่างไรล่ะ
บางคนอาจคิดว่าเด็กที่เก่งและเป็ผู้ใหญ่อย่างเขา คงไม่สนใจหรอกและก็คงจะใช้ชีวิตตามเป้าหมายของชีวิตต่อไปอย่างมุ่งมั่น
แต่ใน่นั้นจิงซิงอี้ยังเป็เด็กอยู่ เขาก็อยากจะมีเพื่อนอยากจะเล่นสนุกแบบเด็กคนอื่นในบางครั้ง แต่ทางเดินชีวิตที่เขาเลือกและความเป็เด็กที่ยังมีวิธีคิดจำกัดทำให้เขาเ็ปกับชีวิตที่ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรดี
บางครั้งเขารู้สึกว่าตัวเขาเข้ากันกับเพื่อนๆในห้องไม่ได้
เวลามีงานกลุ่มหลายคนจะเลือกอยู่กับเขาเพราะเขาฉลาดและขยันแต่คนที่คิดจะเอาเปรียบก็ต้องหน้าหงายกับวิธีจัดการของเขาที่ไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบ
จิงซิงอี้จะเจรจาในกลุ่มั้แ่ต้นเขาจะตั้งกฎกติกาในกลุ่มว่าใครทำหน้าที่รับผิดชอบอะไรและให้มีการรับปากต่อหน้าทุกคน ถ้ามีการเอาเปรียบ ทำงานล่าช้า หรือทำงานไม่ดีออกมาเขาจะโชว์ผลงานของแต่ละคน คนที่ทำงานดีก็จะภูมิใจ แต่คนที่ทำงานไม่ดีก็จะรู้สึกอับอาย และบางคนก็โกรธเขา เพราะรู้สึกว่าตนเองถูกประจาน
สิ่งที่จิงซิงอี้ทำคือ การให้คนในกลุ่มโหวตเลยว่า จะให้ทำอย่างไรกับงานแบบนี้ ถ้าจะให้คนที่ทำงานไม่ดีกลับไปแก้งานใหม่ก็โหวตออกมา ถ้าทุกคนไม่กล้า ก็หมายความว่ากลุ่มนั้นได้ยอมรับผลงานนั้นและไม่มีสิทธิ์มาโอดครวญถ้าได้คะแนนน้อย เพราะถือว่านี่คือมติของกลุ่ม
แน่นอนว่าหลายคนไม่ชอบเขา คนที่ถูกเขานำงานมาถกเถียงพูดคุยกันในกลุ่มจะเกลียดเขา และมีการปล่อยข่าวลือพูดถึงเขาเสียๆหายๆ คนที่เชื่อข่าวลือ ก็จะถอยห่างจากเขาไปส่วนคนที่รู้เื่ที่เกิดขึ้นดี บางคนยังทำตัวปกติกับเขาแต่บางคนก็ทำตัวห่างเหินเพราะกลัวแรงกดดันจากคนอื่น
เด็กอายุ 10ขวบตอนนั้น ยังไม่มีวุฒิภาวะมากพอจะตัดสินใจได้ถูกต้อง จิงซิงอี้ก็เช่นเดียวกันและที่ทำให้เขาทนไม่ได้ คือ เมื่อถึงเวลาจับกลุ่มเล่นกีฬาและทำกิจกรรมกลุ่มอื่นๆเขามักถูกทิ้งเอาไว้เสมอ ในขณะที่เด็กอ่อนแอบางคน ก็ยังเลือกจะไปวิ่งตามหัวหน้าแก๊งและไม่ยอมถูกทิ้งเอาไว้คนเดียวเหมือนจิงซิงอี้
วันที่จิงซิงอี้ทนไม่ได้ก็มาถึงวันนั้นอาจารย์สั่งงานกลุ่ม ให้พวกเขาจับกลุ่มกัน เพื่อหากิจกรรมมาแสดงในวันครบรอบการก่อตั้งโรงเรียน
ห้องของเขาจะนำเสนอการร้องเพลงและเต้นประกอบจึงมีการแบ่งงานกันทำ ทั้งกลุ่มนักร้อง นักเต้น คนจัดฉาก เสื้อผ้าและอุปกรณ์แต่ไม่มีใครกล้ารับจิงซิงอี้เข้ากลุ่ม เพราะกลัวมีปัญหากับหวังเจียรุ่ยที่โกรธแค้นจิงซิงอี้
จิงซิงอี้จึงถูกปฏิเสธจากแต่ละกลุ่มพวกเขาอ้างว่า คนในกลุ่มเต็มแล้ว ให้เขาไปอยู่กลุ่มอื่นสิ จากนั้นก็รีบเปลี่ยนเื่คุยบางคนก็เดินหนีไปต่อหน้า
วันนั้นเด็กชายนั่งเรียนอยู่ในห้องทั้งวัน โดยไม่มีใครพูดกับเขา แม้แต่เด็กที่อ่อนแอที่สุดในห้องก็ยังใช้สายตามองเขาด้วยความรังเกียจและขยับไปนั่งอยู่ใกล้ๆ กับกลุ่มของหวังเจียรุ่ยที่มีปัญหากับจิงซิงอี้เพื่อแสดงให้เห็นว่า เขาไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับจิงซิงอี้
เย็นวันนั้นจิงซิงอี้นั่งรถเมล์กลับบ้าน เขาเหม่อมองไปนอกรถด้วยสายตาว่างเปล่าเขานึกไม่ออกว่าเขาควรจะทำอย่างไรดี คนที่เขาคิดถึงในตอนนี้ที่สุด ก็คือ จิงเซียวคุณตาที่เขารักและไว้ใจที่สุดในชีวิต