ณทวีปเจินเซิ่ง ดินแดนตะวันออก ทางตอนเหนืออันรกร้าง ภายในเขตตระกูลซู
“อั่ก!”
ซูฉางเซิงลืมตาโพลงก่อนอดไม่ได้ที่จะกระอักโลหิตสีชาดสดราวกับผลึกทับทิมมันเปล่งประกายระยิบระยับดุจอัญมณีล้ำค่าอย่างไรอย่างนั้นสายธารโลหิตนั้นอัดแน่นไปด้วยพลังเทพอันบริสุทธิ์แม้เพียงหยดเดียวก็มากพอที่จะปราบคู่ต่อสู้ที่เหนือกว่าได้
ทั้งร่างของเขาเต็มไปด้วยรอยร้าวระแหงอันน่าสะพรึงแผ่รังสีบารมีออกมา โลหิตไหลเวียนอย่างต่อเนื่องราวกับจะะเิกระจายออกมาในชั่วพริบตา
นี่คือปฏิกิริยาต่อต้านที่เกิดขึ้นเมื่อมิอาจทะลวงฝ่าเข้าไปสู่ระดับเซียนนักบุญได้
“เหตุใดข้าจึงล้มเหลว!”
ซูฉางเซิงหาได้ใส่ใจาแไม่
เขาเงยหน้าคำรามก้อง์เส้นผมสีขาวโพลนยาวสยายปลิวสะบัดดั่งเกล็ดหิมะโปรย แผ่รังสีบารมีสาดส่องพราวพรายดวงตาทั้งสองข้างลุกโชนแผดเผา ใบหน้าฉายแววแห่งความไม่ยินยอม
ตูม!
กลิ่นอายแห่งคลื่นความโกลาหลปะทุขึ้นมาดั่งการะเิของูเาไฟพลังอันบ้าคลั่งกระแทกเข้าใส่ห้วงมิติโดยรอบ ทำให้เกิดเสียงดังกึกก้องสะท้านฟ้าอักขระต่างๆ สั่นไหวระริกราวกับจะแหลกสลาย
โชคดีที่เขตตระกูลแห่งนี้ได้รับการคุ้มครองจากค่ายกลระดับสูงสุดมากมายซึ่งป้องกันได้แม้กระทั่งผู้าุโในขั้นกึ่งเซียนนักบุญเกรงว่าห้วงมิติโดยรอบคงจะพังทลายลงภายใต้คลื่นพลังอันบ้าคลั่งนี้ไปแล้ว
“หนึ่งพันปีเต็ม!”
“เพื่อที่จะบรรลุขั้นเซียนนักบุญข้าไม่อาจรู้ได้ว่าตนเองได้เสี่ยงภัยฝ่าฟันเข้าไปในอาณาจักรดินแดนพิศวงมาแล้วกี่แห่งต่อสู้กับผู้าุโมานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อแย่งชิงทรัพยากรทว่าสุดท้ายข้าก็ยังล้มเหลว เหตุใดกันเล่า!”
“หรือ์กำหนดให้ผู้ที่มีพร์ระดับปานกลางธรรมดาไม่อาจบรรลุทางแห่งเต๋าและก้าวเดินไปบนเส้นทางเซียนเทพอันสูงสุดได้”
“ข้าไม่ยอมเด็ดขาด!”
เสียงทุ้มของซูฉางเซิงคำรามลั่นน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความไม่ยินยอม
ตูม!
ดูเหมือนด้วยอารมณ์ของเขาที่ปั่นป่วนจนเกินไปคลื่นพลังอันทรงพลังพลุ่งพล่านยิ่งขึ้นจนไม่อาจยับยั้งได้เขย่าห้วงมิติจนแทบจะทำให้เขตตระกูลพังทลาย
ฉึก!
