เมืองเมฆาปลิดตะวัน เมืองเล็กๆที่ตั้งอยู่ทางแถบทิศเหนือของราชอาณาจักรเมฆวายุ ในดินแดนแห่งนี้ก็เหมือนดินแดนอื่นๆ นั่นคือ มีเพียงผู้แข็งแกร่งและมากด้วยลาภทรัพสินเงินทองเท่านั้น ถึงจักมีวันเฉิดฉายดั่งดวงตะวันภายใต้เมฆอันหนาทึบ เฉกเช่นดั่งเมืองนี้ ที่เมฆนั้นหนาทึบแต่แสงของดวงตะวันก็ยังคงสาดส่องเฉิดฉาย ให้คนเรานั้นมองเห็น
ลานหน้าบ้านผู้าุโใหญ่แห่งตระกูลเซี่ย ยามเฉิน(07:00 - 08:59)
ย้า
ยะ
ปรากฏเด็กหนุ่มวัย สิบหกย่างสิบเจ็ด ผู้หนึ่งกำลังนั่งเก้าอี้อากาศและฝึกต่อยสลับมือไปด้านหน้าอย่างต่อเนื่อง จนเหงื่อไหลร่วง ดั่งหยดน้ำฝนเม็ดใหญ่
" ลูกเยี่ย ฝึกพอได้แล้ว เข้ามากินข้าวเช้าก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าวเช้าจะเย็นเอาหมดนะ " สุ้มเสียงอ่อนโยนของอิสตรี ะโกล่าวบอก ดังออกมาจากภายในเคหสถานอาศัย
" ขอรับ " สุ้มเสียงนุ่มสดใสของเด็กหนุ่มกล่าวตอบกลับ
"เซี่ย ไป๋ เยี่ย หลง" แซ่นามนี้คงมิมีผู้ใดไม่รู้จัก หากอาศัยอยู่ภายใต้ผืนฟ้าแห่งเมืองเมฆาปลิดตะวัน เพราะเมื่อประมาณ สิบถึงสิบเอ็ดปีก่อนนั้น เกิดเหตุการณ์ถึง สี่เื่ที่ทำให้ทั้งเมืองต้องตกตลึงงัน "บุตรชายบุญธรรมของผู้าุโใหญ่แห่งตระกูลเซี่ยถูกรอบทำร้ายจนาเ็สาหัส แปดปีต่อมาหลังจากนั้นตระกูลฉู่ยกเลิกการมั่นหมาย หักหน้าผู้าุโใหญ่ตระกูลเซี่ย ไข่มุกัเบิกปราณ์ถูกขโมยสาบสูญหาย สาขาตระกูลเฟินตั้งถิ่นฐานยังเมืองเมฆปลิดตะวัน" จึงทำให้ชาวเมืองในกาลนี้ขนานนามเหตุการณ์เ่าั้ว่า " แผ่นผ้าใต้คอัราตรีกาล "
เอี๊ยด เสียงเปิดประตูดังเบาบาง
ปรากฏชายวัยกลางคนใกล้ชรารูปร่างกำยำ เค้าหน้าตาคมดูดีไว้หนวดเคราลักษณะตอสั้น เดินเข้ามาภายในเคหสถานแล้วนั่งยังโต๊ะรับประทานอาหารกลางบ้านด้วยท่าทางหมองเศร้าเล็กน้อยถึงปานกลาง
" เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ ท่านพ่อ? ลูกเห็นท่านหม่องเศร้าขุ่นเคืองยิ่ง " หนุ่มน้อยแก้มป้องเต็มด้วยข้าวชำเลืองตากล่าวคำถาม
ชายวัยกลางคนใกล้ชราสอดส่ายสายตามองตา ภรรยาแลเด็กหนุ่มหนึ่งครา ก่อนจะถอนหายใจ " เฮ้อ " และกล่าวบอกคลายความกังวลสงสัย " เื่ในวันนี้พวกเ้าคงจะทราบข่าวมาแล้วบ้างพอสมควรว่า คุณชายตระกูลเฟินจะมาเยี่ยมเยือนกระชับมิตรกับตระกูลเซี่ยเรา แต่ทว่านั่นมันเป็แค่เื่บังหน้า " ชายวัยกลางคนใกล้ชรากำหมัดแน่น " เบื้องลึกนั้น...."
สถานที่ประชุมตระกูลเซี่ย ่เวลายาม เหม่า (5.00 - 6.59) ภายในห้องประชุมขนาดใหญ่ คน 9 คน นั่งเก้าอี้วางตรงข้ามกัน กำลังถกเถียงเื่คุณชายน้อยตระกูลเฟินกันใหญ่
จนชายวัยกลางคนนั่งด้านหน้าตรงกลางระหว่างสองฝั่งะโออกมาคำดังลั่น คำใหญ่
" เงียบ "
ตู้ม เสียงไม้หนาะเิแตกกระจาย
" คงซือ "
" หื้ม " เซี่ยคงซือยกมือขึ้นระงับคำบอกกำลังจะกล่าวของชายวัยกลางคนใกล้ชราฝั่งซ้าย " ข้ารู้แล้ว " สองตาจดจ้องยังหน้าประตู
ตู้ม
เสียงะเิทางด้านประตูเกิดดังสนั่น เปลวเพลิงสีแดงชาดลุกไหม้เผาประตูลับที่ทำมาจากหินจนเป็เถ้าถ่าน
ปรากฏชายสามคนยื่นอยู่เบื้องนั้น ก่อนค่อยๆย่างก้าวกันเข้ามา เริ่มจากชายตรงกลางตรงหน้าสุด
" ขออภัยขออภัยจริงๆ เพียงเราผู้น้อย หึ เพียงเราผู้น้อย คิดว่า ตระกูลเซี่ยที่ยิ่งใหญ่ ทั้งการค้าขายและยุทโธปกรณ์เป็ อันดับ สอง ของเมืองคงจะมียุทโธปกรณ์คุ้มกันที่แ่าไว้ภายในไม่น้อย ที่สามารถป้องกันได้แม้แต่เศษเสี้ยวพลังอันน้อยนิดของเราจนหมดจด แต่เมื่อมาเห็นกับตา ลองกับมือ ที่ไหนกัน เฮ้อ " บุรุษหนุ่มยิ้มมุมปากสองตามองพื้นต่ำ " หวังว่าท่านจะไม่ถือโทษโกรธเรานะ ท่านเ้าตระกูล " เฟินเจวี๋ยปี้กล่าวอย่างใจเย็น
