ความเงียบในวัดสูญกาลถูกทำลายลงด้วยเสียงไอสำลักเืของชายแปลกหน้า ร่างที่าเ็สาหัสพยายามพยุงตัวขึ้นจากพื้น
ชายผู้นั้นเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก สายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและรู้สึกผิดจับจ้องไปที่เด็กหนุ่มซึ่งยังคงนิ่งค้างอยู่ในท่าซบหน้ากับศพ
“ข้า.. ข้าขอโทษ..” น้ำเสียงของชายแปลกหน้าแหบพร่า สั่นเครือด้วยความละอาย
“เป็เพราะข้า.. ตาของเ้าถึงต้อง..”
อวี้เทียนค่อย ๆ ขยับตัว แผ่นหลังที่เคยสั่นเทาจากการสะอื้นที่ไร้เสียงพลันกลับมาเหยียดตรงอย่างช้า ๆ เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับชายแปลกหน้า
ดวงตาที่เคยใสกระจ่างและเต็มไปด้วยความเมตตาแบบเด็กหนุ่มของอวี้เทียน บัดนี้หายไปสิ้น สิ่งที่ปรากฏแทนที่คือดวงตาสีดำคู่หนึ่ง มันไม่ใช่แววตาของความอาฆาตแค้น แต่มันคือแววตาที่ เย็นเยียบและนิ่งสงบจนน่าขนลุก
แม้เขาจะยังไม่มีพลังปราณที่กล้าแกร่ง และมีเพียงวิชา "อนัตตาลิขิต" ที่ยังเป็เพียงเขตแดนเริ่มต้นเท่านั้น แต่ทว่าในยามนี้ "พลังแฝงแห่งอนธการ" ที่ซ่อนเร้นอยู่ในส่วนลึกของิญญากลับเริ่มขยับเขยื้อน มันตอบสนองต่อหัวใจที่แตกสลายของอวี้เทียนและคำสอนสุดท้ายของท่านตา
ดวงตาของอวี้เทียนวูบไหวด้วยประกายสีดำที่ลุ่มลึกราวกับหลุมดำที่ไร้ก้นบึ้ง มันมองดูว่างเปล่าแต่กลับกดดันสัญชาตญาณของผู้พบเห็นให้สั่นสะท้าน ชายแปลกหน้าถึงกับหายใจติดขัด เขารู้สึกราวกับว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าไม่ใช่คน แต่เป็ความมืดมิดที่กว้างใหญ่จนมองไม่เห็นขอบเขต
“ท่านตาบอกว่า.. นี่คือราคาที่ข้าต้องจ่าย”
น้ำเสียงของอวี้เทียนราบเรียบ ไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ ปะปน แต่มันกลับทรงพลัง จนอากาศรอบ ๆ คล้ายจะหนักอึ้งขึ้น
“ข้าแลกชีวิตของคนที่ข้ารักที่สุด เพื่อยื้อชีวิตของท่านเอาไว้”
อวี้เทียนลุกขึ้นยืนช้า ๆ ท่ามกลางหมอกที่เริ่มจาง แสงจันทร์สลัวรำไรส่องกระทบใบหน้าที่อาบไปด้วยคราบน้ำตาที่แห้งกรัง
“ดังนั้น ชีวิตของท่านในตอนนี้.. ไม่ใช่ของท่านอีกต่อไป”
ชายแปลกหน้าสั่นสะท้านไปทั้งร่าง เขาไม่เพียงแต่เกรงกลัวในอำนาจลึกลับที่แผ่ออกมาจากตัวเด็กหนุ่ม แต่เขายังรู้สึกถึงพันธนาการอันหนักอึ้งที่มองไม่เห็น ในดวงตาของอวี้เทียนยามนี้ ไม่มีร่องรอยของความอ่อนแอเหลืออยู่เลย มีเพียงความมืดมิดที่พร้อมจะโอบอุ้มและกลืนกินทุกสิ่ง
