มันถึงเวลาอันสมควรแล้ว ที่ท่านอ๋องต้องไปประลองอาวุธกับเ้าเมืองอื่น ยุคสมัยของแคว้นฮั่วนี้ จะมีประเพณีที่เรียกว่าการชิงบ้านชิงเมือง หากแพ้ประลองก็ต้องเสียดินแดนบางส่วนให้แก่กัน
ข่าวที่ว่าเสี่ยวเหยาจะแต่งงานหลังจบการประลอง กลายเป็เื่ฮอตที่ใครก็ไม่อยากเชื่อ
ตามจินตนาการของหนี่เฟิ่งจิวแล้ว คิดว่าเขาคงประลองกันในวังหลวง ภาพฝันของเธอที่อยากเห็นราชวังหรือผู้คนในนั้นเป็อันต้องพับไป
ท่านอ๋องบอกว่าจัดในป่า เพื่อไม่ให้เป็การรบกวนสิ่งรอบข้าง
มันก็เป็กระโจมตั้งขึ้นหลายๆหลัง มีหัวเมืองน้อยใหญ่มาเข้าร่วมในครั้งนี้ หนึ่งในนั้นก็ดูเหมือนจะมีธิดาของเมืองหานมาด้วย โฉมงามว่าที่พระชายาของท่านอ๋อง
“เ้าห้ามพูดอะไรมาก อย่าทำตัวบ้าบอเป็พอ”
“รู้แล้วค่า”
“เจียงเหวิน เ้าจับตาดูนางเอาไว้ให้ดี”
กระโจมของท่านอ๋องไม่ได้ใหญ่หรือเล็กมาก สาวใช้ก็มีแค่หนี่เฟิ่งจิวและเจียงเหวินคนสนิท พลันก็นึกไปถึงคุณหนูหลี่เหมยที่อยากมาจนตัวสั่น แต่ท่านอ๋องให้อยู่ดูแลจวน
“อ๋องเสี่ยวเหยาเพคะ”
“หือ?”
“อ่า” ธิดาเมืองหานกำลังส่งสายตาหวานมาให้ หนี่เฟิ่งจิวรู้งานรีบถอยหนีอย่างไว แต่ก็ถูกท่านอ๋องยึดเอาไว้ไม่ให้ไปไหน
“หม่อมฉันได้ยินชื่อเสียงของท่านมานาน”
“เ้า....”
“อวี้ซินเหอเพคะ”
รอยยิ้มหวานบาดใจกำลังหยิบยื่นให้ท่านอ๋องที่ยังนั่งเฉยอยู่ สายตาของเธอมองมาที่หนี่เฟิ่งจิวอยู่เป็ระยะ ก่อนจะปรายสายตามองไปรอบกระโจมอย่างสนใจ
“เช่นนั้นหม่อมฉันขอลา”
เมื่อเห็นว่าท่านอ๋องไม่มีสิ่งใดอยากสนทนาด้วย หญิงสาวก็ถอยร่นกลับออกไป หนี่เฟิ่งจิวส่ายหัวให้กับความเ็าของชายหนุ่มที่กำลังอ่านหนังสือ
“ท่านอ๋อง! ทำไมไม่ยอมพูดจากับเธอบ้างล่ะคะ”
“ไม่มีอะไรจะพูด”
“นั่นคือว่าที่ภรรยาของคุณเชียวนะ ไม่ได้การแล้วแบบนี้”
“พูดอะไรออกมา!”
“ก็ไม่จริงหรอคะ เธอคนนั้นต้องแต่งงานกับท่านอ๋อง” เสี่ยวเหยาถึงกับต้องวางหนังสือลงแล้วถอนหหายใจ สิ่งที่หนี่เฟิ่งจิวพูดหากใครได้ยินคงเข้าใจผิด
“จริงอย่างเ้าพูดเลยเฟิ่งจิว น้องชายข้าไม่ค่อยยอมรับความจริงเท่าไรนัก”
“องค์รัชทายาท!!”
