" พ่อค่ะช่วยจัดโต๊ะด้านนั้นให้หน่อย " ซ่งซิงเหลียนชี้ไปที่มุมหนึ่งใต้ต้นเหมยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น มีโต๊ะสี่เหลี่ยมและเก้าอี้ยาวทั้ง 4 มุมตั้งอยู่ วิถีค่ายกลบังตา ต้องการความเป็นส่วนตัวจึงใช้มันทำขึ้นมา
ซ่งหลี่กลับไปมองก็พบว่าโต๊ะและเก้าอี้ยาวที่ใต้ต้นเหมยนั้น อยู่ขายของมาทั้งวันจนดึกดื่นขนาดนี้กลับเพิ่งสังเกตเห็น
" ได้ๆพ่อจะจัดโต๊ะให้ " รีบจัดข้าวของ รวมถึงอาหารและเครื่องดื่มวางไว้บนโต๊ะนั้น อย่างรวดเร็วเมื่อถูกลูกสาวที่นานๆทีจะขอร้องให้ทำ เขาเดินไปซื้ออาหารอร่อยๆ หลายร้านมาให้คนแปลกหน้า ทั้งหมดเป็นชายวัยกลางคนในชุดโบราณ ที่มีกลิ่นอายความเยือกเย็นล้อมรอบจนเขาขนลุกซู่ นี่เขาคงไม่ได้คิดมากตัวเองใช่ไหมว่าคนพวกนี้อาจจะไม่ใช่
" เรียบร้อยแล้วหรือคะ " มองพ่อของเธอที่อยู่ๆก็หยุดชะงักยืนมองทั้งหมดอย่างอึ้ง เหมือนว่าพ่อของเธอจะเริ่มรู้ตัวหน่อยๆแล้วล่ะ
" ใช่แล้วค่ะพ่อ พ่อไปเถอะ " คำตอบที่ไร้คำถามจากส่งซ่งซิงเหลียนทำเอาซ่งหลี่หันหลังเดินตรงไปที่เต็นท์ขายของของเขาราวกับหุ่นยนต์ ทำให้เธอขำขันเล็กๆน้อยๆกับปฏิกิริยาของพ่อที่เริ่มจะดีขึ้นแล้ว ในการเจอสิ่งที่ไร้ตัวตน และเหตุผลของการมีอยู่แบบนี้
จากนั้นเธอก็จุดธูปใต้โต๊ะแล้วเชื้อเชิญชายแปลกหน้าทั้ง 6 นั่งลง แล้วเริ่มดื่มกินกันอย่างสนุกสนานพร้อมกับเสียง พูดคุยเบาๆ ที่ไร้ผู้คนได้ยินและสังเกตเห็นทั้งหมด มีเพียงเธอเท่านั้นที่รู้เห็นได้ฟังเสียงได้พูดคุยกับพวกเขา
" ท่านอาจารย์น้อยเรื่องที่ให้พวกเราทำ ได้เรื่องมาแล้วล่ะ "
" เหล่าหู่พูดมาเถอะ ฉันฟังอยู่ " ซ่งซิงเหลียนรินชาให้ตัวเองแล้วอย่างสงบหัวใจ ถึงเธอจะมีวิชาอาคมแต่ก็ใช่ว่าจะรับรู้เรื่องราวทุกอย่างได้อย่างทุกอย่างรอบตัวได้อย่างรวดเร็วขนาดนั้น
" เป็นคน 2 กลุ่มที่จับตาบ้านท่านอาจารย์น้อยอยู่ฉันก็ไม่แน่ใจว่า พวกเขาต้องการอะไรแต่เหมือนว่าทั้ง 2 กลุ่มไม่ได้มีเป้าหมายเดียวกัน "
" ไม่ได้มีเป้าหมายเดียวกันจริงๆสินะ " สัมผัสสัญชาตญาณของเธอแม่นยำเสมอ 1 กลุ่ม ต่างจดจ้องสังเกตครอบครัวเธอราวกับกำลังหาข้อมูลบางอย่างเท่านั้น ส่วนอีกกลุ่มเหมือนจะพยายามหาข้อบกพร่องจุดอ่อนที่จะทำร้ายบ้านซ่ง
จากเมื่อยามบ่ายที่จู่ๆรถขนผลไม้ที่เธอนั่ง เกือบจะชนเข้ากับต้นไม้ต้นหนึ่งมันไม่ได้เกี่ยวกับโชคร้ายอะไร แต่มันเกี่ยวกับฝีมือมนุษย์ที่ตัดสายเบรครถ บ้านเธอทุกคัน รวมถึงรถของลุงใหญ่และอาของเธอที่จอดอยู่ในบ้านด้วยซ้ำ ดูเหมือนว่าการปลดค่ายกลจากบ้านออกจากบ้านนั้นไม่ใช่สิ่งที่ควรจะทำเลยจริงๆ
ดังนั้นเธอจึงวางค่ายกลในบ้านให้แข็งแกร่งกว่าเดิมหลายเท่าตัวพร้อมๆกับที่ทดสอบขั้นพื้นฐานวิชาวางค่ายกลของเจ้าศิษย์ทั้ง 3 โดยใช้ให้พวกมันทำรอบๆหมู่บ้านอีกด้วย
