“พี่สะใภ้สามพี่สามของข้ากลับมาแล้ว!”
“พี่สะใภ้สามกําลังนอนอยู่เจ้าอย่าเสียงดังรบกวนนาง”
“ไอหยาพี่สามกลับมาแล้ว พี่สะใภ้สามต้องอยากพบพี่สามเป็นแน่”
“พี่สามเพิ่งบอกว่าอย่ารบกวนเวลานอนของพี่สะใภ้สาม”
เสียงพูดอย่างตื่นเต้นของหวังเลี่ยงและหวังจวี๋ดังมาจากนอกประตูหลี่ชิงชิงกําลังนอนหลับพร้อมความงุนงง นางนอนพลิกตัวอยู่บนเตียงคิดในใจว่าหวังเฮ่าเพิ่งกลับบ้านมาเยี่ยมญาติเมื่อหลายเดือนก่อน จะลากลับบ้านอีกได้อย่างไรนางจึงคิดว่าตนกำลังฝันอยู่
หวังเฮ่าที่อยู่ในห้องโถงหลักถูกรายล้อมด้วยญาติและมิตรสหายน้ำเสียงดีใจของผู้เฒ่าหวังดังกลบหลิวซื่อ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นของตระกูลหวังในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาอย่างตื่นเต้นหาที่เปรียบมิได้
คนในวงศ์ตระกูลหลายคนยังบอกกับหวังเฮ่าอีกว่าหลี่ชิงชิงใช้วิชาแพทย์รักษาผู้ใดในตระกูลไปบ้างและบอกว่าหลี่ชิงชิงไม่เก็บค่ารักษาตอนนี้คนในตระกูลเจ็บป่วยล้วนไม่ไปร้านยาที่อําเภอแล้ว แต่มาหาหลี่ชิงชิงให้นางช่วยรักษา
“เจ้าได้ตบแต่งภรรยาที่ดีคนหนึ่ง!”
“เจ้าช่างวาสนาดีจริงๆที่ได้ตบแต่งภรรยาที่ดีถึงเพียงนี้!”
หวังเฮ่าปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่งแต่ไม่สงสัยว่าเหตุใดหลี่ชิงชิงถึงรู้วิชาแพทย์ และยังทําอาหารรายการใหม่ๆ เป็น
เขาอยู่ในกองทัพมาหลายปีได้พบเห็นคนที่มีความสามารถมามากมาย บางคนเกิดมาเพื่อเรียนการต่อสู้ ฝึกฝนการต่อสู้เพียงสองปีก็มีฝีมือสูงกว่านายทหารแล้วบางคนดูธรรมดาทั่วไป แต่แท้จริงแล้วมีวิชายิงธนูเหนือชั้นกว่าผู้ใด ยิงร้อยครั้งเข้าเป้าร้อยครั้ง
เขาคิดว่าภรรยาผู้นี้มีความสามารถเช่นที่กล่าวมาแต่ไม่ได้แสดงมันออกมายามที่อยู่บ้านเดิม เป็นไปได้ว่าเพราะที่ตั้งของหมู่บ้านเสี่ยวเฉวียนห่างไกลเกินไปและตระกูลหลี่ไม่เหมือนตระกูลหวังที่มีวงศ์ตระกูลคอยสนับสนุน ดังนั้นจึงไม่มีโอกาสได้แสดงความสามารถ
“ข้ากับมารดาเจ้าคิดถึงเจ้าทุกวันเจ้ากลับมาก็ดีแล้ว” ใบหน้าชราของผู้เฒ่าหวังเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นดีใจจนแดงก่ำเอ่ยในใจว่าบุตรชายแท้ๆ ของข้ากลับมาจากกองทัพแล้ว ช่างดีจริงๆ!
หลิวซื่อหัวเราะอย่างมีความสุขพลางเอ่ย“ชิงชิงก็คิดถึงเจ้า นางเพียงเก็บอารมณ์ รู้สึกอายที่จะพูด”
“น้องเฮ่าข้าเห็นเจ้ารีบร้อนกลับมาขนาดนี้ คงคิดถึงน้องสะใภ้กระมัง!”
