ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 81 กับดัก
นักเรียนทั้งสี่คนจากสถาบันอเวกเคนเนอร์เดินเข้าไปด้านในป่า
แต่ยิ่งเดินลึกเข้าไปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกแปลกมากขึ้นเท่านั้น ร่องรอยของมนุษย์ตามรายทางเริ่มดูไม่ปกติ มันดูหยาบขึ้นเรื่อยๆ เหมือนตั้งใจสร้างร่องรอยพวกนี้ขึ้นมาลวกๆ
'ไม่ถูกต้อง ร่องรอยพวกนี้ดูเหมือนจงใจสร้างขึ้นมา แต่...เพื่ออะไรกันล่ะ?' ชายร่างใหญ่ที่เดินนำหน้าเริ่มรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ
'จริงสิ พวกนักฆ่าหัวใจทมิฬมักจะไปไหนมาไหนอย่างไร้ร่องรอย รู้จักปกปิดหลักฐานตลอดเวลา มันไม่ควรจะมีร่องรอยที่เห็นได้ชัดแบบนี้สิ?' กิกัสที่เดินนำหน้าคิดในใจ
'หรือร่องรอยพวกนี้ไม่ได้มาจากพวกนักฆ่าหัวใจทมิฬ? ไม่ อาจจะเป็นพวกมัน แต่เป็นพวกมันที่จงใจสร้างร่องรอยพวกนี้ขึ้นมา แต่ว่า...พวกมันทำไปเพื่ออะไรกันล่ะ?' ชายร่างใหญ่ยังคงครุ่นคิดภายในใจขณะเดินย่ำไปด้านหน้าช้าๆ ทันใดนั้นขนทั่วร่างของเขาก็ลุกชัน
ใช่! พวกมันจะทำไปเพื่ออะไรถ้าไม่ใช่เพื่อการล่อลวงผู้คนให้เข้ามา นี่ควรจะเป็นกับดัก!
ร่างใหญ่ที่เดินนำหน้าหยุดฝีเท้าของตนทันที ทำให้กลุ่มคนด้านหลังต้องหยุดตาม
“ถอยกลับเดี๋ยวนี้! ไป!” ชายร่างใหญ่ตะโกนเสียงดังทันทีที่เข้าใจถึงความผิดปกติทั้งหมด
แม้เขาจะยังไม่เข้าใจว่าเหตุผลเบื้องหลังคืออะไร พวกมันพุ่งเป้ามาที่พวกเขาหรือไม่ แล้วเหตุใดจึงรู้ล่วงหน้าว่าพวกเขาจะเดินทางมาที่นี่? แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือรีบหนีออกจากที่นี่ก่อนจะตกลงไปในแผนการของพวกมัน
ร่างทั้งสามที่เดินตามมาหยุดชะงักทันที ก่อนจะพยายามหันหลังกลับ
แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะช้าเกินไป จู่ๆ ที่พื้นดินด้านล่างก็เรืองแสงสีขาวสว่าง มันมาจากอักขระบางอย่างที่ติดอยู่กับพื้น เหมือนเป็นวงกลมอักขระขนาดใหญ่ที่ล้อมพวกเขาเอาไว้ทั้งหมด
แรงพลังงานบางอย่างหน่วงการเคลื่อนไหวของบุคคลทั้งสี่เอาไว้ พวกเขารู้สึกว่ากำลังกายของพวกตนลดต่ำลงอย่างมาก และไม่สามารถใช้ความเร็วในการเคลื่อนที่ไปไหนมาไหนได้สะดวกเหมือนเก่า
พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ
ทันใดนั้นร่างสีดำหลายร่างก็พุ่งเข้ามาล้อมกลุ่มนักเรียนทั้งสี่คนที่อยู่ตรงกลางเอาไว้ ปิดกั้นทางหลบหนีทั้งหมด
นักเรียนจากสถาบันอเวกเคนเนอร์ทั้งสี่คนหันไปมองรอบด้านด้วยความตกใจ
ห้า หก เจ็ด แปด... รอบด้านของพวกเขามีชายชุดดำปิดบังใบหน้าทั้งหมดแปดคน อีกฝั่งมีจำนวนคนมากกว่าถึงเท่าตัว!