อวี้เทียนเมินเฉยต่อสายตาที่สั่นระริกของชายแปลกหน้า เขาค่อย ๆ คุกเข่าลงเคียงข้างร่างที่ไร้ิญญาอีกครั้ง สองแขนที่เคยสั่นเทาบัดนี้กลับมั่นคงอย่างน่าประหลาดขณะสอดเข้าใต้ร่างของชายชรา พละกำลังที่แฝงเร้นอยู่ในส่วนลึกของ "อนธการ" ขับเน้นให้เขายกร่างนั้นขึ้นได้อย่างง่ายดาย
เขาอุ้มร่างนั้นเดินลึกเข้าไปในส่วนที่ทรุดโทรมที่สุดของ วัดสูญกาล ผ่านทางเดินที่ปกคลุมด้วยเถาวัลย์และซากปรักหักพัง จนมาถึงลานกว้างด้านหลังที่ตั้งของต้นโพธิ์เก่าแก่ต้นหนึ่ง ต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้นตายพรายแต่กิ่งก้าน กลับยังคงแผ่ขยายปกคลุมพื้นที่ ราวกับมันเองก็หลุดพ้นจากวัฏจักรแห่งการผุพังไปแล้ว
เขาบรรจงวางร่างของชายชราลงบนผืนดินที่เย็นเยียบใต้ร่มเงาของต้นไม้
“ท่านตา ท่านบอกว่าท่านหาทางกลับบ้านเจอแล้ว” อวี้เทียนพึมพำ น้ำเสียงราบเรียบแต่ลึกซึ้ง
“ถ้าเช่นนั้น ที่นี่จะเป็ประตูด่านสุดท้าย ข้าจะส่งท่านจากที่นี่”
อวี้เทียนใช้เพียงสองมือเปล่าที่อาบเืขุดลงไปในดิน ิัที่เคยอ่อนนุ่มของเด็กหนุ่ม ตอนนี้กลับถูกบาดจน ปริแตก เืสีแดงสดไหลซึมออกมาผสมปนเปกับดินจนแยกไม่ออก
"อึก.."
ความเ็ปแล่นผ่านประสาทััทุกครั้งที่เล็บฉีกขาดหรือปลายนิ้วกระแทกเข้ากับหินใหญ่ แต่อวี้เทียนกลับไม่มีแม้แต่การกะพริบตา เขาขุดดินต่อไปอย่างบ้าคลั่ง ราวกับ้าให้ความเ็ปทางกายนี้ช่วยบรรเทาความเ็ปในห้วงิญญาที่แหลกสลาย
ทุกรอยแผลที่เกิดขึ้นบนมือนั้นเปรียบเสมือนการจารึกบทเรียนครั้งแรก บทเรียนแห่งราคาที่ต้องจ่าย
ชายแปลกหน้าที่มองดูเหตุการณ์อยู่ห่าง ๆ ถึงกับสั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ภาพของเด็กหนุ่มที่กำลังขุดดินด้วยมือที่อาบเื จนเนื้อเยื่อเหวอะหวะนั้นดูสยดสยองอย่างบอกไม่ถูก
พลังแฝงแห่ง "อนธการ" ที่เริ่มตื่นขึ้นรอบตัวอวี้เทียนดูเหมือนจะซึมซับเอาความเ็ปนั้นเข้าสู่ภายใน ทำให้บรรยากาศรอบกายเขาเยือกเย็นลงเรื่อย ๆ
จนกระทั่งหลุมศพกว้างพอ อวี้เทียนถึงหยุดมือลง สองมือของเขาบัดนี้เต็มไปด้วยาแเหวอะหวะ เขามองดูมือที่สั่นเทาของตนเองด้วยสายตาว่างเปล่า ก่อนจะบรรจงประคองร่างของชายชราลงสู่ก้นหลุมอย่างเบามือ
เขากลบดินลงไปทีละกำมือ ทุกกำมือ คือการฝังกลบความไร้เดียงสาของเขาไว้ใต้ผืนดินตลอดกาล
เมื่อสุสานที่ไร้ป้าย ถูกกลบฝังจนมิดชิด อวี้เทียนไม่ได้ลุกขึ้นทันที เขานั่งนิ่งปล่อยให้เืไหลรินออกจากปลายนิ้วลงสู่หลุมศพ ราวกับเป็การหยดเืทำสัญญาต่อหน้าสุสานที่ไร้ป้ายิญญา