ทลายภพสยบหมื่นดารา

    ตอนที่ 49 ค่ายกลโลหิต

    เลือดของผู้เฒ่าโม่ไม่ได้ซึมลงดิน

    หยดสีแดงค้างอยู่บนผิวหิมะชั่วอึดใจก่อนถูกเส้นบางใต้พื้นดึงออกเป็นห้าทิศ วงผนึกทั่วโม่เหอสว่างขึ้นพร้อมกันแสงเดิมซึ่งเคยเป็นสีทองถูกสีเลือดกลืนทีละส่วน

    ผู้เฒ่าโม่ใช้ปลายกระบี่ขูดพื้น “ถอยจากเส้น!”

    ชาวบ้านรอบลานกระโดดพ้นรอยอักขระแต่คนหนึ่งช้าไปเพียงครึ่งก้าว เส้นแดงพันข้อเท้าแล้วไต่ขึ้นหน้าแข้งเสียงร้องดังขึ้นขณะผิวหนังใต้กางเกงปริ เลือดถูกดึงออกโดยไม่มีคมอาวุธ

    เยี่ยซิงเหอฟันเส้นนั้นด้วยกระบี่เงาดารา

    แสงทองตัดสีแดงขาด คนเจ็บล้มเข้าหาเพื่อนทว่าแรงสะท้อนจากคมกระบี่แล่นเข้ารอยแตกใต้แกน เยี่ยซิงเหอชะงักเลือดไหลจากมุมปากอีกครั้ง

    ผู้เฒ่าโม่มองเขา “ข้าบอกว่าอย่าหมุนแกนเกินสามรอบ”

    “นี่เพิ่งครึ่งรอบ”

    “รากฐานเจ้าไม่ได้นับเหมือนเจ้า”

    เสียงกระดิ่งแตกครึ่งจากนอกกำแพงดังขึ้นหนึ่งครั้ง

    แม้เหลือเพียงครึ่ง มันยังมีเสียง

    ลำแสงสีแดงบนฟ้าเชื่อมกันจนหมด ช่องเหนือหมู่บ้านปิดสนิทสีของรุ่งอรุณหายไป ท้องฟ้าทั้งผืนกลายเป็นแดงคล้ำราวโม่เหอถูกครอบด้วยชามโลหิตขนาดใหญ่

    เสียงจ้าวนิกายดังจากทุกทิศ

    “พิธีเริ่มแล้ว”

    เส้นค่ายกลใต้ดินปะทุ

    ทั่วหมู่บ้าน ชาวบ้านหลายคนทรุดพร้อมกัน เลือดจากบาดแผลเก่ารูจมูก และปลายนิ้วลอยออกเป็นหยดเล็ก หยดเหล่านั้นไม่ตกพื้นหากไหลตามอากาศเข้าหาจุดค่ายกลทั้งห้า

    หญิงผู้ถือคันธนูเสียแรงที่แขนขวา คันธนูหลุดจากมือชายซึ่งเพิ่งถูกช่วยจากถุงผ้าร้องขึ้นเมื่อผ้าพันขาถูกเลือดด้านในดันจนพองผู้ดูแลแผลพยายามกดบาดแผล แต่ยิ่งกด เลือดยิ่งถูกดึงผ่านเนื้อผ้าเป็นเส้น

    “อย่าดึงกลับด้วยมือ!” ผู้เฒ่าโม่เตือน“ค่ายกลจะจับชีพจรคนที่แตะ”

    ชาวบ้านจึงเปลี่ยนวิธีพวกเขาใช้ไม้แผ่นรองคนเจ็บออกจากรอยอักขระ ไม่สัมผัสเส้นเลือดกลางอากาศคนที่ยังยืนไหวพาดแขนคนล้มบนบ่าแล้วเคลื่อนเป็นคู่ไม่มีผู้ใดถูกปล่อยให้นอนบนพื้นคนเดียว