ชายร่างใหญ่ขมวดคิ้วมองดูกลุ่มคนรอบด้าน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้เขาตึงเครียดอย่างมาก อีกฝ่ายมีจำนวนมากกว่าพวกเขามาก อีกทั้งยังมีอเวกระดับหกถึงสามคนด้วย หากต้องต่อสู้กันเกรงว่าคงจะตึงมือไม่น้อย
แม้ชายร่างใหญ่จะค่อนข้างเป็นคนมุทะลุ แต่เขาก็ไม่ใช่คนโง่ อย่างน้อยในการต่อสู้จริงเขาก็รู้จักประเมินคู่ต่อสู้ของตนเอง
แม้อีกฝ่ายจะมีอเวกระดับหกถึงสามคน แต่ชายชุดดำอีกห้าคนที่เหลือไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้น เป็นพวกอเวกระดับที่สี่และระดับที่ห้าเท่านั้น ยังมีโอกาสที่พวกเขาจะออกจากสถานการณ์นี้ได้อย่างปลอดภัย
“ทะลวงมันออกไป ความแข็งแกร่งของมันไม่ได้มากไปกว่าเรา!” กิกัสตะโกนออกมาทันทีที่เห็นว่าทุกคนโดนล้อมเอาไว้หมดแล้ว เขาต้องใช้เวลานี้ในการฝ่าลงล้อมของชายชุดดำออกไป ไม่เช่นนั้นทั้งสี่คนอาจจะเสียเปรียบ
ปัง!
ไม่ต้องรอให้ชายหนุ่มร่างใหญ่พูดอะไรมากไปกว่านั้น เอดิสันพุ่งเข้าปะทะชายชุดดำที่อยู่ด้านหน้าของตนทันที อย่างน้อยเขาก็เป็นอเวกระดับที่หกอีกคนหนึ่งภายในกลุ่ม เขาสามารถใช้ความแข็งแกร่งของตนเองเป็นหัวหอกในการทะลวงฝ่าวงล้อมได้
แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะไม่เป็นไปอย่างที่คิด ร่างของหนุ่มแว่นถูกกระแทกกลับมาโดยชายชุดดำตรงหน้า
เอดิสันอึ้งไปเล็กน้อย ดูเหมือนว่าคนที่เขาปะทะด้วยเมื่อครู่เป็นเพียงอเวกระดับห้าเท่านั้น แต่กลับสามารถต้านทานการโจมตีของเขาได้ ทั้งยังทำให้เขาเป็นฝ่ายถอยหลังกลับมา
เป็นไปได้อย่างไร!
กิกัสและหญิงสาวสองคนที่เหลือสังเกตเห็นสิ่งผิดปกตินี้ทันที ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะแข็งแกร่งผิดปกติ กลิ่นอายที่ปล่อยออกมาเป็นอเวกระดับห้าชัดๆ แต่สามารถต้านรับเอดิสันที่เป็นอเวกระดับหกได้โดยไม่เพลี่ยงพล้ำ
'พวกมันสามารถต่อสู้ข้ามระดับได้อย่างนั้นหรือ? ไม่ ไม่ใช่' หัวสมองของไอด้าแล่นเร็วจี๋ พยายามประมวลความเป็นไปได้ทั้งหมด
ดูเหมือนว่าพวกมันจะไม่ได้แข็งแกร่งไปกว่าตัวเธอเองเลย แต่ทำไมเอดิสันถึงสู้ไม่ได้?
