ตอนที่ 36
วิกฤตหุบเขาจิ้งจอก (4)
“ ทั้งยังขัดขวางแผนการที่ข้าอุตส่าห์ทุ่มเท มาอย่างยาวนาน…”
สตรีบนดอกกุหลาบยักษ์กล่าวขึ้นสืบต่อ หานเฟิงที่ได้ยินดังนั้นก็พลันขบคิดไปว่า ตนไปขัดขวางแผนการอันใดของสตรีผู้นี้ ก่อนที่มันจะได้ยินคำของนางกล่าวขึ้นต่อ พร้อมกับสำนึกฆ่าฟันเย็นเยียบที่มุ่งตรงมาที่ตน
“ มันช่างน่าฆ่าให้ตายยิ่งนัก…”
นางจับจ้องมองหานเฟิงอย่างเคียดแค้นชิงชัง หากมิได้กระทำสิ่งใด เพียงแค่จับจ้องอยู่ครู่หนึ่งก็ละสายตาออก จากนั้นจึงเห็นว่านางหลุบตาลงมองจิ้งจอกสาวสี่หางที่นอนสิ้นสติอยู่แทบเท้า ก่อนที่ริมฝีปากเรียวบางจะเผยอเปิดขึ้นเป็นคำกล่าวต่อมา
“ เดิม เจ้าต้องเป็นวิญญาณปีศาจดวงที่เก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้า…”
“ ส่วนเจ้าตัวน้อยที่ข้าเกือบจะทำหลุดหายไปแล้วตัวนี้ ก็ต้องเป็นดวงที่หมื่น…”
นางคล้ายเพียงพูดกับตัวเอง แต่น้ำเสียงกลับดังกังวานก้อง จนหานเฟิงที่ไม่ได้มีความคิดที่จะรับฟังยังได้ยิน
“ ข้า เฝ้าอดทนรอเนิ่นนานหลายพันปีผ่าน อดทนอย่างใจเย็น รอคอยเก็บเกี่ยวดวงวิญญาณของพวกเจ้าในยามที่ตกตาย แล้วจึงค่อยแปรเปลี่ยนดวงวิญญาณเหล่านั้นให้กลับกลายเป็นดอกกุหลาบอันงดงามของข้า...”
“ เป็นกุหลาบวิญญาณปีศาจ…”
“ อย่างช้าๆ ข้าเฝ้าเก็บเกี่ยวนับจำนวน วันแล้ว วันเล่า จนในที่สุด วันที่ข้าเฝ้ารอคอยก็มาถึง…”
“ เป็นสัปดาห์ก่อนที่ทารกจิ้งจอกลืมตาดูโลก เมื่อนับรวมกับปีศาจจิ้งจอกที่ยังมีชีวิตทั้งหมดในหุบเขาแห่งนี้ ก็นับเป็นดวงวิญญาณปีศาจทั้งสิ้นหนึ่งหมื่นดวง ข้าจึงมิต้องอดทนรอคอยให้พวกเจ้าสิ้นอายุขัยต่อไปอีก จัดการสูบวิญญาณของพวกเจ้าออกมา แปรเปลี่ยนเป็นกุหลาบวิญญาณปีศาจของข้า…”
“ เมื่อข้าได้หมื่นกุหลาบวิญญาณปีศาจ ข้าก็จะสามารถปลดคลายผนึกอาคมบนร่าง แล้วจึงทำให้ข้าผู้นี้หวนคืนสู่ความแข็งแกร่งดังเดิม จากนั้น ข้าก็จะฝ่าทำลายม่านอาคมที่กักขังตัวข้าไว้ในที่แห่งนี้ออกไป…”
หานเฟิงที่ฟังมาถึงตรงนี้ก็คล้ายจะเข้าใจได้ถึงเรื่องราวบางประการ ก่อนที่มันจะได้ยินเสียงของสตรีผู้นั้นกล่าวขึ้นต่ออย่างเกรี้ยวกราด ทั้งเป้าหมายของคำกล่าวในครานี้ ยังมุ่งตรงมาที่ตน
“ แต่เพราะเจ้า...”