    เด็กซึ่งยังไม่ลงทางใต้ดินร้องเรียกมารดาเสียงนั้นเกือบทำให้คนเฝ้าวงทิ้งตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านต้องตะโกนบอกว่าเด็กอยู่ในเรือนใดและมีผู้ดูแลชื่อกับตำแหน่งชัดเจนหยุดความกลัวไม่ให้แตกเป็นความวุ่นวาย

    พิธีไม่ได้โจมตีเพียงเลือด มันโจมตีความไว้ใจระหว่างคน

    หากทุกคนวิ่งหาคนของตนวงป้องกันจะว่างและค่ายกลจะกินทั้งหมดเร็วขึ้นชาวบ้านจึงต้องฝากชีวิตคนที่รักไว้ในมือผู้อื่นขณะที่ตนยืนทำหน้าที่ซึ่งไม่มีหลักประกันว่าจะสำเร็จ

    สิ่งที่ถูกดึงตามเลือดมองไม่เห็นด้วยตาธรรมดา

    แต่เยี่ยซิงเหอรู้สึกได้

    เสียงร้องจากใต้หมู่บ้านซึ่งเคยดังเป็นพันสายชัดขึ้นวิญญาณของผู้ที่ถูกสังเวยก่อนหน้านี้กำลังถูกลากผ่านเส้นเดียวกับพลังชีวิตของคนเป็นหากปล่อยให้ไหลถึงวงนอก ค่ายกลจะเปลี่ยนทุกชีวิตในโม่เหอเป็นเชื้อเพลิง

    ผู้ใหญ่บ้านตะโกนจากลานกลาง “วงตะวันตกมีคนล้มสิบสอง!ทิศใต้เส้นเลือดขึ้นถึงเรือนเก็บเสบียง!”

    ข่าวจากหลังคาส่งต่อกันอย่างรวดเร็วจุดทั้งห้าไม่ได้เกิดผลเท่ากันทิศซึ่งหลักค่ายกลนอกกำแพงยังมีคนถูกผูกไว้ดูดแรงมากกว่าส่วนทิศเหนือซึ่งผู้เฒ่าโม่ฟันหลักไปแล้วกลับสว่างเป็นจังหวะผิดปกติ

    ศัตรูกำลังเปลี่ยนจุดเชื่อมตามการต่อต้าน

    ผู้เฒ่าโม่ดันตัวออกจากไหล่ศิษย์ ยืนด้วยกระบี่แทนไม้เท้า“มันมีหลายชั้น ชั้นนอกดึงเลือด ชั้นถัดไปดึงวิญญาณ หากทุบศูนย์กลางตอนนี้แรงทั้งหมดจะย้อนใส่คนในวง”

    “ต้องทำลายจุดเชื่อมก่อน” เยี่ยซิงเหอกล่าว

    “และต้องรู้ว่าจุดใดส่ง จุดใดรับ”

    ผู้ใหญ่บ้านกางแผ่นไม้ทั้งห้าบนพื้นแต่เส้นที่วาดไว้เป็นแนวผนึกเดิม ไม่มีใครรู้ว่าศัตรูสอดค่ายกลเข้ามาตรงใดบ้าง

    “ปิดบ่อน้ำกับรื้อจุดเดิมทั้งหมดได้หรือไม่?” เขาถาม

    ผู้เฒ่าโม่ส่ายหน้า“รื้อโดยไม่รู้ทางไหลเท่ากับตัดเส้นเลือดตนเองแนวผนึกของหมู่บ้านกำลังรับน้ำหนักคนไว้ หากมันขาดก่อนค่ายกลชั้นนอกแรงดูดจะถึงวิญญาณทันที”

    “ใช้กระบี่ของท่านฟันวงบนฟ้า?”

    “วงบนฟ้าเป็นเงา ตัดสิบครั้งก็เกิดใหม่จากหลักข้างล่าง”

    “ส่งคนออกไปทำลายหลัก?”