สายตาของไอด้าเหลือบมองไปที่อักขระส่องแสงเบื้องล่าง เมื่อมันเรืองแสง การเคลื่อนที่ของพวกตนก็ถูกจำกัด... 'อา ใช่แล้ว พวกมันไม่ได้แข็งแกร่งขึ้น แต่เป็นพวกเราที่อ่อนแอลง'
“บ้าเอ้ย! อักขระเรืองแสงบนพื้นมันลดความสามารถของพวกเรา!” ไอด้าโพล่งขึ้นมาทันทีที่คิดได้ เป็นเวลาเดียวกับที่ทุกคนพอจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง
กลุ่มคนชุดดำไม่ได้รอให้ทั้งสี่ตั้งตัวอะไรต่อไปอีก พวกมันพุ่งโจมตีเข้ามาพร้อมกัน ดูเหมือนไม่คิดจะปล่อยคนทั้งสี่ออกไปจากวงล้อมแห่งนี้
ทั้งสี่คนที่อยู่ใจกลางวงต้านรับการโจมตีที่พุ่งเข้ามาอย่างเต็มที่ พวกเขาฝืนร่างกายให้เคลื่อนที่เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ในขณะที่นักเรียนทั้งสี่คนเคลื่อนไหวโต้ตอบอย่างยากลำบาก กลุ่มคนชุดดำกลับเคลื่อนไหวได้ตามปกติ ภาพที่เกิดขึ้นจะเห็นได้ว่าทั้งสี่คนตรงกลางเสียเปรียบอย่างหนัก ทั้งในด้านจำนวนคนและด้านความสามารถในการต่อสู้
กิกัส ชายร่างใหญ่เองก็ตกที่นั่งลำบากแม้ว่าตัวเขาจะเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม แต่อเวกระดับที่หกสองคนพุ่งเป้าการโจมตีมาที่เขา ต่อให้กิกัสเก่งกาจอย่างไร ภายใต้อักขระเรืองแสงที่คอยลดความสามารถ ทำให้ชายร่างใหญ่แทบไม่สามารถต้านรับการโจมตีจากทั้งสองคนได้เลย
อีกสามคนที่เหลือก็ไม่ได้สภาพดีกว่ากันนัก แม้ความสามารถของนักเรียนจากสถาบันอเวกเคนเนอร์จะไม่ธรรมดา แต่เมื่อเจอกับจำนวนที่มากกว่าและวิธีการประหลาดที่ทำให้ใช้พลังได้ไม่เต็มที่ พวกเขาก็รับมือไม่ถูกเช่นกัน ยิ่งการต่อสู้ดำเนินไปนานเท่าไหร่ โอกาสที่พวกเขาจะพลาดท่าก็มากขึ้นเรื่อยๆ
ร่างกายของทั้งสี่คนเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและบาดแผลจากของมีคมทั่วร่างกาย ด้วยถูกจำกัดความสามารถในการเคลื่อนที่ การหลบหลีกจึงทำได้ไม่ดีนัก ยิ่งต่อสู้ยิ่งได้แผลกลับมา โดยเฉพาะกิกัสที่มีบาดแผลเต็มตัว เพราะทุ่มสวนการโจมตีกลับไปบ่อยครั้ง ในเมื่อหลบยากนัก ก็แลกหมัด แลกการโจมตีกันไปเสียเลย ดีกว่าพยายามหลบหลีกแล้วต้องตายไปอย่างช้าๆ
ตอนนี้เหล่านักเรียนจากสถาบันอเวกเคนเนอร์เริ่มเหนื่อยล้า และหมดหวังมากขึ้นเรื่อยๆ อีกฝ่ายใช้พลังได้เต็มที่ แต่พวกเขายิ่งสู้ยิ่งหมดแรง ไม่ทราบว่าอีกนานเท่าไหร่ที่พวกเขาจะหมดแรงโดยสมบูรณ์และโดนอีกฝ่ายจัดการจนหมด แต่คาดว่าคงอีกไม่นาน เมื่อใดก็ตามที่มีใครสักคนพลาดท่า สถานการณ์ที่พอจะยื้อเอาไว้ได้ในตอนนี้ มันจะเปลี่ยนทิศทางทันที