“ มนุษย์น่าตายที่ทุบทำลายกุหลาบวิญญาณปีศาจของข้าไปถึงสิบเอ็ดดอก พิธีกรรมที่ข้าได้จัดเตรียมไว้ในคืนจันทร์เพ็ญที่ควรจะสำเร็จเสร็จสิ้น กลับต้องถูกเจ้าบ่อนทำลายจนปี้ป่น…”
“ ตัวข้าที่สมควรหวนคืนสู่ความแข็งแกร่งดังเดิม กลับต้องมาถูกเจ้าฉุดรั้งให้ช้าออกไป…”
“ ช่างสมควรตายนัก…”
หานเฟิงจึงเข้าใจโดยพลัน ว่าก่อนนั้นมันได้ทำอันใดให้สตรีผู้นี้ต้องขุ่นข้องหมองใจ แต่จะโทษมันได้หรือ? หากมิใช่เพราะนางหาเรื่องต่อมันก่อนเอง…
หานเฟิงมิได้กล่าวคำโต้ตอบกลับไป เพราะคำกล่าวของนางยังคงดังสืบต่อมาให้ได้ยิน
“ แต่จะให้เจ้าตกตายโดยง่ายมันก็ยังน้อยไป…”
“ เพื่อให้สาสมต่อความแค้นเคืองของข้า ข้า จะทรมานเจ้าอย่างช้าๆ ให้เจ้าต้องรู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดจนต้องร้องขอความตาย…”
หานเฟิงที่ได้ยินคำก็ทราบแน่แก่ใจว่า หนทางรอดชีวิตของตัวเองคงมีเพียงแต่ต้องสู้แล้ว แต่มันจะสู้ได้หรือ? ระดับพลังของนางที่แม้จะกล่าวว่าถูกผนึกไว้ แต่มันก็ยังไม่อาจหยั่งวัดถึงความแข็งแกร่งที่เป็นอยู่ของนางได้ เช่นนี้หนทางใดที่มันจึงจะสามารถเอาชนะนาง ซึ่งหนทางที่พอจะฝากความหวังเอาไว้ได้ก็มีเพียง...
‘ ทวนเก้าสุริยันต์…’
นั่นจึงเป็นความคิดเดียวที่มันพอจะนึกออก หากยังไม่อาจทราบว่า ตนในตอนนี้ จะสามารถดึงเอาพลังของเทวะศัสตราเล่มนี้ออกมาจนสามารถต่อสู้เอาชัยได้หรือไม่ แต่เพราะไร้หนทางเลือกอื่น จึงจำตั้งต้องความหวังไว้ว่าจะสำเร็จ แต่ ทวนเก้าสุริยันต์คิดใช้ออกยังคงต้องเป็นในช่วงเวลาที่เหมาะสม นำออกมาใช้ในยามนี้ ก็รังแต่สิ้นเปลืองกำลังไปโดยสูญเปล่า สู้ใช้ดาบเบิกเป็นเส้นทาง แล้วระเบิดพลังออกมาด้วยทวนเก้าสุริยันต์ในคราเดียวจึงเป็นแผนการที่ประเสริฐสุด
คิดได้เช่นนั้นก็กระชับดาบมั่นเตรียมสู้ศึก แต่กลับเห็นว่า สตรีบนดอกกุหลาบยักษ์กลับหลับตานิ่ง ก่อนที่หานเฟิงจะทันสังเกตเห็นซึ่งความเปลี่ยนแปลงบางประการ มิใช่ตัวนาง หากเป็นกุหลาบวิญญาณปีศาจทั่วทั้งหุบเขา
เป็นกุหลาบวิญญาณปีศาจกว่าหลายพันดอกเหล่านั้น ที่กำลังเบ่งบาน กลีบดอกอ้าออก กลีบแล้วกลีบเล่าคลี่บาน จากนั้น ละอองเกสรที่หานเฟิงเข้าใจว่าเป็นพิษร้ายก็ได้ลอยฟุ้งไปในอากาศ ต้องสะท้อนกับแสงจันทราจนบังเกิดประกายระยับชวนให้ชมมอง