" เหอะ " คงซือถอนหายใจเบือนแสร้งหน้ายิ้มรับ
" ขออภัย ถือโทษ งั้นรึ? " คงซือกล่าวพลางมองยังใบหน้าบุรุษหนุ่ม ตุบ เสียงตบที่ว่างมือเก้าอี้ดังคนพลันลุกขึ้นพร้อมเสียงกล่าวคำรามดัง " ไม่ต้องมาพูดพล่ามแสร้งนอบน้อมเป็คนซื่อต่อหน้าข้า เฟินเจวี๋ยปี้ เ้า มา ด้วยเหตุใด "
คงซือกล่าวจบด้วยน้ำเสียงอำมหิต และกล่าวต่อ " หากเป็เื่นั้น กำหนดของเรา คือ อีก สาม เดือน "
" ใช่แล้ว ใช่แล้ว อีกสามเดือน เมื่อถึงตอนนั้นพวกท่านคงจะมิอาจยื้อเวลาระหว่างข้ากับนางได้อีกแล้ว ดั่งที่เคยเป็มา เพราะภายในวันนั้น จะเป็ทั้งวันประลองแสนสำคัญ และวันประกาศการเชื่อมสัมพันระหว่างสองตระกูลของเรา โดยการแต่งงาน ของข้า กับบุตรสาว ของผู้าุโเก้า อย่างเป็ทางการ เป็ธรรม โดยไร้การขู่เข็นใดๆ จิ๊จิ๊จิ๊ "
" แต่ทว่า สามเดือน เนี่ยมันนานมากเลยนะ ข้าน่ะเป็คนใจร้อนแต่ก็เป็คนมีสัมมาคารวะ เลยอยากจะมา
บอกพวกท่านที่เป็ดั่งญาติผู้ใหญ่ของนางก่อนว่า ข้าจะรับตัวนางมาอยู่ในตระกูลข้าั้แ่วันนี้ เป็ ต้น ไป เพื่อเป็การศึกษาดูใจ "
ตู้ม กำปั้นเ้าตระกูลฟาดลงโต๊ะประชุมไม้จนแหลกละเอียดลอยกระเดนขื้นกลางอากาศ
เฟินเจวี๋ยปี้ไม่สนสิ่งใดแสดงการคารวะอย่างนอบน้อมด้วยความรวดเร็ว ก่อนค่อยๆหันหลังเดินจากไปด้วยทีท่าสงบใจเย็น
" เ้าคิดจะ หยามเกียรติของนางและพวกเรางั้นรึ " สุ้มเสียงอำมหิต สองตาจ้องพิฆาต
เฟินเจวี๋ยปี้หยุดชะงักหันข้างชำเลืองตามอง " ไม่เลย ไม่เลย ท่านเข้าใจผิดแล้ว ตัวข้าไม่อาจบังคับใคร หากนางผู้นั้นไม่ยินยอม และอีกอย่างข้าเอ่ยขอนางจาก
ท่านรึยังล่ะ ก็ไม่หนิ อย่าคิดเองเออเองสิ "
" เฟินเจวี๋ยปี้ " คงซือกระโจนพุ่งตัว ง้างหมัด พุ่งเข้าใส่หมัดตรงยังศีรษะเฟินเจวี๋ยปี้ด้วยความรวดเร็วสูง
ทันใดนั้นก่อนที่หมัดจะได้แตะต้องทำลายศีรษะ บุรุษหนุ่ม ปรากฏชายวัยกลางคนใกล้ชราผู้หนึ่งใช้มือเข้ารับหมัดนั้นไว้อย่างทันท่วงที จนมือทั้งมือเกิดรอยแผลแทบจักทั้งมือ
" เอี้ยเฉิน!! "
ชายผู้นั้นคือผู้าุโใหญ่ที่นั่งอยู่ฝั่งซ้าย เอี้ยเฉิน เขาไม่พูดตอบกลับแต่อย่างไร กระทำเพียงส่ายหน้าเป็คำบอก
" แต่ว่ามัน " ชโงกนิดมองด้านหลังเอี้ยเฉิน เฟินเจวี๋ยปี้หายไปแล้วไร้ร่องรอยใดตามสืบค้น
" ชิ ตาแก่สองตัวนั่น "
" หนึ่งปี กับอีก สามเดือน " เอี้ยเฉินพูดขึ้น " เรายื้อมามากพอแล้ว " คำกล่าวพร้อมด้วยน้ำเสียงหดหู่แต่แฝงด้วยความเด็ดขาด กล่าวบอกยังเซี่ยคงซือที่กำลังเจ็บแค้นโมโห จนพาให้คนเบือนหน้ามองต่ำต้องจำยอม
กริ๊ด
" อะ อ๊า " " ท่านชาย ได้โปรด อย่าทำเช่นนี้ อ๊า " หญิงสาวในชุดผ้าบาง กล่าวพลางร้องครางพร้อมร่างกายพยายามสะบัดดิ้นรน ในขณะที่ร่างถูกกดทับ สองมือถูกตรึงด้วยมือสองข้าง ชายหนุ่มลุกไล่ไซ้คอ สูดดม กัด เลีย ซ้ายขวา จนหญิงสาวต้องร้องและครางออกมาพร้อมกับหลั่งน้ำตา
" อ๊า อย่าพูดเช่นนี้สิ มันทำเหมือนข้าเป็ผู้กระทำผิดเช่นไรก็ไม่รู้นะ " ชายหนุ่มดึงตัวขึ้นจากซอคออันหอมหวนของหญิงสาว " แต่ถึงมันจะผิดจริงๆก็เถอะ เ้าคิดว่าภายในเมืองนี้ จะมี ใครสนกันเล่า " เฟินเจวี๋ยปี้ปลดเปลืองอาภรณ์ท้อนบนออกด้วยมือหนึ่งข้าง และใช้อาภรณ์นั้นมัดมือทั้งสองข้างของหญิงสาวไว้กับหัวเตียงไม้
ก่อนจะค่อยๆบรรจงนำแก่นกายออกมา นำมือซ้ายจับมันชักขึ้นชักลงเล็กน้อยด้วยความเร็วเบาบางธรรมดา และเขาจึงใช้หัวัที่ทะนุบำรุงมา จ่อยังหน้าปากถ้ำแดงบริสุทธิ์ ปราศจากแก่นมนุษย์ชีวิตใดลุกล้ำ เขาจับมันถูขึ้นถูลงช้าๆหน้าปากถ้ำอ้า ท่ามกลางผ้าอันเบาบางอันกั้นไว้