---------
ชายหนุ่มในชุดสีเทาสะพายขวานด้ามสั้นไว้ด้านหลังค่อยๆ เดินผ่านพื้นที่รกร้างมุ่งหน้าตรงไปยังป่าทิศตะวันตก
อาการบาดเจ็บในช่วงที่ผ่านมาของเขาหายดีแล้วจึงอาสารับหน้าที่ลาดตระเวนชายป่ามาจากเจ้าเมืองปากัสหลังจากที่เมื่อวันก่อนตัวชายหนุ่มและมาคัสเข้าไปพูดคุยกับฮานเรื่องความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
เนื่องจากฮานได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดในวันนั้น รับรู้ถึงความแข็งแกร่งของคาลอส และรู้ด้วยว่าตระกูลหวงหลงเป็นตัวปัญหาที่อาจทำให้เมืองเล็กๆ อย่างเมืองปากัสล่มสลายไปได้ทุกเมื่อ เขาจึงต้องปรึกษาพูดคุยกับตระกูลพีไรซ์เสียหน่อย
ในปัจจุบัน ตระกูลพีไรซ์แข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนมาก ยิ่งได้เห็นพลังของคาลอสในเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ฮาน เจ้าเมืองปากัสยิ่งให้ความเกรงใจตระกูลพีไรซ์มากขึ้นไปอีก แต่เมื่อคิดถึงอำนาจของตระกูลหวงหลง ฮานก็ต้องรู้สึกขนลุกซู่
ตัวเขาเองไม่กล้าดำเนินการอะไรกับตระกูลพีไรซ์ ทว่าตระกูลหวงหลงเองก็น่ากลัว แม้จะอยู่ห่างไกล แต่ก็สามารถเอื้อมมือเข้ามาสร้างความปั่นป่วนให้กับเมืองปากัสได้ไม่ยาก อย่างเลวร้ายที่สุดอาจจะทำลายเมืองนี้จนไม่เหลือ
มาคัสจึงได้แจ้งให้ฮานรู้ว่าบัดนี้สถานการณ์ของตระกูลหวงหลงคงไม่สู้ดีนัก การที่เหมืองแร่พลังงานในครอบครองของตระกูลหวงหลงถูกเปิดเผย ความโลภของเหล่ากองกำลังในเมืองขนาดใหญ่ C-04 ย่อมปะทุขึ้น นั่นคงทำให้ตระกูลเสียหายไม่น้อย อำนาจของพวกมันไม่ได้มากมายล้นฟ้าอีกแล้ว
ต่อให้อยากจะเอื้อมมือมาจัดการกับเมืองขนาดเล็กอย่างเมืองปากัส ก็ใช่จะทำได้ง่ายๆ ยิ่งพวกมันได้รู้ความแข็งแกร่งของตระกูลพีไรซ์ พวกมันยิ่งต้องเตรียมตัวให้มากขึ้นในครั้งต่อไป
มาคัสเปรยให้ฮานฟังว่าหากเขากล้าที่จะมีเรื่องกับตระกูลหวงหลง ก็แปลว่าเขาย่อมมีวิธีจัดการปัญหาเอาไว้แล้ว มาคัสยืนยันกับฮานว่าไม่จำเป็นต้องกังวล ต่อให้ระดับหัวกะทิของตระกูลหวงหลงมาด้วยตนเอง มันก็ทำอะไรตระกูลพีไรซ์และเมืองปากัสไม่ได้ และหากวันใดที่ตระกูลพีไรซ์พัฒนาไปได้มากพอ บางทีตระกูลหวงหลงเองก็จำเป็นต้องกลัวตระกูลพีไรซ์เช่นกัน
รอยยิ้มในตอนสุดท้ายของมาคัสทำให้ฮานรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ความมั่นใจของมาคัสนั้นเป็นของจริง แม้เรื่องที่พูดออกมาจะดูเหลือเชื่อ แต่ดูเหมือนมาคัสจะคิดเช่นนั้นจริงๆ