“ท่านมาทำสิ่งใดที่นี่ กระโจมท่านอยู่ด้านหน้าโน้น”
“ข้ามาหาเฟิ่งจิว”
“จุดประสงค์ท่านชัดเจนดีนะเสี่ยวตง”
“เอ่อ.....”
สองพี่น้องเริ่มประทะริมฝีปากกันไปมา ส่วนหนี่เฟิ่งจิวกับเจียงเหวินก็ได้แต่มองตาปริบ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวไปไหน องค์รัชทายาทส่งรอยยิ้มมาให้เธอ รอยยิ้มนั้นดูก็รู้ว่า้าทำให้ท่านอ๋องไม่พอใจ
“อวี้ซินเหอต้องใจเ้าเสียแล้ว”
“ไม่เกี่ยวกับข้า”
“ทำแบบนี้เสด็จพ่อจะเสียหน้า เ้าเองก็จะโดนคำครหาจากหัวเมืองอื่น”
“นี่น่ะหรือแผนการของท่าน??” เสี่ยวเหยาคิดไว้แล้วว่าพี่ชายคงจัดฉากทุกอย่าง โดยเฉพาะตอนประลองก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรรอเขาอยู่
“แผนการอะไรของเ้า! เสี่ยวเหยา เ้ามองข้าเป็พวกบ้าอำนาจหรืออย่างไร”
“องค์รัชทายาทควรกลับไปที่พัก ก่อนที่ใครเขาจะมาเห็นว่าท่านเก็บหางจิ้งจอกไม่มิด”
“เ้า!!!!”
เสี่ยวตงที่หวังว่าจะได้มาสนทนาพูดคุยกับหญิงที่ตนชอบ เป็อันล่มเพราะน้องชายจอมขวาง ในสายตาของเสี่ยวเหยาแล้ว เขาเป็เพียงคนลวงโลกที่้าแค่อำนาจ
หนี่เฟิ่งจิวยืนนิ่งให้ท่านอ๋องโอบแขนของเธอเอาไว้ ความจริงแล้วเธอเองก็ไม่คิดว่าจะต้องมาเจออะไรแบบนี้ ต้องโทษความสวยที่ไม่เลือกเวล่ำเวลา หรือโทษโชคชะตาที่พาเธอมาตรงนี้
เสี่ยวตงยืนมองทั้งคู่อยู่สักพักก็กลับออกไป ท่านอ๋องเองก็ปล่อยแขนของเธอแล้วอ่านหนังสือต่อ
ในการประลองวันพรุ่ง อาวุธที่ท่านอ๋องถนัดก็เป็กระบี่ ดาบ เป็ส่วนใหญ่ ที่พกมาเองจากจวนอ๋องก็หนักไม่ต่ำกว่าร้อยกิโล ไม่เข้าใจว่ายกไหวกันไปได้ยังไง
โชคดีที่ไม่ตรงกับจันทร์วันเพ็ญ ท่านอ๋องเลยมีเวลาพักผ่อนไม่ต้องอดหลับอดนอน หนี่เฟิ่งจิวเห็นว่าเวลานี้ตัวเองว่างแล้ว ก็เลยอยากออกไปสูดอากาศด้านนอก
ได้ยินเสียงเหมือนมีน้ำไหลอยู่ไม่ไกล แต่เมื่อเดินมาเรื่อยเธอก็เห็นอะไรดีๆเข้าแล้ว องค์รัชทายาทกับธิดาเมืองหาน อวี้ซินเหอ กำลังพูดคุยสนทนาหยอกล้อกันอยู่
ใบหน้าหญิงสาวดูเขินอายไม่ใช่น้อย ส่วนองค์รัชทายาทก็ตามนั้น เ้าพ่อจิ้งจอกพันหางสมชื่อ!
“ท่านอ๋อง ไม่มีทีท่าว่าจะสนใจหม่อมฉันเลยเพคะ”
“หืม????”