“ครั้งนี้เจ้าจะอยู่ที่บ้านนานเพียงใด?”
“เจ้ามีความสามารถจริงๆถึงกับสร้างความดีความชอบในกองทัพ!”
“หมู่บ้านเรามีสี่คนที่ไปเป็นทหารปีเดียวกับเจ้าวงศ์ตระกูลพวกเรามีสามคน มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่สร้างความดีความชอบทางทหารและได้รับรางวัลจากท่านขุนนาง!”
ญาติพี่น้องในวงศ์ตระกูลหวังแย่งกันพูดเสียงดังจ้าละหวั่นล้วนเป็นคำยินดีและอิจฉา
หวังเยวี่ยยกไข่ต้มหนึ่งชามมาให้หวังเฮ่า“น้องสาม เจ้ากินไข่รองท้องเสียก่อน อีกประเดี๋ยวอาหารก็เสร็จแล้ว”
“ไข่ไก่หกฟองพี่หญิง เหตุใดท่านจึงต้มไข่ให้ข้าเยอะขนาดนี้ มากเกินไปแล้ว ทุกคนแบ่งกันกินเถิด”เมื่อครู่หวังเฮ่าได้พบหวังเยวี่ยแล้ว เขานึกว่าหวังเยวี่ยเพียงกลับมาเยี่ยมบ้านเดิมจึงไม่ได้คิดสิ่งใดมาก เพราะหลังจากที่เขามาถึงหมู่บ้านก็ล้วนได้ยินแต่เรื่องดีๆของตระกูลหวัง ไม่มีเรื่องไม่ดีแม้แต่เรื่องเดียว
คนที่อยู่ในเหตุการณ์แม้แต่คนที่มีนิสัยตรงไปตรงมาอย่างเช่นหลิวซื่อ ก็ยังไม่ได้เล่าเรื่องหย่าของหวังเยวี่ยออกมาเพราะเกรงว่าจะกระทบต่ออารมณ์ดีๆ ของหวังเฮ่า
โฮ่งโฮ่ง พัวลาลาขนสีเหลืองวิ่งมายืนกระดิกหางอยู่เบื้องหน้าหวังเฮ่าลูกสุนัขตัวนี้ฉลาดมาก เมื่อครู่มันเห่าใส่หวังเฮ่าสองสามทีหลังจากถูกคนตระกูลหวังตําหนิ จึงรู้ว่าหวังเฮ่าก็เป็นเจ้านายของมันเช่นกันนี่จึงเข้ามาประจบเอาใจแล้ว
หวังเฮ่ากินไข่ไก่คําใหญ่ทั้งให้คนในครอบครัวและญาติพี่น้องกินไข่ด้วยกัน รสชาติอาหารในกองทัพที่เขาอยู่แย่ยิ่งนักไม่มีไขมัน บางครั้งในช่วงฉลองเทศกาลแม้แต่ไข่ต้มก็ไม่มีโอกาสกินเพียงกินให้อิ่มท้องเท่านั้น
เขากินอาหารง่ายๆระหว่างทางกลับบ้านจากกองทัพ นั่นก็คือข้าวและผักไม่อาจตัดใจซื้อไข่และเนื้อกินได้
นับดูแล้วครั้งล่าสุดที่เขากินไข่ไก่ก็คือตอนที่แต่งงานกับหลี่ชิงชิง
เขาไม่ได้กินไข่ไก่มาเป็นเวลานานแล้ว
“ไม่ละข้ากินอาหารเช้าที่บ้านมาแล้ว” คนในตระกูลละอายใจที่จะกิน รีบร้อนกล่าวปฏิเสธ
หวังเฮ่าจึงให้หลานสาวตัวน้อยทั้งสามคนกินไข่ไก่ผู้ใดจะรู้ว่าหลานสาวทั้งสามล้วนบอกว่าตอนเช้าได้กินไข่ไปแล้ว
หากเป็นเมื่อก่อนเมื่อหลานสาวตัวน้อยทั้งสามได้ยินว่ามีไข่ไก่กิน ต้องรีบพยักหน้าแล้ว ทว่าวันนี้กลับไม่กิน
เขาจึงคิดในใจว่าอาหารที่บ้านดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก
“ข้าได้ยินว่าเจิ้งหยวนแขนขาดไปหนึ่งข้าง?”