ทันใดนั้นาแสาหัสต่างๆ บนร่างกายของซูฉางเซิงก็ปริแตกออกดั่งเครื่องเคลือบดินเผาอันวิจิตรที่กำลังจะแตกออกเป็เสี่ยงๆโลหิตไหลทะลักราวกับมนุษย์ที่อาบไปด้วยเืความเ็ปแสนสาหัสแล่นริ้วเข้ารุกรานโจมตี
“หืมาแสาหัสเกินไป”
ซูฉางเซิงตั้งสติได้ในฉับพลัน
เขาเพิ่งสังเกตเห็นาแบนร่างกายของตนเองและรู้ดีว่านี่คือปฏิกิริยาต่อต้านจากความล้มเหลวในการทะลวงฝ่าระดับขั้นเซียนนักบุญหากไม่รีบรักษาและฟื้นฟูอย่างระมัดระวังาแเหล่านี้อาจทำให้พลังยุทธของเขาสูญสิ้น
“ฟู่...”
ซูฉางเซิงสงบนิ่งระงับอารมณ์และเก็บกักพลังปราณ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆพลังปราณแห่ง์และพิภพหลั่งไหลเข้าสู่ร่างของเขาปานสายน้ำเชี่ยวกรากรัศมีสาดส่องหมุนเวียนวนไปทั่วในขณะที่เริ่มซ่อมแซมรักษาอาการาเ็
หลังจากผ่านไปนานพอสมควรซูฉางเซิงค่อยๆ ลืมตาขึ้น บัดนี้ าแบนร่างกายของเขาหายไปแล้วพลังปราณก็กลับสู่สภาวะเสถียรอีกครั้ง
แน่นอนว่านี่ไม่ได้หมายความว่าาแของเขาหายสนิทเป็ปกติแต่อย่างใดมันเป็เพียงการรักษาที่ผิวเผินเท่านั้นาแที่แท้จริงยังคงซ่อนอยู่ภายในร่างของเขาซึ่งยังไม่ถึงหนึ่งในสิบที่ควรฟื้นฟู
เขานั่งนิ่งดวงตาเหม่อลอย ราวกับกำลังมองไปยังสถานที่ใดที่หนึ่งในดินแดนอันไกลโพ้น
“เตรียมการมานับพันปีสุดท้ายก็สูญเปล่า”
หลังจากเวลาผ่านไปเนิ่นนานซูฉางเซิงหัวเราะอย่างขมขื่น เส้นผมสีหิมะขาวโพลนสยายลงมาปลิวไสวใบหน้าฉายแววแห่งความสิ้นหวัง
เพื่อวันนี้เขาได้เตรียมการมาเป็เวลานับพันปี ผ่านการต่อสู้ที่ดุเดือดมานับครั้งไม่ถ้วนรวบรวมทรัพยากรการบำเพ็ญเพียรมากพอเพื่อความพยายามถึงสามครั้งที่จะฝ่าทะลุถึงระดับขั้นเซียนนักบุญ
ทั้งหมดนี้เพียงเพื่อจะพิสูจน์ตัวเอง!
เขาคิดว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุมแล้วทว่าหลังจากการปิดด่านบำเพ็ญเพียรนานร้อยปีสิ่งที่เขารอคอยกลับเป็ความล้มเหลวถึงสามครั้งติดต่อกันทรัพยากรที่เตรียมไว้ทั้งหมดถูกใช้จนหมดสิ้นไป
บัดนี้เมื่อมองย้อนกลับไปดูเหมือนว่าเขาจะถึงขีดจำกัดของตนเองแล้ว
“หกพันปีนับั้แ่ข้าข้ามมิติมาร่างกายไม่มีความพิเศษใดๆ พร์ก็มิได้โดดเด่นข้าต้องเผชิญกับความยากลำบากนับไม่ถ้วน ก้าวขึ้นมาจากศิษย์ตระกูลเล็กๆ ที่ต่ำต้อยข้าหวังว่าจะได้ขึ้นไปสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเต๋าบรรลุชีวิตะอันเป็ความรุ่งโรจน์ชั่วนิรันดร์...”
“ทว่าบัดนี้ดูเหมือนว่าทั้งหมดเป็เพียงความฝันลมๆ แล้งๆ เท่านั้น...”