เสียงพูดคุยที่หนี่เฟิ่งจิวได้ยินเต็มสองรูหู อวี้ซินเหอคงตกหลุมรักท่านอ๋องแคว้นฮั่วเข้าแล้ว
“เสี่ยวเหยาก็แบบนี้ เดี๋ยวแต่งกันไปก็ดีขึ้นเอง”
“สาวใช้นางนั้น เหมือนจะมีความสำคัญมากกว่าเสียอีก”
“เ้าหมายถึง หนี่เฟิ่งจิวรึ?”
เมื่อได้ยินเ้าของบทสนทนาเอ่ยชื่อของเธอ หญิงสาวจึงต้องย่องเข้าไปฟังใกล้ๆ ความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์นี่มีทุกสมัย การยุ่งเื่ของชาวบ้านเป็อะไรที่เลิกไม่ได้
“หม่อมฉันไม่รู้จักชื่อของนางเพคะ”
“นางจะเป็สนมของข้าในอนาคต เ้าไม่ต้องเป็กังวล”
พรืดดดด ! หนี่เฟิ่งจิวหน้าเกือบทิ่มกับคำพูดของรัชทายาท นี่เขาคงไม่ได้คิดอย่างที่พูดหรอกใช่ไหม สนมบ้าบอคอแตกอะไรกัน ที่ผ่านมายังมีไม่พออีกหรือไง
เพราะมัวแต่สนใจองค์รัชทายาทที่คิดจะเคลมเธอ จึงไม่รู้ว่าข้างหลังเธอในตอนนี้มีใครมายืนฟังด้วย หนี่เฟิ่งจิวได้แต่ทุบต้นไม้ระบายอารมณ์ ปากก็เอาแต่ก่นด่าจิ้งจอกพันหางที่ดูท่าจะหวังเคลมอวี้ซินนเหอด้วยอีกคน ภรรยาของน้องชายก็ไม่ละเว้นนะชายคนนี้
หันกลับมาก็แทบหลุดเสียงกรี๊ด จนอีกคนต้องเอามือมาปิดปากของเธอไว้
“ท่านอ๋อง!!!!”
“เ้าไม่ควรมาแอบฟังคนอื่นเช่นนี้ มันเป็สิ่งที่ไม่ควร”
“พี่ชายคุณจะเอาฉันเป็เมีย ขืนฉันไม่แอบฟัง จะรู้แผนการคนแบบนั้นได้ยังไงล่ะคะ”
“เ้าอย่าเอะอะไป”
“ฮึ่ย! แม่อยากก้านคอให้ล้มตึง ผู้ชายอะไรไม่มีความนึกคิด”
หนี่เฟิ่งจิวบ่นไม่หยุด ท่านอ๋องหลุดขำออกมานิดหนึ่ง ก่อนจะรีบลากเธอออกจากตรงนั้น พามาดูลำธารที่มีใบไม้เปลี่ยนสีสวยงาม อยู่ไม่ไกลจากกระโจมที่พักมากนัก
“สวย....ว้าว! ท่านอ๋องมันสวยงามมาก”
“อารมณ์ดีขึ้นหรือยัง?”