อื้อ
น้ำตกใสหลั่งไหลอาบหัวั
" เอาล่ะนะ " เฟินเจวี๋ยปี้โน้มตัวเตรียมเอาทั้งหัวแลลำตัวของัเอ็นนำเข้าถ้ำ
หนึ่ง
สอง
สาม
ตู้ม
กำแพงถูกกระทบแตกละเอียด ร่างคนลอยกระเด็นผ่านหัว ดวงตาเฟินเจวี๋ยปี้เบิกโพลง คนใช้พลังิญญา ดึงชุดที่อยู่ไกลเข้ามาสวมใส่ ง้างหมัดเสริมกำลังเตรียมพุ่งเข้าสังหาร ทว่าร่างชายคนนั้นกลับถูกทำร้ายจนสลบอยู่ก่อนแล้ว
เสียงชายหนุ่มผู้หนึ่งดังขึ้น " แหม แหม เข้ามาโจมตีคนไม่รู้จัก เช่นนี้ ได้เช่นไรเล่า "
" โต๊ะนี้ ก็ไม่เห็นมีใครมานั่งจองไว้ก่อนหนิ ดังนั้นผมก็มีสิทธิ์ถูกมั้ย "
เฟินเจวี๋ยปี้เดินออกมาตามแสเสียง พบผู้าุโทั้งสองยืนขนานดูเหตุการณ์อยู่หน้านั้น คนเดินเข้ามาหยุดตรงกลาง ใบหน้าคนเชิดขึ้นดวงตามองเบื้องล่าง พบชายนิรนามผ้าคลุมหัวสีขาวในชุดขาว นั่งไขว่ห้าง มือหนึ่งยกจิบน้ำชาอย่างไม่รู้สึกรู้สาถึงสิ่งใด
รอยขมวดเกิดยังใบหน้าเฟินเจวี๋ยปี้ สุ้มเสียงอำมหิตบังก่อกล่าว " มัน เป็ ใคร "
่เวลาก่อนเริ่มหัวค่ำ ณ หน้าเคหสถานใกล้รกร้างท้ายซอยหนึ่งของเมืองเมฆาปลิดตะวัน ชายวัยกลางคนนั่งโศกเศร้าร่ำไห้ท่ามกลางยามสนธยาใกล้ค่ำ
เสียงสะอึกสะอื้นกับหยดน้ำตาแสนอาวรณ์นั้น ร่ำร้องพรรณนาถึงบุตรสาวช่างเ็ปรัญจวนจนถึงแก่นใจ
เสียงประตูเปิดออกเบาบางเช่นลม คนหยุดสะอื้นคร่ำครวญหา หันเอี้ยวซ้ายทั้งมือปาดน้ำตา
ชายหนุ่มอายุดูแลไม่น่าถึงสามสิบห้าปีผู้หนึ่งยืนกางร่มกระดาษสีดำยามสนธยาใกล้ค่ำไร้ฝน
คนดวงหน้าคมคายหล่อเหลาหมดจดเรียกเทพบุตร ทรงผมสั้นแปลกตา เขาช้อนผมด้านหน้าและด้านข้างทั้งสองไปด้านหลัง เหลือไว้เพียงกลุ่มผมกลุ่มหนึ่ง รวบเป็คล้ายเส้นเดียวกันห้อยลงมาอยู่ตรงบริเวณกลางหน้าผาก ใส่ชุดด้านในสีขาวบริสุทธิ์ตัดขอบด้วยสีดำ มีผ้าคาดเอวสีมาเจนต้า ส่วนผ้าด้านล่างเป็กระโปรงขาวบางที่ถูกตัดกลางเปิดหว่างขาให้เดินเหินง่าย ภายใต้กระโปรงสวมกางเกงขาว ด้านนอก้าบริเวณตัวสวมใส่เสื้อคลุมสีขาวยาวจรดตาตุ่มทับซ้อน โดยเสื้อคลุมสีขาวขอบดำนี้เปิดด้านหน้าเอาไว้ให้เห็นชุดด้านใน ทำให้ดูรวมๆนับว่าไม่ต่างอะไรจากเทวดาเทพบุตรเดินดิน
ชายวัยกลางคนหากมิใช่ชายผู้ทุกข์โศกคงกลายเป็ดรุณีเพ้อเจอรักแรกพบเป็แน่ ชายผู้นี้มิเพียงมีใบหน้าหล่อเหลาเกินมนุษย์ เขายังมีองค์ประกอบชุดเสื้อผ้าอาภรณ์แปลก เชิดชูความงามอันเหนือล่ำก้าวข้ามทั่วหล้า เพียงแค่อีกก้าวก็นับว่าข้ามผ่านล้ำไตรภพ
ชายหนุ่มมองมายังชายชราวัยกลาง ก่อนจะชำเลืองมองฟ้าคราหนึ่งและกล่าวอย่างนิ่มนวลว่า " ท่านผู้าุโข้าน้อยอัลเบียนรู้สึกว่าอีกไม่ฝนคงจะตกแล้ว เชิญเข้ามาหลบฝนภายในสำนักงานเราก่อนดีกว่า "กล่าวจบพลางเอานิ้วชี้ขึ้น้า
" สำนักงานเรอะ? "ชายวัยกลางคนฉงนมิน้อย หากชายหนุ่มไม่ชิ้นิ้วค้างบอก คอยตาเขาเงยขึ้นมองคงมิอาจได้เห็นป้ายอักษรไม้เก่าๆแขวนอยู่ เขียนว่า "สำนักงานรับจ้าง แลกเปลี่ยน สารพัด"
ชายวัยกลางคนลุกขึ้น " ข้าเซี่ยเซียวหยง ผู้าุโเก้าแห่งตระกูลเซี่ย มิทราบว่าแถวนี้มีคนอยู่ ข้าคงรบกวนแล้ว เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน " หลังกล่าวจบเตรียมตัวเดินจากลา เม็ดฝนจากฟากฟ้าก็ตกซาลงมาห่าใหญ่
ชายวัยกลางคนหันกลับมาเห็นชายหนุ่มเตรียมท่าต้อนรับด้วยรอยยิ้ม " เชิญ "