ซูฉางเซิงรู้สึกท้อแท้ใจเมื่อนึกถึงประสบการณ์ต่างๆ นับั้แ่ข้ามมิติมาเขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะตัวเอง
ใช่ซูฉางเซิงเป็ผู้ข้ามมิติ จากราชวงศ์์แห่งดาราจักรสีครามเขาได้ข้ามมิติมายังโลกจินตนาการแห่งนี้เป็เวลาหกพันปีแล้ว
หกพันปีแห่งการบำเพ็ญเพียรอย่างหนักหน่วงและการต่อสู้อย่างไม่ย่อท้อเขาได้ก้าวจากผู้ฝึกตนระดับขั้นธรรมดามาเป็ระดับขั้นกึ่งเซียนนักบุญไม่เพียงแต่ได้รับฉายาว่า ‘ราชันดาวตก’ เท่านั้นทว่ายังได้นำพาตระกูลของเขาให้กลายมาเป็เ้ายุทธจักรนี้อีกด้วย
ทว่าในท้ายที่สุดเขาก็ต้องล้มเหลว ณ ประตูสู่ขั้นเซียนนักบุญ
เส้นทางการบำเพ็ญเพียรนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบากและอันตรายมากมายต้องต่อสู้กับ์และกับผู้อื่นความประมาทแม้เพียงน้อยนิดก็อาจนำไปสู่ความตายและร่างกายที่สูญสลายได้
ในฐานะอัจฉริยะธรรมดาๆผู้หนึ่งที่ไม่ได้มีพลังพิเศษหรือภูมิหลังอันยิ่งใหญ่ใด เขาก็ทำดีที่สุดแล้ว
ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงล้มเหลว ช่องว่างระหว่างเขากับอัจฉริยะที่แท้จริงนั้นกว้างเกินไป
“บางทีเขาอาจพูดถูกข้าเป็เพียงขี้หมูราขี้หมาแห้ง เป็มดปลวกตัวเล็กๆ บนพื้นดินแล้วข้าจะมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะยืนเคียงข้างัแท้จริงแห่งเก้า์ได้อย่างไร”
ซูฉางเซิงหัวเราะเยาะตัวเองเขาหวนนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต ร่างสูงส่งที่มองลงมาด้วยสายตาเ็าเฉยเมย
ไร้ซึ่งการเหยียดหยามหรือดูถูกมีเพียงแต่มองข้ามและไม่สนใจเท่านั้น
“นิกายสุริยะศักดิ์สิทธิ์...”
ดวงตาของซูฉางเซิงเย็นเยียบลงชั่วขณะทว่าไม่นานนักก็หรี่ลงอีกครั้ง
บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายสุริยะศักดิ์สิทธิ์ผู้ร่างกายเทพชั้นยอดหาผู้ใดเทียบ ผู้สูงส่งเหนือสรรพสิ่งผู้ที่มองเหยียดหยามลงมา เขาเป็บุคคลที่ซูฉางเซิงไม่อาจเทียบได้เป็คนละระดับกันโดยสิ้นเชิง
“ช่างเถอะข้าเป็เพียงอัจฉริยะธรรมดา ไม่ควรคาดหวังมากเกินไปการเป็บรรพบุรุษกึ่งเซียนนักบุญก็ไม่เลว แม้จะไม่เป็เซียนนักบุญข้าก็ยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้อีกสามพันกว่าปี”
“ก็ไม่เลวนี่นา!”
ซูฉางเซิงพึมพำกับตัวเอง
กล่าวกันว่าผู้ฝึกตนในระดับนิรันดร์มีอายุยืนยาวอย่างไร้ขอบเขตและโดยทฤษฎีแล้ว สามารถมีอายุได้ถึงหนึ่งหมื่นปี
ส่วนผู้ที่ฝึกตนระดับเซียนนักบุญสามารถมีอายุได้ถึงห้าหมื่นปี
แม้ว่าเขาจะล้มเหลวในการทะลวงสู่ขั้นเซียนนักบุญทว่าเขาก็ยังคงเป็ผู้าุโในขั้นบุคคลระดับสูงของระดับนิรันดร์ระดับกึ่งเซียนนักบุญที่ยืนอยู่หน้าประตูสู่ขั้นเซียนนักบุญการมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกสามหรือสี่พันปีนั้นคงเป็เื่ง่ายดายสำหรับเขา
ยิ่งไปกว่านั้นด้วยพลังยุทธของเขา ตราบใดที่ไม่ยั่วยุเซียนนักบุญการครองบัลลังก์ในดินแดนแห่งนี้ก็ไม่ใช่ปัญหา
ในเมื่อเป็เช่นนี้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไม่ดีกว่าหรือ
ถึงแม้จะบรรลุชีวิตนิรันดร์มองลงมาจากเบื้องบน และกลายเป็ผู้าุโที่สุดมิได้
ทว่าการเป็บรรพบุรุษกึ่งเซียนนักบุญก็ยังคงเป็ชีวิตที่สุขสบายอย่างน้อยก็ดีกว่าชีวิตในชาติก่อนหน้าของเขานับล้านเท่า
“เช่นนั้นก็ปล่อยตัวตามสบายอภิเษกกับหญิงนักบุญ เทพธิดา เซียนสาว และจักรพรรดินีสักสองสามคน เป็ผู้นำตระกูลและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขทุกวัน ชีวิตนี้ก็เป็ชีวิตที่วิเศษมากเช่นกัน!”