ชมมองหรือ กับหานเฟิงแล้วคงไม่ เพราะมันกลับกลายเป็นเคร่งเครียด หากมันต้องพิษ แผนการระเบิดพลังในตอนท้ายของมันคงเป็นอันต้องพินาศไป ทว่า เรื่องราวกลับมิได้เป็นเช่นที่มันคิด เพราะหลังจากที่ละอองเกสรลอยฟุ้งขึ้นไปในอากาศ ละอองเกสรเหล่านั้นกลับมิได้มุ่งเข้าหามัน
กลับกัน พวกมันต่างพากันลอยล่องเข้าหากุหลาบยักษ์ แล้วจึงพากันซึมหายเข้าไปในร่างอันเปลือยเปล่าของสตรีผู้นั้น ก่อนจะพลันให้ทั่วทั้งเรือนร่างของนางปรากฏอัคขระอาคมผุดพลายขึ้นมา เป็นอักขระอาคมสีโลหิตส่องสว่างเจิดจ้า หากยิ่งมา อักขระอาคมกลับยิ่งเลือนลางจางหาย เริ่มต้นจากศีรษะ ไล่ลงไปยังต้นคอ จากนั้นเป็นหน้าอก หัวไหล่ หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา และปลายเท้า…
เป็นเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจเข้าออก ละอองเกสรบนฟากฟ้าทั้งหมดก็ซึมหายเข้าไปในร่างของนาง พร้อมทั้งอักขระอาคมสีโลหิตที่เดิมปรากฏขึ้นทั่วทั้งร่าง กลับเหลือปรากฏให้เห็นเพียงแค่ที่มือ
หานเฟิงที่เห็นเช่นนั้นจึงไพล่นึกไปถึงคำกล่าวก่อนหน้า นึกถึงคำ พิธีกรรมในคืนจันทร์เพ็ญ จึงพลันเข้าใจกระจ่างว่านางกำลังปลดคลายผนึก ซึ่งมันสมควรเข้าขัดขวาง ทว่า ทุกสิ่งอย่างรวดเร็วเกินไป ตัวมันมิทันแม้แต่จะขบคิดเข้าใจ พิธีกรรมที่ว่า ก็คล้ายจะเสร็จสิ้นลงไปแล้ว
จากนั้นจึงค่อยได้ยินสตรีผู้นั้น
“ ยังขาดอยู่…”
นางกล่าวพร้อมกับจ้องมองฝ่ามือทั้งสองของตัวเอง ที่ยังคงปรากฏมีอักขระอาคมสีโลหิต จ้องมองอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่มันจะเลือนหายไป
“ ไม่เป็นไร... รอไว้เก็บรวบรวมดวงวิญญาณปีศาจอีกสิบเอ็ดดวงที่เหลือ โอ้!!..ไม่สิ ต้องเป็นสิบสามดวง ข้าเกลือบหลงลืมปีศาจน้อยสองตัวนี้ไป…”
นางกล่าวขึ้นต่อพร้อมกับจับจ้องมองสองปีศาจจิ้งจอกที่นอนนิ่งไม่ได้สติอยู่แทบเท้า
“ ไว้ข้ารวบรวมดวงวิญญาณปีศาจได้ครบสิบสามดวงเมื่อไร ข้าจึงค่อยดำเนินพิธีกรรมต่อจากที่ค้างไว้ในหนนี้…”
“ และพอข้าได้หวนคืนสู่ความแข็งแร่งที่เคยเป็น…”
“ ข้าก็จะสามารถฝ่าออกไปจากรงขังอันบ้าบอนี่ได้เสียที...”