เซี่ยเซียวมองยังแผ่นฟ้า นึกถึงถ้อยวาจาคนภายในตระกูลอันจักต้องเข้ามาบอกกล่าวปลอบประโลมแด่เขา เซี่ยเซียวหยงก้มหน้าแววตาหม่องเศร้า แลหันกลับมามองยังใบหน้าชายหนุ่มที่ท่าเตรียมต้อนรับด้วยรอยยิ้ม เซียวหยงมิมีทางเลือกจึงจำใจต้องเข้าไปตามคำเชิญชวน
เมื่อเข้ามาด้านในเซี่ยเซียวยังคงอยู่ในวังวนความหมองเศร้า กระนั้นเขาก็ยังคงรู้สึกถึงอีกสี่ชีวิต
นอกเหนือจากอัลเบียน ภายในร้านอย่างชัดแจ้ง แม้ตอนนี้ดวงตาเขาจักเห็นเพียงแค่สามคนก็ตาม ไม่รวมอัลเบียน
อัลเบียนเชิญชายวัยกลางคนนั่งโต๊ะกลางร้าน ก่อนจะเริ่มแนะนำชีวิตทั้งหมดให้รู้ถึงทราบ เริ่มจากชายนั่งฝั่งด้านซ้ายของเซี่ยเซียวหยงแลนั่งตรงข้ามกับตัวเขา อัลเบียน " ชายที่นั่งอยู่โต๊ะเดียวกับเรามีนามว่า กิลด์ เขาเป็หนึ่งในผู้ก่อตั้งเช่นเดียวกับผมแลทุกคน ณ สำนักงานแห่งนี้ ที่ท่านผู้าุโได้รู้เห็น กิลด์เขาทำงานเป็หน่วยงานตามล่าจับกุมของสำนักงานเรา "
กิลด์นั่งเก้าอี้ทิศตรงข้างเซี่ยเซียวหยงกำลังดื่มเหล้าองุ่นรสดีอยู่อย่างสบายใจก็ลุกขึ้นเคารพแด่ชายชราวัยกลางคนอย่างเซๆ
ชายนามกิลด์มีใบหน้าคล้ายคนอายุสี่สิบปีที่ไม่มีรอยเหี่ยวย่น บนใบหน้ามีหนวดเคราลักษณะตอสั้น ทรงผมนั้นยุ่งเหยิงยาวจรดถึงบ่า ลักษณะเสื้อผ้าภายในมิอาจเห็นได้ ด้านนอกสวมผ้าคลุมยาวสีขาวยาวจรดตาตุ่ม
ภายในด้านใน กำแพงห้องมีลักษณะเป็แปดเหลี่ยม มีโต๊ะทรงกลมคู่เก้าอี้วางเกือบตรงกลางห้อง มีที่นั่งอันสามารถนอนได้อยู่ฝั่งซ้ายใกล้บันไดลงประตูทางเข้า ทางขวามีสถานบริการเครื่องดื่มภายในบ้าน
อัลเบียนเอี้ยวหน้าเล็กน้อยใช้ปลายตามองยังชายที่ยืนเช็ดแก้วอยู่ ณ สถานบริการเหล้าเครื่องดื่มภายในบ้าน " ส่วนชายตรงนั้นมีชื่อเสียงเรียงนามว่า ซีค เขาเป็หน่วยงานคุ้มกันสินค้าของสำนักงานเราและทำงานคู่กับกิลด์ขอรับ "
ซีคผโงกหัวคราหนึ่งช้าๆทำเคราพชายวัยกลางคน ชายวัยกลางคนเซี่ยเซียวหยงก็ตอบรับทำเช่นเดียวกัน
ซีคมีลักษณะเป็ชายคล้ายวัยสามสิบปี บนใบหน้ามีหนวดเคราไม่ยาวไม่สั้น ทรงผมนั้นเป็แบบทรงเสยขึ้น ไปด้านหลัง ส่วนเสื้อผ้านั้นมิใส่้า เปลือยท่อนบนตลอดเวลา
อัลเบียนหันกลับใช้มือชี้ยังชายที่นั่งใกล้ประตูที่สุดด้านหลังชายวัยกลางและกล่าว " ชายที่โฟฟาผู้นั้นมีนามว่า รัชชานนท์ เรียกสั้นๆว่า แคน หรือ รัชชา เขาเป็หน่วยงานคุ้มกันบุคคลและงานตรวจสอบคุณภาพสินค้าแห่งสำนักงานรับจ้างสารพัดเรา "
รัชชานนท์พนมมือไหว้ทำความเคราพพร้อมกับกล่าวคำทักทาย " สวัสดีครับ " เซี่ยเซียวหยงก็ยกมือคำนับรับตอบคำทักทายให้คราหนึ่ง
ชายนามรัชชานนท์เป็ชายหนุ่มอายุราวยี่สิบห้าปีมีใบหน้าหล่อเหลาบ้างบางมุม ลักษณะเสื้อผ้าเหมือนดั่งกิลด์
" ส่วนอีกคนนามว่าฟีนิกซ์ แต่พวกเรามักเรียกเขาว่ากระตั้วน้อย เขาเป็หน่วยงานจัดหาสินค้าให้แก่สำนักงานรับจ้างแลกเปลี่ยนสารพัดเรา โอ๊ะ ออกมาพอดีเลย " อัลเบียนกำลังจะแนะนำสหายอีกคนให้รู้จัก ทว่าในเวลานั้น ก็มีร่างออกมาจากเงาของแสงไฟ เริ่มแรกทั่วทั้งร่างคลุมด้วยเงาสีดำก่อนที่มันจะแตกออกคล้ายฟองสบู่
ปรากฏร่างชายหนุ่มอายุราวยี่สิบห้าปี ใบหน้ามีรอยแผลเป็จากสิวและสิว โครงหน้าดูเฉกเช่นบุรุษดูเหมือนหล่อบางมุม ใส่ชุดผ้าลักษณะคล้ายดั่งคนเชิญชวนเขาเซี่ยเซียวหยง
คนทำความคารวะเซี่ยเซียวหยงแบบขอไปทีคราหนึ่ง ก่อนจะเดินมุ่งไปหาตู้แปลกอย่างที่เซี่ยเซียวหยงมิเคยเห็น และเปิดมันค้นหาบางสิ่ง
" ฟีนิกซ์ น้ำวิตามินรสทับทิมในตู้เย็นมันหมดแล้วนะ ไม่ต้องหาหรอก " อัลเบียนกล่าว