" จับตาดูไว้ให้ดีว่ากลุ่มไหนทำร้ายบ้านซ่งของฉัน " เธอจะได้ลงมืออย่างเด็ดขาดไม่ต้องยั่งมืออีก หลังจากงานจบแล้วเธอจะจัดการให้อย่างเด็ดขาด
ส่วนอีกกลุ่มเธอก็จะปล่อยไปจากการคาดเดาก็รู้แล้วว่าเป็นกลุ่มที่ต้องการอะไรจากเธอ เธอจะไม่ขัดขวางเลยเมื่อพวกเขาแค่ต้องการความมั่นใจและความหวังของตัวตนที่แท้จริงของเธอ
" ติดตามพวกมันเอาไว้หลังจากคืนนี้แล้ว ฉันจะจัดการเองให้มันรู้การอยากตายแต่ตายไม่ได้ทรมานขนาดไหน "
มีเรื่องกับใครก็ได้แต่อย่าไปมีกับนักพรต วิถีปีศาจแบบเธอ
" อีกไม่นานพวกเจ้าก็จะได้ไปเกิดที่ดินแดนสุขาวดีนั้นแล้ว " ซ่งซิงเหลียนมองพลังวิญญาณทั่วร่างของเหล่าวิญญาณบรรพบุรุษที่แทบจะไม่มีความของขุ่นมัวของทางโลกมนุษย์แล้ว มีแต่เพียงกลิ่นอายความบริสุทธิ์ที่เหล่าวิญญาณสุดแยกสุขาวดีนั้นมี
" จริงหรือท่านอาจารย์น้อย " เหล่าวิญญาณต่างดีอกดีใจกันอย่างถึงที่สุด เพราะว่าคำยืนยันจากท่านอาจารย์น้อยนั้นจะเป็นจริงเสมอ แต่ว่าพวกเขาก็ยังไม่เข้าใจว่า
" ท่านอาจารย์น้อยจะจัดการพวกนั้นแบบไหน "
" สงสัยว่าพวกบรรพบุรุษของพวกมันจะไม่ได้สั่งสอนว่า "
" จะมีเรื่องกับใครก็ได้ แต่อย่ามีกับพวกนักพรต เจ้าเคยได้ยินไหมสุภาษิตคำนี้ "
เหมือนว่าจะมีประโยคนี้จริงๆในตอนที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่เพราะเคยมีกรณีเหตุการณ์ที่ พวกชนชั้นสูงในยุคนั้นต่างกดดันพวกฝึกวิชา ที่ตนเองเรียกว่าพวกนอกรีต ไสยศาสตร์มนต์ดำพวกนั้น แต่กลับเอาไปเหมารวมกับพวกนักโทษฝึกวิชาเขาไปหมด พวกมีวิชาต้องเก็บหัวเก็บหาง อยู่อย่างคนไร้ศักดิ์ศรีนานหลายสิบปี แต่ว่าพวกเขาก็ทนได้ไม่นานจึงใช้วิธีการแก้แค้นแบบสุดโต่งชนิดที่ว่าชนชั้นสูงและผู้มีอำนาจในยุคนั้นต่างหวาดกลัวแทบ จะถวายชีวิตติดป้ายหน้าประตูตระกูลว่ายินดีต้อนรับท่านอาจารย์เสียด้วยซ้ำ
การแก้แค้นที่ว่านั้นคือการขุดสุสานบรรพบุรุษทั้งตระกูลของผู้มีอำนาจ แถมบางครั้งยังมีการใช้ไสยเวทย์ทำร้ายชนิดที่ว่าไม่เหลือให้ลูกหลานสืบสกุลด้วยซ้ำไป หรือแม้กระทั่งการทำร้ายไม่ให้รู้ตัวแบบที่เรียกว่าการทำลายฮวงจุ้ยของบ้านให้ตกต่ำลง ทำลายดวงหรือแม้กระทั่งการวางยาพิษให้ขาดสายทายาท
ดูเหมือนว่าข่าวลือพวกนั้น จะไม่ใช่แค่ประโยคบอกเล่าในตำนานหรอกเพราะอายุวิญญาณพวกเขาหลายร้อยปีที่ผ่านมาก็สังเกต และรู้ได้ผ่านประสบการณ์เหล่านั้นว่ามีเรื่องกับใครก็ แต่อย่ามีเรื่องกับนักพรต
เพราะไม่รู้ว่าจะถูกเล่นงานเมื่อไหร่จับมือใครดมก็ไม่ได้
" เรื่องนี้ฉันจะจัดการเองอย่ายุ่ง ให้วิญญาณสกปรกเลยดีกว่า "