นางที่กล่าวถึงตรงนี้ก็แหงนหน้ามองฟ้า แววตาคล้ายรำลึกนึกถึงเรื่องราวบางประการ ก่อนที่ริมฝีปากจะเปิดขึ้นเป็นคำกล่าวสืบต่อมา
“ เซี่ยเทียน…”
“ เพราะว่าเจ้าเลือกนาง จึงได้เลือกกักขังข้าไว้เช่นนี้…”
“ เจ้าที่ไม่ลงมือสังหารข้า ก็เพราะยังคงเหลือเยื่อใยที่มีต่อข้า…”
“ ทว่า ตัวข้าที่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว หาได้คงเหลือเยื่อใยอันใดที่เคยมีต่อเจ้าแล้ว…”
“ ข้าในยามนี้จึงมีเพียงแค่ความแค้น…”
“ ข้าแค้นที่เจ้ารักนางมากว่าข้า…”
“ แค้นที่นางสามารถให้กำเนิดทายาทแก่เจ้าได้ แต่ข้าไม่…”
“ แค้นที่ตัวเองเป็นปีศาจแต่เจ้าเป็นมนุษย์...”
“ แค้นที่ข้าไม่อาจกลับไปคิดบัญชีต่อเจ้า ที่ตอนนี้คงสิ้นอายุขัยไปเนิ่นนานแล้ว...”
“ แต่ก็ไม่เป็นไร แม้เจ้าจะตกตายไปแล้ว หากเจ้ายังคงมีทายาทสืบต่อมา…”
“ ทายาทอันเกิดจากเจ้า กับนังมนุษย์แพศยาผู้นั้น…”
“ ข้าจะคิดบัญชีหนี้แค้นต่อสายโลหิตทั้งหมดของเจ้า…”
“ ข้าจะทำให้พวกมันที่เป็นชนรุ่นหลังของเจ้าต้องพินาศวอดวาย…”
“ ข้าจะให้พวกมันรู้ซึ้งถึงการตกนรกทั้งเป็น…”
“ ข้าจะให้พวกมันรับรู้ว่า เจ้า เซี่ยเทียน บรรพบุรุษของพวกมัน ได้เคยกระทำต่อข้าไว้เช่นไร…”
“ ข้าจะทรมานพวกมัน…”
“ ฮา ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ….”
“ ข้าจะใช้โลหิตอาบชโลมความแค้นของข้า..”
“ ฮา ๆ ๆ ๆ ๆ…”
ยิ่งมา เสียงหัวร่อราวกับคนเสียสติยิ่งดังกังวานไปทั่วทั้งหุบเขา หานเฟิงชมดูก็คล้ายจะเข้าใจได้ถึงเรื่องราวอย่างคร่าวๆ เป็นเรื่องราวความรักความแค้นของสตรีบุรุษในอดีต คาดเดาว่าคงจะหลายต่อหลายพันปีล่วงผ่านมาแล้ว จึงอดที่จะส่ายหน้าอย่างรู้สึกสังเวชขึ้นมามิได้ มิใช่สังเวชในตัวนางที่มากไปด้วยแค้น หากเป็นสังเวชในโชคชะตาของตัวเอง ที่ต้องพามาพบเจอพัวพันกับเรื่องราวความรักความแค้นที่ตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแม้แต่น้อย
เสียงหัวร่อดังกังวานอยู่เนิ่นนาน จนตอนนี้ หานเฟิงก็มิได้คงอยู่ที่เดิมแล้ว มันหลบนิ่งอยู่ที่มุมหนึ่ง ร่ายใช้เร้นประกายดาราปิดซ่อนกลิ่นอายตัวตน หวังเพียงว่า นางปีศาจตนนั้น จะหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีตจนหลงลืมการมีตัวตนของมันไป แต่ก็เพียงแค่คาดหวัง เพราะความจริงมักไม่เป็นเช่นที่หวังเสมอ
ทันทีที่เสียงหัวร่อดังกังวานสิ้นสุด หานเฟิงก็พลันสัมผัสได้ถึงผืนดินใต้ฝ่าเท้าที่สั่นสะเทือน
“ ตูมมม…”
เถาหนามผุดแทงขึ้นมา หานเฟิงหลีกเลี่ยงหลบไปได้อย่างทันท่วงที หากในใจขบคิดไปว่า ‘ เร้นประกายดาราปิดซ่อนกลิ่นอายจากพวกปีศาจไม่ได้จริงๆ...’