" อ๋อ หรอ แล้วใครมันกินอะ " ฟีนิกซ์เสียงใสซื่อหน้าซื่อราวเด็กน้อย กล่าวพร้อมมองอัลเบียนและสอดส่ายสายตามายังอีกสามคนด้วยท่าทีคงเดิมเฉกเช่นคนสงสัย
ทันใดนั้นเสียงกิลด์ก็เปล่งะโดังออกมาราวคนเมาว่า " ใครกิน ไม่รู้ ไม่รู้ กูไม่เกี่ยว กูเมา กูคนบ้า ไม่ต้องมายุ่งกับกู กูมิทราบ กูหลับล่ะ ครอก " กิลด์กรนเสียงดังสนั่นหลังกล่าวจบ
" หลับไวจริงๆนะสัตว์ " แคนกล่าวเสียงสั่นประชด
" ขอบอกตรงนี้ " เสียงะโดังสนั่นฉับพลันราวราชสีห์คำราม ณ สถานบริการเหล้าเครื่องดื่มภายในบ้าน เสียงนั้นราวกับผู้กล้าหาญแห่งยุค ผู้ประดุจราวเทพเ้าในห้วงฝันและทันใดนั้นเสียงมันก็เปลี่ยนไป เป็เสียงเล็กแหลมคล้ายหนูในทันใด " ผม ไปกินก๋วยน้ำตกดีกว่า "
" โห ไอ้ตัวนี้หนักเลย " แคนกล่าวพลางหัวร่อเอามือหนึ่งเกยหน้าผากส่วนมือถือแก้วน้ำส้มเตรียมดื่มหลังกล่าวจบ
" อัลเบียนใครเป็คนกินอะ นายกินรึเปล่า " ฟีนิกซ์กล่าวเสียงใสถามอัลเบียน
อัลเบียนนั้นสีหน้าปกติกล่าว "ผมก็ไม่รู้ หรอกนะ " นิ้วมือชี้ยังแคน ทำเอาน้ำในปากแคนพุ่งพรวดในทันที
" ปากบอกไม่รู้ แต่นิ้วมือชี้มาทางกูเชียวนะ " แคนเอามือเช็ดปาก
" เดี๋ยวก่อนฟีนิกซ์!! " แคนะโพร้อมยื่นมือไปด้านหน้าขึ้นทันควัน หลังเห็นฟีนิกซ์เข้ามาใกล้ตนพร้อมเลื่อยไฟฟ้าออกมาจากแหวนมิติ
" กูยังไม่ได้กิน กูแค่เอาไปซ่อน " แคนกล่าวอย่างลนลาน
ฟีนิกซ์กล่าวต่อด้วยเสียงโมโหหิวปานกลาง " ถ้าเอาไปซ่อนก็เอาออกมา ถ้าไม่ส่งมา "
" ให้เธอมี.. " แคนขับลำนำสีหน้ายิ้มพลางหัวร่อบาง่
ฟีนิกซ์ขับลำนำต่อแคนพลางยิ้มหัวร่อเช่นกัน
จากนั้นก็ แปะ เสียงตบหัวสนั่น
" มึงจะเอาให้ติดลิขสิทธิ์เลยมั้ยเล่า " ฟีนิกซ์ยกเครื่องปะาชีวิตเตรียมเข้าหั่น
ทันใดนั้น
" เดี๋ยวก่อน!! " แคนพยายามกลั้นขำและเดินเข้าไปหาฟีนิกซ์ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจากนั้นจึงกล่าวด้วยเสียงหล่อเหลาว่า " ทางที่ดีคือทางลาดยาง ทางรอดจากสถานการณ์ คือจ่ายค่าลิขสิทธิ์ เกี่ยวอะไร งงมั้ย ใช่กูก็งง กูวิ่งล่ะ "
เสียงเปิดประตูดัง คนหนึ่งวิ่งไป คนสองวิ่งตาม การกระทำของทั้งสอง เซี่ยเซียวหยงหน้านิ่งพลางคิดขึ้น ' บัดซบอะไรเนี่ย ' แม้เขาจะเป็ผู้ใหญ่แล้ว แถมยังอยู่ในแววหมองเศร้า ยังอดครุ่นคิดเช่นนี้ไม่ได้
" สองคนนี้เขารับมุขกันน่ะ ไม่ต้องใหรอกครับ " อัลเบียนกล่าวบอก
เสียงเปิดประตูดังขึ้น ชายร่างอ้วนท้วนวัยกลางคนสวมเสื้อผ้าอาภรณ์ราคาแพง เซี่ยเซียวหยงมองดูเพียงแวบก็จดจำได้ " อ้าว พี่ถงหลางมิใช่รึ "
" อ้าวอ้าว น้องเซี่ยเซียวหยงมิใช่รึ เ้ามาทำอะไรที่นี่ล่ะ " ถงหลางเดินเข้ามาด้านข้างเซี่ยเซียว
" รึว่า " ถงหลางเอื้อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบ
" มิใช่เช่นนั้น มิใช่เช่นนั้น ตัวข้าผู้าุโเก้าผู้ตำแหน่งเล็กจ้อย ไหนเลยจักมีสิทธิ์บังอาจคิดเช่นนั้น " คำว่า บังอาจคิดเช่นนั้น สุ้มเสียงที่เอื้อนเอ่ยออกมาราวคนคิดแค้นโกรธเคือง แต่ก็คงไว้ด้วยความสิ้นหวังภายในลมหายใจของสุ้มเสียง
" อืม แล้วท่านล่ะ มาทำอะไรในที่แห่งนี้ " เซี่ยเซียวหยงหน้าใบหมองเศร้า แต่ก็ฉงนยิ่งนักมิคาดมิยักคิดสำนักงานหน้าร้านเก่าๆในที่ใกล้กันดารเช่นนี้มีค่าพอให้ตระกูล "ถง" ลำดับสองแห่งโลกการค้า ณ เมืองเมฆปลิดตะวันย่างกายเข้ามาเยือนเชียวฤา
หากกล่าวถึงสำนักคุ้มกันภัยสำหรับพ่อค้าแล้ว มันก็เสมือนกับปราการั์ป้องกัน์ ที่ทำการคุ้มกันมิให้สินค้าสูญหาย หากสูญหายแม้จะได้รับค่าชดเชย ทว่าก็จะสูญเสียความน่าเชื่อถือทางการค้าไป ด้วยเหตุนี้ผู้ทำการค้าจึงจำต้องเลือกสำนักคุ้มกันภัยที่เปรียบดั่งปราการั์ป้องกัน์มิให้พังทลาย