เจ้าเมืองปากัสรู้สึกว่ามันยากที่จะเชื่อ แต่ลึกๆ ในใจของเขาก็แอบเชื่อคำพูดของมาคัสอยู่เล็กๆ หากตระกูลพีไรซ์ไม่มีความลับอะไรบางอย่าง คาลอสจะกลายมาเป็นอเวกระดับที่เจ็ดด้วยเวลาสั้นๆ เช่นนี้ได้อย่างไร ทั้งยังมีความแข็งแกร่งที่ไม่ด้อยไปกว่าอเวกระดับที่แปดอีกต่างหาก
นั่นทำให้ฮานไม่สามารถทำอะไรได้อีก เพียงแค่รอดูว่าตระกูลพีไรซ์จะสามารถทำอย่างที่พูดได้หรือไม่ เจ้าเมืองปากัสเช่นเขาทำได้เพียงดูแลบ้านเมืองในตอนนี้ให้ดีที่สุดก็พอ เขาจะพักเรื่องของตระกูลหวงหลงไว้ชั่วคราว ตอนนี้เขามีเรื่องน่าปวดหัวมากมายเหลือเกิน
คาลอสที่กำลังคิดเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้าเพลินๆ รู้ตัวอีกทีก็มาหยุดอยู่ที่ชายป่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ชายหนุ่มมาถึงก็ทำหน้าที่ของตนเองอย่างขยันขันแข็ง เดินตรวจตราลาดตระเวนมองหาสิ่งผิดปกติในบริเวณโดยรอบทันที พื้นที่ที่เขาต้องตรวจสอบนั้นค่อนข้างกว้าง แต่ประสาทสัมผัสของอเวกระดับเจ็ดนั้นดีเยี่ยม หากมีอะไรผิดปกติเพียงเล็กน้อย เขาจะสามารถรับรู้ได้ด้วยความรวดเร็ว
“หืม?” ชายหนุ่มหยุดฝีเท้าตนเองเมื่อเห็นบางอย่างที่พื้น
มันเป็นรอยเท้ามนุษย์ที่ค่อนข้างสดใหม่ ซ้ำยังมีหลายรอยด้วยกัน ต้องรู้ก่อนว่ามีลมพัดรุนแรงอยู่ตลอดในพื้นที่รกร้าง หากเวลาผ่านไป ร่องรอยต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามพื้นดิน จะหายไปในเวลาไม่นาน การที่รอยเท้ายังคงอยู่ แปลว่าเพิ่งจะมีคนเดินทางมาที่นี่ก่อนหน้านี้
ชายหนุ่มชุดเทาก้มลงมองรอยเท้า จากนั้นจึงค่อยๆ ลุกขึ้นตามรอยเท้าเหล่านั้นไป มันมีลักษณะเดินวนเวียน เหมือนกลุ่มคนแยกกัน แล้วก็กลับมารวมกัน ก่อนที่จะมุ่งตรงเข้าไปด้านในป่า
ใคร? และเข้ามาที่นี่เพื่ออะไร? อย่างที่รู้กันว่าที่นี่นับเป็นเขตอันตรายไปแล้ว มันไม่ได้ปลอดภัยเหมือนเมื่อก่อน หากคนที่เข้าไปไม่ใช่คนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว ก็ต้องเป็นกลุ่มคนที่มั่นใจในพลังของตนเองประมาณหนึ่ง ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะไม่กล้าเดินเข้าไปภายในป่าที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรนี้แม้แต่น้อย
คาลอสมองตามทางเดินเข้าลึกเข้าไปด้านใน ก่อนจะได้ยินเสียงการต่อสู้เบาๆ แว่วจากด้านใน