ต่อจากนั้น ก็เป็นเสียงระเบิดกึกก้องดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
“ ตูมมม…”
“ ตูมมม…”
“ ตูมมม…”
เป็นเถาหนามเหลือคณานับ ที่ผุดแทงขึ้นมาจนเศษดินเศษหินปลิวว่อนกระจัดกระจาย หานเฟิงที่กระชับดาบสีเงินไว้ในมือยามนี้กลับทำเพียงแค่เลี่ยงหลบ มันมิได้ลงมือโต้ตอบ มิใช่มันไม่คิดสู้ หากมันเพียงคิดออมแรงไว้ใช้เพียงที่จำเป็น เพื่อที่จะได้ระเบิดพลังตามแผนการที่วางไว้ก่อนหน้า มันจึงหลบซ้ายป่ายขวา ทิศทางที่รุกคืบ คือดอกกุหลาบดอกยักษ์ใจกลางหุบเขาดอกนั้น
“ ตูมมม…”
“ ตูมมม…”
“ ตูมมม…”
เถาหนามพุ่งมา หานเฟิงสืบเท้าเลี่ยงหลบ ดาบในมือกระชับมั่น กระบวนท่าเก็บรั้งไม่ปล่อยออก ยิ่งมายิ่งรุกคืบ หากยิ่งมา เส้นทางที่เบื้องหน้าก็ยิ่งยากลำบาก เถาหนามรากไม้ถักทอกันราวกับตาข่ายที่ไม่อาจข้ามผ่านไป แต่คิดจะหยุดหานเฟิงผู้นี้ยังไม่ง่าย...
อัคคีดาวหาง…
“ ตูมมมม…”
เปลวอัคคีสีทองลุกท่วม แผดเผาทำลายทุกอุปสรรค์ เบิกเป็นเส้นทางไปสู่จุดมุ่งหมายที่เบื้องหน้า
“ คิดดิ้นรนก่อนตาย?...ทำได้ไม่เลว...”
เสียงของสตรีบนดอกกุหลาบดังขึ้น นัยน์ตาดำขลับคมกล้าจับจ้องมองหานเฟิงที่พยายามเลี่ยงหลบการจู่โจมด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย ก่อนที่ริมฝีปากคู่นั้นจะเปิดขึ้นเป็นคำกล่าวต่อมา
“ แต่อย่าลืม ว่าข้ายังไม่คิดจะสังหารเจ้าในตอนนี้…”
“ ที่ข้าต้องการ คือทรมานเจ้าจนต้องร้องขอความตาย…”
“ ให้สมกับที่เจ้าได้ขัดขวางแผนการ ที่ข้าอุตส่าห์วางไว้มาอย่างช้านาน…”
“ ดังนั้น เจ้าจงอยู่เฉยยอมให้ข้าจับเสียโดยดี…”
สิ้นคำของนาง ก็พลันเกิดแรงสั่นสะเทือนขึ้นรอบทิศที่หานเฟิงคงอยู่ ก่อนที่เสียง “ ตูมมม..” จะดังขึ้นต่อเนื่อง เถาหนามรากไม้มากมายผุดแทงขึ้นมาห้อมล้อมหานเฟิง แต่มีหรือ ที่เพียงเท่านี้จะสามารถหยุดยั้งหานเฟิงได้
วงแหวนพินาศ…