" ถามแปลก มาสำนักงานรับจ้าง ก็ต้องมาจ้างงานสิคิดว่าข้าจะมาหาหนูกินรึไง อะ ฮะ ฮา ฮ่า "
ถงหลางกล่าวแกมหยอกเล่น เนื่องเห็นใบหน้าคนหมองเศร้า
" พี่หลางข้ามิได้หมายความเช่นนั้น ข้ามะ "
" โอ้ เ้าเป็ลูกค้าใหม่สินะ " ถงหลางกล่าวตัดหลังฟังคำกำลังจะอธิบาย ถงหลางกล่าวต่อพร้อมอัลเบียนที่เชิญทั้งสองนั่ง " ข้าจะบอกให้ เ้ายังไม่รู้อะไร แม้ว่าสำหรับพวกเราตระกูลพ่อค้าใหญ่แล้ว สำนักคุ้มกันภัยระดับสูงจะเสมือนกิ่งทองกะใบหยก ทว่าการคุ้มกันบางครั้งก็มันก็หละหลวมเกินไปไม่สมราคา "
" ที่สำคัญเลยนะน้องเซี่ยวหยงคือสินค้าที่ส่งไป บางครั้งมันเสียหายไม่น้อยเลยนี่สิ เ้าก็รู้สำหรับเื่นี้ของพวกเรามันไม่ใช่เื่เล็กๆ แม้จะค้าขายได้ทว่าความน่าเชื่อถือนี่สิ เพียงมิกี่ชั่วยามก็ว่ากันไปปากต่อปากแล้ว "
" แต่รู้อะไรมั้ย นับั้แ่ที่เขาเจอข้า ข้าจ้างเขา ก็มิเคยมีสินค้าขายส่งใดบุบสลาย สิ่งต้องจ่ายกลายเป็ลดลง เ้าแห่งสมาคมการค้า จื่อ กง จี้ ยังต้องเอ่ยคำชมเลย ฮะ ฮา ฮ่า "
เื่คำชมเป็ที่รู้กันดีในหมู่แวดวงผู้ทำการค้าขายรายน้อยใหญ่ เซี่ยเซียวหยงแม้ตัวเขาจะมาจากตระกูลเซี่ยอันมิใช่ตระกูลค้าขายโดยตรง แม้เช่นนั้นตระกูลเขาก็ยังคงได้รับชื่อเป็ตระกูลผู้ค้าขาย เพราะตลอดมาหลาย่ชีวิตคนตระกูลเขาก็นำส่งสินค้าขายชั้นเริ่ดเข้าสู่ตลาดมาตลอด
ถึงแม้กระนั้นตระกูลเขาจักมีชื่อจากเื่นี้เช่นไร ทั้งมิใช่ตระกูลค้าขายด้วยซ้ำ กลับมิเคยได้รับคำชมจาก
จื่อกงจี้ แม้เพียงนิด อย่าว่าแต่ตระกูลเขาหากแต่สำนักใหญ่ๆหลายแห่ง จวบจนปัจจุบันมีเพียงหนึ่ง นั่นคือ ตระกูล ถง
' เหตุแท้เป็เช่นนี้ 'เซี่ยเซียวหยงยังอดลอบครุ่นคิดตื่นใจมิได้ สำนักงานเล็กๆเช่นนี้กับศักยภาพ อันน่าตระหนกนับว่าแปลกตาที่ได้เห็นยิ่ง
" เออ คุยกับเ้าเพลินเกินเวลาแล้ว หากคราวหน้าวันใดมีเวลาข้าจะขอเยี่ยมเยือนน้องเซียวหยงและตระกูลเซี่ยสักหน่อยแล้ว " ถงหลางกล่าวพลางยิ้ม
เซี่ยเซียวหยงตอบรับ ทั้งสองสิ้นสุดการสนทนา ถงหลางลุกขึ้นเดินเข้าหาซีค
ซีคโค้งตัวต้อนรับลูกค้าครั้งหนึ่ง ก่อนพูดขึ้นกล่าวถาม " คุณลูกค้าได้นำบัตรสมาชิกมาหรือไม่ "
" อ๋อ เอามา เอามา " ถงหลางหยิบสิ่งที่เรียกว่าบัตรออกมา ลักษณะหน้าตาสีดำกว้าง สองถึงสามนิ้ว ยาวสามถึงสี่นิ้ว ไม่บางไม่หนาเกิน ทว่าแข็งพอประมาณไม่หักง่าย ทั้งด้านหน้าด้านหลังมีลวดลายคลายดอกไม้ ร่างลายเป็ัอสูรขาวอยู่เป็ฝั่งข้างหนึ่ง ส่วนที่ว่างสลักด้วยชื่อตัวผู้นำทาง
ซีคหยิบของบางสิ่งขึ้นมา ลักษณะมันสี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็กล่องขนาดเล็กสีดำและมีช่องเสียบบัตร
ก่อนกิลด์จะกล่าวทักท้วงการกระทำ " ซีค เครื่องอ่านบัตรเครื่องนั้นมันเสียแล้ว เมื่อวานฟีนิกซ์เอาไปเหวี่ยงเล่นน่ะ "
" หรอครับ " " งั้นกรุณารอสักครู่นะครับคุณลูกค้า "
ซีคหยิบเครื่องอ่านบัตรสมาชิคใต้เค้าเตอร์ขึ้นมาเปลี่ยน หลังซีคเสียบบัตรข้อมูลเข้าเครื่อง เครื่องจึงฉายอักษรสีขาวที่อยู่ในกรอบสีทองพร้อมไฟในห้องที่หรี่ลง รายระเอียดอักษรประกอบด้วย ข้อมูลส่วนตัวสมาชิก รายการคำสั่ง แต้มสะสมและระดับสมาชิก
" วันนี้มิทราบว่าท่านจะมาทำรายการคำสั่งอย่างใดหรอครับคุณลูกค้า " ซีคกล่าวถามพลางเอานิ้วมือััในกรอบอักษรรายการคำสั่ง
" ข้ามาทำรายการส่งสินค้าและ้าให้ค้นหากระดูกิญญาสัตว์วิเศษระดับพันปีส่วนหัวหรือตัวจากสัตว์วิเศษประเภทใดก็ได้ เอามาส่งให้ข้า ณ ที่บ้าน ภายในเจ็ดวันนับั้แ่พรุ่งนี้เป็ต้นไปนะ ฝากด้วยล่ะ "