เหมือนว่าวิญญาณบรรพบุรุษจะเข้าใจความหมายของเธออย่างแจ่มแจ้ง พวกเขาละความสนใจกับเรื่องนี้เมื่อท่านอาจารย์น้อยไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือไปมากกว่าการสืบข่าวของพวกเขา พวกเขาก็จะไม่มีทางเข้าไปก้าวก่ายขัดคำสั่งของท่านอาจารย์น้อยเด็ดขาด ถึงแม้ว่าจะอยากรู้อยากเห็น ขนาดไหนก็ตาม
ซ่งหลี่มองไปทิศทางที่ลูกสาวอยู่ ก็เห็นแค่เพียงต้นเหมยที่ไร้เก้าอี้โต๊ะที่เขาจัดตั้งเตรียมไว้ เหมือนค่ายคนบังตาของลูกสาวจะทำงานดีเกินขั้น ตัวเอง ที่เป็นมนุษย์ธรรมดา ที่อยู่ใกล้ชิดกับเรื่องพวกนี้มานานก็ควรจะสัมผัสได้บ้าง แต่นี่เขากลับสัมผัสสิ่งที่อยู่ด้านหลังไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
" คุณมองอะไรหรือคะลูกสาวเราล่ะ " ซีเถาเห็นสามีที่พะวงมองไปทางด้านหลังตนเองอยู่นาน เธอจึงมองไปบ้างแต่กลับไม่เห็นมีอะไรเลยสักหน่อย จนเธออดสงสัยถามออกมาไม่ได้
" ไม่มีอะไรหรอกซิงซิง แค่ออกไปเที่ยวนิดหน่อยเดี๋ยวก็คงจะกลับมาแล้วล่ะจ้ะ " เขาบอกภรรยาไปแบบนั้นทั้งที่ในใจก็รู้เห็นอยู่แล้วว่า ลูกสาวกำลังทำภารกิจสำคัญอยู่แบบที่มนุษย์ธรรมดา อย่างเขาก้าวก่ายไม่ได้ด้วยสิ
" นายรู้อะไรไหม เจ้ารอง " ซ่งจินหลางเรียกน้องชายเพื่อพูดคุยบางอย่างด้วยการส่งสัญญาณ ท่าทางแบบนี้ก็ทำให้เขารู้ว่า พี่ชายคงมีเรื่องสำคัญ เกี่ยวกับเรื่องที่พวกเขาสามพี่น้องรวมตัวกันทำอยู่
ข่าวพวกนั้น สินะ
" ใช่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเริ่มแล้ว "
เหตุการณ์เมื่อเช้านี้เหมือน ว่าจะมีคนที่อดทนไม่ไหวแล้วเริ่มลงมือ แต่ก็พลาดไป และเชื่อว่าอีกฝ่ายจะต้องลงมืออีกครั้งอย่างแน่นอน พวกเขาจึงต้องระวังตัวกันไว้ทุกฝีก้าว
" จะเกิดอันตรายขึ้นไหมคะ เราควรจะอยู่กับลูกตลอดเวลามากกว่าไม่ใช่หรือ "
" ตอนนี้ความปลอดภัยของลูก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพวกเรา " แต่ขึ้นอยู่กับอีกฝ่าย เขารู้มาตลอดว่ามีคน 2 กลุ่มที่ต่างจับจ้องบ้านเขาอีกหนึ่งทำร้าย อีก 1 ปกป้อง
นี่คือบททดสอบหนึ่งที่เขาอยากจะรู้ว่าอีกฝ่ายที่จดจ้อง และต้องการปกป้องพวกเขานั้นจะทำได้ดีขนาดที่พวกเขาวางใจไว้ได้ว่าจะสามารถปล่อยให้ลูกสาวตัวน้อยออกจากอกได้จริงๆไหม ถ้าลูกสาวของพวกเขามีรอยแม้แต่นิดเดียวก็แสดงว่าอีกฝ่ายนั้นไม่สามารถปกป้องได้ดีเท่าพวกเขา
และนั่นจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้วว่า คุณไม่ผ่านการประเมิน ครั้งนี้แน่นอน
ส่วนลูกสาวตัวน้อยของเขาไม่ต้องเป็นห่วงหรอก แต่ต้องเป็นห่วงฝ่ายที่ลงมือมากกว่าว่าจะมีชีวิตรอดอยู่จนจบงานนี้หรือไม่
ก็รู้ๆเห็นกันอยู่ว่าซ่งซิงเหลียนมีนิสัยชอบคิดเจ้าแค้นขนาดไหน แม้แต่แมลงวันตัวเดียวที่บินผ่านหน้าสร้างความรำคาญก็ยังไม่ปล่อยไว้เลย นับประสาอะไรกับชีวิตของคนไร้ค่าที่จ้องจะเล่นงานเ
ธอ
มีที่ตายดีๆให้ฝังไม่เอา อยากจะมาฝังที่หมู่บ้านหยูหลินก็เชิญ