อัคคีสีทองหมุนวนรอบกายเป็นวงแหวน ตัดทำลายเถาหนามรากไม้ หานเฟิงสืบเท้าขึ้นหน้าต่อเนื่อง หากยิ่งมา เถาหนามที่โหมจู่โจมก็ยิ่งเพิ่มจำนวน คิดเลี่ยงหลบเพียงอย่างเดียวจึงทำไม่ได้ จำต้องแกว่งดาบโต้ตอบป้องกัน
“ ตูมมม…”
“ ตูมมม…”
“ ตูมมม…”
ทั้งเสียงระเบิดของอัคคี และเสียงพุ่งทะลวงธรณีของเถาหนามดังปะปนกันจนยากจะแยกไม่ออก เปลวอัคคีสีทองลุกวาบ เศษดินเศษหินกระจัดกระจาย การรุกคืบของหานเฟิงก็คล้ายจะช้าลงไปหลายส่วน แต่มันยังมิยอมแพ้ ดาบในมือยังคงกวัดแกว่ง เปลวอัคคียังคงลุกโหม เพราะหนทางรอดเพียงหนึ่งเดียวของมันคือต้องสู้ มันมิสู้ก็เท่ากับต้องตกตาย
“ ช่างเป็นการดิ้นรนที่เสียเปล่า…”
สตรีบนดอกกุหลาบจ้องมองหานเฟิงที่ต่อสู้กับเถาหนาม
“ ก็ยอมรับอยู่หรอกว่าอัคคีของเจ้าร้อนแรงจนสามารถเผาทำลายเถากุหลาบของข้าได้โดยง่าย…”
“ แต่เถากุหลาบของข้าก็มากมายยิ่ง ระดับพลังเช่นเจ้า มีลมปราณเพียงพอที่จะแผดเผาเถากุหลาบเหล่านี้ไปได้ทั้งหมดเลยนะหรือ?...”
สิ้นคำของนาง เถามหนามรากไม้ที่ผุดโผล่ออกมาจู่โจมหานเฟิงก็ยิ่งมากขึ้น
“ ตูมมม…”
“ ตูมมม…”
“ ตูมมม…”
ทั้งยิ่งมา เถาหนามรากไม้เหล่านั้นยิ่งโหมกระหน่ำรุนแรง ดาบในมือจึงต้องกวัดแกว่งอย่างบ้าคลั่ง ทั้งจากเดิมที่พอจะเลี่ยงหลบการจู่โจมได้อยู่บ้าง ต้องกลับกลายเป็นต้องทิ้งริ้วรอยขีดข่วนไว้บนชุดผ้าหน้าผม เพราะจำนวนของเถาหนามที่มากขึ้น ทั้งการจู่โจมที่ดุดันขึ้น จึงยากที่มันจะเลี่ยงหลบได้อย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ ดังนั้น ร่างของมันยามนี้จึงเพิ่มเติมมาด้วยริ้วรอยขีดข่วนที่เรียกเอาหยาดโลหิตให้ไหลซึมออกมา
หากถึงกระนั้น แววตาของมันยังคงมุ่งมั่น ระยะทางที่มันวาดหวังกำลังใกล้เข้ามา... แผนการที่วางไว้ ทุกสิ่งอย่างจะถูกตัดสินที่กระบวนท่านั้น แต่แล้ว นาสิกกลับพลันสูดรับได้ถึงกลิ่นหอมอบอวล ก่อนที่คำกล่าวหนึ่งจากสตรีผู้นั้นจะดังขึ้น
“ ข้าเบื่อจะเล่นไล่จับกับเจ้าแล้ว…”
สิ้นคำ สัมปชัญญะของมันเป็นอันต้องดับวูบไป...