' กระดูกิญญาสัตว์วิเศษระดับพันปีเชียวรึ? พี่ถงหลางมิจ่ายโจทย์ยากไปรึไงกัน เกรงว่าแม้สำนักนักล่าระดับสูง ณ เมืองเมฆปลิดตะวันยังคงมิอาจกล้ารับปากว่าจักสามารถหามันได้ '
หากกล่าวถึงบรรดาสัตว์วิเศษมากหน้าหลายตา สัตว์วิเศษระดับพันปีหมื่นปีนับว่ายากจะพบพอควรภายในเมฆาปลิดตะวัน แต่ถึงแม้มันจะหายาก ทว่านั่นก็ยังมิอาจเทียบเท่า กระดูกิญญา ซึ่งมีโอกาสพบยากยิ่งกว่า เพียงอยากพบเพียงครึ่งยังต้องพึ่งหวังโชคชะตา หนึ่งในร้อยสัตว์วิเศษเดิม อาจเป็การเสียเวลาหาก้าหา
ซีคเรียกใช้ระบบคีย์บอร์ดสามมิติ นิ้วทั้งสิบจึงเริ่มร่ายเรียงรายระเอียดภารกิจ หลังเสร็จก่อนจะดึงบัตรออกซีคแวะดูแต้มสมาชิกและกล่าวบอก " ท่านลูกค้าแต้มสมาชิกของท่านเต็มแล้ว ท่านสามารถนำมาแลกเป็ภารกิจไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายหนึ่งครั้ง หรือ นำมาแลกเป็บริการยกเลิกคำสั่งผู้อื่น หากเป็คำสั่งตายทางเรามีกลไกส่งการเตือนให้ท่านก่อน หลังจากนั้นค่อยรอรับคำยืนยัน แต่หากท่าน้าที่จะใช้กับคำสั่งอื่นท่านต้องมาดำเนินการลงรายละเอียดที่ภายในร้านเราขอรับ "
" ถ้าเช่นนั้น เอาเป็ยกเลิกคำสั่งเป็ตายล่ะกันนะ " ถงหลางกล่าวจบก็ยกมือประสานกล่าวจากลาบอกทุกคนแล้วเดินจากไป
หลังถงหลางไปสักพักอัลเบียนจึงเริ่มกล่าว " ท่านผู้าุโข้าน้อยรู้สึกท่านคงจะทราบพอสมควรแล้วเกี่ยวกับสำนักงานของเรา เหตุนี้เรามาเริ่มคุยธุระของเรากันดีกว่า " อัลเบียนไม่รอให้เซี่ยเซียวกล่าวตอบ " สิ่งที่ข้า้าคือ เด็กรับใช้ จะเป็ใครก็ได้ แต่มีข้อแม้ว่า " อัลเบียนหยุดกล่าวยกแก้วชาจิบน้ำชา
เซี่ยเซียวหยงสิ่งที่เขา้าคือลูกสาว หากผู้ใดได้ฟังกล่าวสิ่งที่เขา้า เกรงว่าคงต้องหัวร่อเบื้องแรกเป็บ้าเป็หลัง เพราะหากเป็พวกโจรต่างถิ่นหรือพวกสติฟั่นเฟือน อำนาจตระกูลเซี่ยเป็รองเพียงหนึ่งหาได้เป็สาม รองใครในเมืองเมฆปลิดตะวันอีกไม่ เื่แค่นี้จัดเองหรือไม่ก็จ้างพวกนักฆ่ากำจัดย่อมได้ ทว่าคนที่เอาบุตรสาวเขาไปหาใช่บุคคลเช่นดังคำกล่าว แต่หากเป็คุณชายน้อยตระกูลเฟินผู้มากด้วยกามตัณหา เซี่ยเซียวหยงหวั่นว่าแม้แต่นำไพลินนิลกาฬล้ำค่ามาเสนอคงเป็ได้แค่ลมผ่านหู ฉะนั้นคงมีแต่ต้องหยิบแย่งฉกชิงสังหาร แต่ใครล่ะจะกล้า คงมิบ้าก็โง่ เกรงอัลเบียนยังไม่ทราบว่าผู้นั้นเป็ใคร พื้นเพมาอย่างไรถึงกล้ากล่าวยื่นข้อเสนอ
" เ้ารู้หรือไม่ว่าเขา ใครเอาบุตรสาวข้าไป เขาคือ " เซี่ยเซียวกำลังกล่าวบอกเหตุสำคัญ ทว่าหาได้ทัน
อัลเบียนโผงกล่าวตัดบท
" คุณชายน้อยตระกูลอัคคีโลหิต เฟินเจวี๋ยปี้ ลูกรักหัวแก้วหัวแหวนเ้าตระกูลเฟิน เฟินชิงเฉิง "
อัลเบียนกล่าวจบ ยกน้ำชาจิบอย่างสบายใจ
ขณะที่เซี่ยเซียวหยงตระหนกสักระยะ มิคาดชาย
นามอัลเบียนหาใช่งูไร้ตาเลื้อยหากัดเสาเข็ม ถ้าว่าทราบแล้วเหตุไฉนชายผู้นี้ยังคิดเป็ต่อเข้าตอแย
เซี่ยเซียวหยงคิดเท่าไหร่ก็มิอาจเข้าใจ เพราะเด็กรับใช้ไยมุ่งทำเยี่ยงนี้ มันช่างเป็เหตุผลที่ยากจะยอมรับ ทว่าสายตาอัลเบียนหาได้โกหกเขาไม่
มันคือเื่จริงแท้แน่นอนหากเขากล่าวว่าจ้าง
ทว่าสิ่งสำคัญกว่านั้นคือการสังหารคนตระกูลเฟินหาใช่เื่ธรรมดาง่ายดายปานปอกกล้วย ขนาดคนใช้ยังมีระดับฝีมือมิธรรมดาคาดอาจถึงขั้นใกล้เคียงระดับแนวหน้าของเมืองเมฆาปลิดตะวัน
แต่ระดับคุณชายน้อยไยเล่าไหนเลยเอาบุคคลระดับคนใช้มาคุ้มครอง เพราะเพียงแค่ฝีมือตนก็ลำพองได้ครึ่งเมืองไยอีกตน้า