“เจ้ากลับบ้านเพราะมาส่งเจิ้งหยวนกระมัง?”
คนในตระกูลถามหวังเฮ่าเกี่ยวกับเรื่องของเจิ้งหยวนอีกครั้งคนที่สงสัยใคร่รู้บางคนยังถามว่า กองทัพให้เงินปลอบใจเจิ้งหยวนมากน้อยเท่าใด
หวังเฮ่าเก็บรอยยิ้มบนใบหน้าพลางเอ่ย“ไม่มากเท่าใด ไม่พอซื้อที่ดินหนึ่งหมู่ด้วยซ้ำ”
หลังจากคนในตระกูลทอดถอนใจอย่างหดหู่แล้วก็เป็นห่วงหวังเฮ่าและชายหนุ่มอีกสามคนที่เป็นทหารในกองทัพ
คนในครอบครัวตระกูลหวังก็เป็นกังวลไปด้วย
“เวลานี้ไร้สงครามราชสํานักไม่ได้ใช้ทหาร ทั้งกองทัพยังไม่ต้องสู้รบความเสี่ยงในการเป็นทหารของพวกข้าน้อยมาก” หวังเฮ่ารีบปลอบใจเหล่าคนที่อยู่ตรงนี้ “พวกท่านไม่ต้องคิดมากพวกข้าย่อมไม่เป็นอันใดแน่นอนขอรับ”
“น้องเฮ่า เจ้าควรอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวอยู่กับน้องสะใภ้เยอะๆ ปีหน้าข้าจะรอฟังบุตรชายเจ้าเรียกข้าว่าท่านลุง!”
“หวังเฮ่า พักผ่อนให้มากข้าไปแล้ว”
ญาติพี่น้องวงศ์ตระกูลหวังต่างรู้จักวางตัวหลังได้พบหวังเฮ่าและสนทนากันแล้วก็จากไป
เพราะเหตุนี้หวังเฮ่าจึงมีโอกาสได้อยู่กับครอบครัวตามลําพัง
จางซื่อทําอาหารในห้องครัวเรียบร้อยแล้วที่บ้านขายซาลาเปา ทำให้มีเนื้อหมูทุกวัน นางจึงทำหมูผัดพริกครึ่งถังไม้ใช้เนื้อหมูสองจินกว่าและใส่พริกเพียงสองเม็ดเพื่อเพิ่มรสชาติเท่านั้น ข้าวก็เป็นข้าวขาวหุงสุกใหม่ๆหนึ่งถังไม้
แม้ว่าหวังเฮ่าจะอยากอาหารยิ่งนักทว่าเมื่อได้เห็นอาหารและข้าวสวยสองถังก็ถึงกับตกใจ กล่าวกลั้วหัวเราะว่า “มากถึงเพียงนี้นี่พี่สะใภ้จะให้อาหารสุกรกระมัง?”
“รีบกินเร็วเข้ากินเนื้อให้มากหน่อย” สายตาของผู้เฒ่าหวังที่ทอดมองหวังเฮ่าเต็มไปด้วยความรักในใจแทบอยากจะเอาของอร่อยๆ ทั้งหมดในบ้านยัดเข้าไปในท้องของบุตรชายคนโตแท้ๆ ของตน “ตอนเจ้าไม่อยู่บ้านพวกข้าได้กินของอร่อยทุกวัน เจ้ารีบกินให้มากหน่อย”
หวังจวี๋ยกน้ำหวานหนึ่งชามเข้ามาหวังเฮ่าจิบไปหนึ่งอึก เกือบจะถูกความหวานของน้ำตาลฆ่าตายแล้ว “เจ้าใส่น้ำตาลไปหนึ่งจินหรือ?”