เมื่อความคิดเื่การใช้ชีวิตเกียจคร้านเกิดขึ้นซูฉางเซิงก็รู้สึกถึงอิสรภาพที่ผุดขึ้นมาในใจความกดดันที่เคยรุมเร้ามาตลอดก็พลันสลายหายไป
จริงสิเหตุใดเขาต้องพยายามหนักถึงเพียงนั้นด้วย
การใช้ชีวิตแบบสบายๆเป็บรรพบุรุษกึ่งเซียนนักบุญธรรมดาๆ ไม่ดีกว่าหรือ
พัฒนาตระกูลให้แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ขึ้นแสดงพลังยุทธให้คนอื่นเห็นบ้างเป็ครั้งคราว แต่งงานมีฮูหยินเพิ่มขึ้นสักหน่อยมีลูกๆ ที่เก่งกาจอีกสักสองสามคนก็ไม่เลวนี่
สิ่งที่เขาทำไม่ได้บางทีลูกๆ ของเขาอาจทำได้!
ในอดีตเขาละทิ้งความปรารถนาทุกอย่างเพื่อการบำเพ็ญเพียรตัดความยึดติดทางโลกทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อรักษาสภาพร่างกายให้อยู่ในระดับสูงสุดและรักษาสภาพจิตใจของเขาให้อยู่ในภาวะเยาว์วัย
ทว่าบัดนี้ดูเหมือนว่าสิ่งเ่าั้ไม่มีความสำคัญอีกต่อไป เขาจะเริ่มเกียจคร้านเสียแล้ว
ข้าบำเพ็ญเพียรมานานถึงเพียงนี้การได้พักผ่อนบ้างคงไม่มากเกินไปใช่หรือไม่
[ติ๊ง! ตรวจพบทัศนคติอันเกียจคร้านของโฮสต์ระบบสืบทอดลูกหลานของตระกูลได้ถูกเปิดใช้งานสำเร็จ!]
ขณะที่ซูฉางเซิงกำลังเตรียมที่จะเริ่มใช้ชีวิตแบบสบายๆนั้น
กลไกของเสียงโลลิต้าที่แสนเ็าและฟังดูเหมือนเครื่องจักรดังขึ้นทำให้ซูฉางเซิงตกตะลึงไปชั่วขณะ เพราะรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
นี่เสียงฮูหยินน้อยของเขาหรือ!!
ไม่สิเดี๋ยวก่อน ระบบบ้าบออะไรกัน!!
......
ระบบฝึกตน: ระดับกายา ระดับทะเลปราณ ระดับต้นกำเนิดดับทะเลปราณ ระดับต้นกำเนิดแท้จริง ระดับความสามารถศักดิ์สิทธิ์ระดับมนุษย์์ ระดับแกนต้นกำเนิด ระดับสำแดงกฎ ระดับอนัตตา ระดับนิรันดร์ ระดับเซียนนักบุญ ระดับาานักบุญ ระดับมหาเซียน ระดับจักรพรรดิ ระดับมหาจักรพรรดิ ระดับเซียนแท้ (เซียนะ) ระดับราชันเซียนะ ระดับจักรพรรดิเซียนะ