แม้เฟินเจวี๋ยปี้หาได้้า มารดาบุญธรรมสุดรักสุดหวงก็ยากนักไว้ใจทางวางใจคน จึงส่งผู้าุโบุรุษสองคนและบริวารสิบนายคอยตามติดพิทักษ์อารักขา
หากอัลเบียนประสงค์ทวงธิดาเซี่ยเซียวหยงคืนมา คงต้องฝ่าบุคคลเหล่านี้เสียก่อน งานเยี่ยงงี้อัลเบียนกล้ารับทำแสดงว่าข้อเสนอไหนเลยจักธรรมดา
" งานเช่นนี้เกรงผู้ใดไหนใครกล้าทำ เ้ากล้า เหตุว่าข้ากลัวข้อเสนอของเ้าไฉนเลยจะธรรมดา แม้ฟังดูแค่คนรับใช้ มันต้องย่อมพิเศษตาม เกรงว่าเด็กรับใช้ที่เ้าหาคงจะพิเศษมากเกรงว่าข้าไหนเลยมีปัญญาหา "
" คนเช่นนั้นจะต้องไร้พลัง ที่สำคัญคนภายนอกไม่ค่อยสนใจเขาสักเท่าไหร่ " อัลเบียนกล่าวโผงตัดคำและนำน้ำชาขึ้นมาจิบต่อ
ปล่อยให้เซี่ยเซียวหยงอึ้งงุนงงเป็ไก่ตาแตกตาค้างไม่อาจกระพริบอยู่นานสองนาน อัลเบียนไม่รีรอช้าจับมือเซี่ยเซียวหยงขึ้นมาจับปากกาขีดเขียนสัญญาแล
ปั้มลายนิ้วด้วยหมึกแดง คนวางมือเซี่ยเซียวหยงลง จากนั้นลุกยืนกล่าวบอกซีคและกิลด์ว่า " ทำบัตรสมาชิกให้ผู้าุโเซี่ยเซียวหยงด้วยนะซีค ส่วนนาย
กิลด์ไปหาสิ่งที่พวกมันจะปฏิเสธไม่ได้มา เอาแบบอึ้งไปเลยก็ดีนะกระตั้วน้อยเขาชอบน่ะ "
" อืม "
" อืม "
กล่าวจบอัลเบียนเดินออกมาหน้าประตูสำนักงานเห็นฟีนิกซ์กำลังนั่งค้อมบีบคอแคนอยู่
" มึงตาย มึงตาย "
ส่วนแคนร่างนอนหงายตาเหลือกลิ้นห้อยมือถือมีดแทงเอวฟีนิกซ์เหมือนตายแต่ไม่ตาย
อัลเบียนกล่าว " กระตั้วน้อย พอก่อนไว้เล่นกันที่หลังนะ มีงานให้พวกนายสองคนทำน่ะ ฟีนิกซ์เฝ้าดูพวกตระกูลเฟินเอาไว้ หากกิลด์ส่งข้อมูลมาแล้วให้นายเข้าไปพบเ้าตระกูลเฟินแลยื่นข้อเสนอที่พวกมันไม่อาจปฏิเสธได้ให้แก่พวกมัน หากพวกมันไม่รับข้อเสนอ ดำเนินการตามที่นาย้าได้ แคนนายมารอรับตัวบุตรสาวของลูกค้าและจัดการตาเฒ่าสองตัว "
" อ๋อ งั้นขอสิบนาทีนะ " ฟีนิกซ์ปล่อยมือเอี้ยวตัวกล่าว
" ทำไมหรอ " แคนกล่าวถาม
ฟีนิกซ์หันกลับมายิ้มแลกล่าว " ก็บีบคอมึงต่อไง "
" อ๊าก จะตายแล๊ว "
ฉึก ฉึก ฉึก
" ตาย ตาย มึงตายซะ "
ฉึก ฉึก ฉึก
" หึหึ " อัลเบียนหัวเราะในลำคอ " งั้นฉันล่วงหน้าไปก่อนล่ะกันนะ " คนกล่าวและเดินผ่านฟีนิกซ์กับแคนมาครึ่งของครึ่งลี้พลันมีหมอกควันไม่ทราบที่มาค่อยๆปรากฏบดบังร่าง ก่อนจะหายจากไปพร้อมร่างคน
' ่เวลามากมายก่อเกิดเื่ราวนับนานาประการ สำหรับพวกเราแล้วมันคงเป็แค่สายลมผ่านชั่ววูบยาวๆสายหนึ่งเท่านั้น เพราะหลังจากาของพวกเราจบลง ข้าก็เฝ้ามองพวกเ้าผ่านการเดินทางมาเนิ่นนาน ช่างเป็บทความแห่งพระเ้าที่หน้าสนใจ' อัลเบียนคิด
หมอกหนาปรากฏและจางหาย ณ หน้าโรงเตี้ยมแห่งหนึ่งนอกเมืองเมฆปลิดตะวันห่างไปสองลี้ อัลเบียนปรากฏร่างหลังครุ่นคิดเสร็จ เขาหยุดเท้าแทนที่จะเดินเข้าโรงเตี้ยมทันที ดวงตาชำเลืองมองยังพระจันทร์ทรงกลดอันเจิดจรัสพร้อมด้วยรอยยิ้มที่มุมปากที่หากมีใครเห็นก็มิอาจเข้าใจการกระทำอันแฝงด้วยเลศนัยเช่นนี้ได้เป็แน่
" เขาก็ด้วยเช่นกัน " อัลเบียนกล่าวประโยคสั้นๆและเดินเข้าไปในโรงเตี้ยม
ณ ทางด้านฟีนิกซ์กับแคน
หลังพวกเขาเล่นด้วยการฆ่ากันเสร็จ ฟีนิกซ์ก็ไปเข้าน้ำเปลี่ยนชุดที่เต็มไปด้วยคราบเื ส่วนแคนก็ไปหาผ้าพันคอและเปลี่ยนชุด
" ฟีนิกซ์เสร็จยัง กูเสร็จล่ะ " แคนะโถามฟีนิกซ์ใส่โทรศัพท์
" ไปก่อนเลย กูขี้อยู่ " ฟีนิกซ์ะโบอกพร้อมเสียงตด ปู้ด ป้าด จม ออกลำโพงโทรศัพท์
" ลักษณะท่อนสุดท้ายของเพลงคงจะไม่มีดนตรี เพราะมีแต่ขี้ล้วนๆ " " เออกูไปล่ะ "
ผ่านไปห้านาทีฟีนิกซ์จึงเริ่มออกเดินทาง