หวังจวี๋หัวเราะพลางเอ่ย“ไม่ใช่เจ้าค่ะ ข้าใส่น้ำตาลไปเพียงครึ่งชามเท่านั้น”
หวังเลี่ยงนําส้มออกมาหนึ่งจานจากนั้นก็ปอกเปลือกอย่างเรียบร้อย ต้องการป้อนเข้าปากหวังเฮ่าให้ได้ และยังเอ่ยว่า“เมื่อครู่คนเยอะเกินไป ข้าไม่อยากเอาส้มที่พี่สะใภ้สามซื้อมาออกมา”
“เจ้าเด็กนี่ ฮึๆ”หวังเฮ่ากลับไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งที่หวังเลี่ยงทํานั้นไม่ถูกต้อง
คนในตระกูลปลูกต้นส้มส้มส่วนใหญ่ล้วนขายทั้งหมด ส่วนน้อยที่เก็บไว้กินเองและน้อยนักที่จะแบ่งปันให้คนในตระกูลด้วยกัน
หวังจื้อนั่งอยู่ข้างๆหวังเฮ่า ครั้นเห็นว่าชามข้าวของหวังเฮ่ากำลังจะหมด ก็รีบเอื้อมมือไปหยิบชามข้าวมาเติมให้เขาแต่ละชามล้วนตักจนข้าวล้นออกมา
หวังเฮ่าถูกรายล้อมไปด้วยความรักของคนในครอบครัวแต่เขายังรู้สึกเหมือนขาดอะไรบางอย่าง เขาอยากพบหลี่ชิงชิงภรรยาตัวน้อยของตนอยากรู้ว่าหลี่ชิงชิงก็คิดถึงเขาเช่นกันหรือไม่
หลิวซื่อมองบุตรชายกินอย่างตะกละตะกลามในใจรู้สึกทั้งรักและสงสาร เอ่ยขึ้นว่า “เจ้าอยู่ในกองทัพคงได้กินข้าวกล้องเป็นประจำกระมังบ้านพวกเรากินข้าวขาวทุกวันมานานแล้ว”
หวังเลี่ยงพูดต่อว่า“พี่สาม ตอนนี้บ้านพวกเรากินข้าววันละสามมื้อ พี่สะใภ้สามของข้าบอกว่ากินอาหารดีๆถึงจะมีแรงทํางานขอรับ”
ผู้เฒ่าหวังเห็นว่าหวังเฮ่าเอาแต่ก้มหน้าก้มตากินข้าวจึงรีบเอ่ยว่า “กินข้าวน้อยหน่อย กินเนื้อให้มาก”
จางซื่อเอ่ย “อาหารที่ข้าทํายังไม่อร่อยเท่าชิงชิงทำ”
หวังเฮ่ายัดเนื้อชิ้นแล้วชิ้นเล่าเข้าไปในปากเนื้ออร่อยจริงๆ พอได้ยินพี่สะใภ้ใหญ่บอกว่าอาหารที่หลี่ชิงชิงทํานั้นอร่อยในใจของเขาก็พลันเกิดอาการตั้งตารอคอย
เขากินข้าวสามชามใหญ่และเนื้อหมูปริมาณไม่น้อยท้องของเขาจึงไม่รู้สึกหิวแล้ว เขาเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยว่า “ครั้งนี้ข้ากลับมาอย่างเร่งรีบทั้งยังพาพี่เจิ้งมาด้วย ระหว่างทางจึงไม่ได้ซื้อของขวัญใดติดมือมาด้วยรอข้าไปซื้อที่ตำบลพรุ่งนี้ก็แล้วกัน”