“พี่ชายของคุณมันแย่ เป็ถึงองค์รัชทายาทแต่ไม่คิดเื่ดีๆ”
“เ้าจะทำเช่นไร หากวันหนึ่งเสี่ยวตงส่งเกี้ยวมารับเข้าวังไปเป็สนม” คำถามของอ๋องเสี่ยวเหยาไม่ได้มีเจตนากวนประสาท แต่ถามเพราะอยากรู้ความคิดของหญิงตรงหน้า เธอจะแก้ไขสถานการณ์ที่ยากลำบากได้อย่างไร
“ท่านอ๋องจะยอมหรือคะ? แต่ฉันอยากอยู่กับคุณ”
“เข้าใจแล้ว”
“เอ๋!...เข้าใจ? เข้าใจอะไรคะ”
“ขอแค่เ้าพูดมาคำเดียว ข้าไม่มีวันยอมให้ห่างกายไปไกลจากสายตา” ใบไม้ร่วงกราวเป็ฉากเอฟเฟกต์ ใบหน้าของหนี่เฟิ่งจิวกำลังเปลี่ยนสี ประโยคของท่านอ๋องเมื่อครู่คล้ายคำสารภาพรัก หัวใจของหญิงสาวเต้นระรัวยิ่งกว่ากลองระบำ
“สารภาพรักอยู่หรือเปล่าคะ”
“มีในละครของเ้าด้วยหรือ คำพูดแบบที่ข้าเอ่ยไป”
จบ! ท่านอ๋องไม่ได้อยากบอกรักเธออะไรทั้งนั้น เขาก็แค่เห็นใจสาวใช้อย่างหนี่เฟิ่งจิวที่มาพึ่งใบบุญของจวนอ๋อง ทำเธอเกือบเคลิ้มละเมอฝันหวานไปแล้ว
การประลองเริ่มขึ้นในรอบแรกของวัน หนี่เฟิ่งจิวที่นั่งอยู่อีกฝั่งก็ชะเง้อมองหาท่านอ๋องตลอดเวลา กลายเป็จุดวางสายตาขององค์รัชทายาท จนคนเป็แม่ต้องเอ่ยถามขึ้น
“ผู้ใดหรือเสี่ยวตง”
“สาวใช้ของเสี่ยวเหยาพะยะค่ะเสด็จแม่”
“เ้าสนใจ?”
“ลูกอยากให้นางมาเป็พระชายา เป็เมียเอกข้างกายของลูก” เมื่อฟังลูกชายพูดก็อยากลมจับ ข้อเสียของเสี่ยวตงมีเพียงเื่นี้ที่ทำให้หนักใจ รู้บ้างไหมว่าบัลลังก์จะสั่นคลอนเพราะสตรีน่ะ
องค์รัชทายาทมองไปในลานประลอง เห็นเสี่ยวเหยากำลังตวัดดาบกวัดแกว่งไปมาอย่างชำนาญ เดาได้เลยว่าหัวเมืองอื่นไม่มีทางชนะ เป็เช่นนี้มานานแล้วสำหรับเสี่ยวเหยา ลูกที่เสด็จพ่อรักใคร่ชื่นชมมาโดยตลอด เพราะไม่เคยจะทำสิ่งใดให้พระองค์ผิดหวัง
จบการประลองไปแล้ว ผลที่ได้คือดินแดนบางส่วนของเมืองต่างๆจะตกเป็ของฮ่องเต้ อำนาจของพระองค์แพร่กระจายขยายกว้างขึ้น ดวงตาของเสี่ยวตงมองไปในป่าพร้อมพยักหน้าเป็สัญญาณ
ธนูลูกแรกยิงมาโดนแขนของเสี่ยวเหยา เืสีแดงสดไหลออกมา ลูกที่สองก็เฉียด่เอวไปเพราะหลบทัน แต่ก็เกิดแผลและเืไหลอยู่ดี
“ผู้ใด!!!! ใครมันกล้าเล่นสกปรกเช่นนี้”
“ฝ่าา คนของเราอยู่ที่นี่กันหมด ไม่มีผู้ใดเลยเพคะ” เสียงพระชายากล่าวขึ้น ท่านอ๋องมองขึ้นมาก็สบตาเข้ากับพี่ชายจอมบงการ เห็นสายตายิ้มเยาะเพียงครู่เดียวก็เปลี่ยนมาใแทน
หนี่เฟิ่งจิววิ่งเข้ามาในลานประลองโดยไม่คิดชีวิต ทันทีที่เธอเห็นธนูปักที่แขนของเสี่ยวเหยา น้ำตาก็ร่วงลงมาเป็สาย ความกลัวผสมปนเปกับความเป็ห่วงจนต้องวิ่งมาหา
“ฮึกกก! ท่านอ๋อง...”
เจียงเหวินที่กำลังจะเข้าไปห้าม ก็ต้องยืนนิ่งไปในทันที ก่อนหน้านี้ท่านอ๋องสั่งห้ามไม่ให้ใครเข้าไปยุ่งในลานประลอง รวมถึงคนของท่านอ๋องเองก็คอยดูอยู่จากด้านนอก
จะจับโจรก็ต้องยอมเสี่ยง เจ็บตัวนิดหน่อยแลกกับความจริงที่เขาอยากรู้
หนี่เฟิ่งจิวเอาแต่ร้องไห้ไม่หยุด เืสีแดงสดก็ยังคงไหลท่วมแขน ท่านอ๋องยังยืนยิ้มเหมือว่ามันไม่ได้เ็ปอะไร ในขณะที่หญิงสาวเจ็บแทนจนอยากเป็ลม
“อย่าร้องไห้สิ ข้าไม่ได้ตายสักหน่อย”
“แต่คุณเืไหล! ฮึกกกก ฮืออออ ท่านอ๋อง ฮืออออ”
“เสียงร้องไห้เ้า ทำข้าเจ็บไปหมดแล้ว”
“โดนยิงก็ต้องเจ็บอยู่แล้ว ฉันร้องไห้มันเกี่ยวตรงไหน ฮึกกกก!.....” ดวงตาบวมแดงจากการร้องไห้ของเธอ รวมถึงเสียงสะอื้นที่ดังกลบเสียงวุ่นวายของฮ่องเต้ ทหารจากวังหลวงเองก็ออกค้นหาคนที่ลอบสังหารท่านอ๋อง
“มันเจ็บที่ใจของข้า ตาสวยๆของเ้าไม่ควรมีน้ำตามาเปื้อน”
มืออีกข้างที่ยังใช้การได้ก็ยกมาเช็ดน้ำตาให้หนี่เฟิ่งจิว เธอวิ่งเข้ามาในลานประลองอย่างไม่ห่วงชีวิตของตัวเอง เขายังจำแววตาของหญิงสาวเมื่อครู่ได้ดี
ในดวงตาคู่สวยมีเพียงความห่วงหาอย่างสุดใจ ที่เสี่ยวเหยาไม่เคยได้รับจากผู้ใดมาก่อน
“ท่านอ๋อง ฮืออออ ท่านอ๋องอย่าตายนะ!”
“แม่นาง ท่านอ๋องต้องไปทำแผลก่อน ปล่อยแขนของท่าน” เจียงเหวินเห็นลูกลิงที่กำลังติดแม่ เมื่อหนี่เฟิ่งจิวเอาแต่กอดแขนท่านอ๋องไว้แน่น
“ไม่ปล่อย !!! ไม่เอา จะไปด้วย”
สุดท้ายหมอหลวงก็มาทำแผลให้ท่านอ๋อง โดยมีหญิงสาวอยู่ด้วยไม่ห่างกาย ท่านอ๋องเองก็ดูจะอารมณ์ดีไม่ได้เหมือนคนที่กำลังเจ็บตัว
“ท่านอ๋องขอรับ เป็คนของพระชายาจริงด้วย” เจียงเหวินเข้ามากระซิบกระซาบ ก่อนจะบอกให้ออกไป เดี๋ยวจะตามไปเคลียร์ทีหลัง
“อยู่ในนี้ได้ไหมเด็กดี ข้าต้องไปจัดการเื่วุ่นวายด้านนอก” หนี่เฟิ่งจิวส่ายหน้ากลับมา เธอคงขวัญเสียไปแล้วที่เห็นท่านอ๋องเจ็บตัว แต่เขากลับลูบหัวเธออย่างอ่อนโยน พร้อมรอยยิ้มที่ทำให้แทบลงไปนอนดิ้น ก่อนจะเดินออกไปจากกระโจม