    “วงปิดแล้วคนที่ข้ามกำแพงจะถูกนับเป็นเครื่องสังเวยก่อนแตะหลักแรก”

    ทุกทางง่ายถูกศัตรูปิดไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มพิธีเหลือเพียงอ่านสิ่งที่มันซ่อนและโจมตีตามกติกาของค่ายกล

    เยี่ยซิงเหอมองเลือดจากคนเจ็บไหลผ่านอากาศ เขาไม่ชอบคำตอบแต่ไม่มีเวลาหาคำตอบซึ่งไม่ต้องจ่ายอะไร

    “ข้าจะใช้เนตร”

    ผู้เฒ่าโม่ตอบ “จ้าวนิกายรออยู่ปลายสาย”

    “ข้าจะไม่มองเขา”

    “ค่ายกลจะพาเจ้าไปหา”

    “เช่นนั้นต้องมีสิ่งดึงข้ากลับ”

    ผู้ใหญ่บ้านถาม “แยกอย่างไร?”

    ผู้เฒ่าโม่มองเยี่ยซิงเหอ

    คำตอบคือเนตร

    สิ่งเดียวซึ่งเคยมองเห็นทางเดินปราณและโครงสร้างค่ายกลแต่การใช้กับพลังระดับสูงทำให้การรับรู้แตกและคนปลายสายเพิ่งมองกลับผ่านสัตว์อสูรได้

    เยี่ยซิงเหอหลับตาข้างหนึ่ง “ให้คนทุกวงตีฆ้องเมื่อมีผู้ล้มแต่ละวงใช้จำนวนครั้งต่างกัน ทิศเหนือหนึ่ง ตะวันออกสอง ใต้สาม ตะวันตกสี่วงกลางห้า”

    ผู้ใหญ่บ้านเข้าใจ “เจ้าจะฟังจังหวะขณะมองเส้น”

    “ข้าต้องรู้ว่าเส้นใดดึงจากที่ใด มิฉะนั้นภาพจะกลืนกัน”

    คำสั่งถูกส่งออกไป

    นอกจากฆ้องผู้ใหญ่บ้านยังให้แต่ละวงเรียกจำนวนคนที่ยังยืนได้ทุกครั้งหลังสัญญาณเสียงจึงไม่บอกเพียงตำแหน่ง หากบอกว่าวงใดกำลังจะขาดกำลัง

    “เหนือยี่สิบสาม!”

    “ตะวันออกสิบเก้า!”

    “ใต้สิบเจ็ด!”

    “ตะวันตกสิบสอง!”

    “กลางยี่สิบเอ็ด!”

    ตัวเลขไม่ใช่จำนวนกำลังรบที่แท้จริงหลายคนเป็นคนชราและผู้บาดเจ็บแต่ทำให้เยี่ยซิงเหอรู้ว่าทิศตะวันตกไม่มีเวลารอการตรวจครบ หากจุดแรกอยู่ที่อื่นเขายังต้องหาทางลดแรงดูดฝั่งนั้นก่อน

    เขาบอกให้คนตะวันตกนอนราบบนแผ่นไม้และผูกเอวเข้าหากันไม่เพื่อหยุดพลัง หากป้องกันไม่ให้คนที่หมดสติกลิ้งข้ามเส้นเข้าใกล้จุดเชื่อมวิธีธรรมดาไม่ทำลายค่ายกล แต่ซื้อเวลาหนึ่งช่วงหายใจ

    ไม่นาน เสียงฆ้องก็ดังทั่วหมู่บ้าน หนึ่งครั้งจากเหนือสองครั้งจากตะวันออก สามครั้งจากใต้ สี่ครั้งจากตะวันตก และห้าครั้งจากวงกลางจังหวะเหล่านั้นสลับกันตามคนล้ม ทำให้สิ่งซึ่งดูสับสนเริ่มมีตำแหน่ง

    เยี่ยซิงเหอเปิดเนตรเทวะพินิจดารา

    ท้องฟ้าแดงหายไป เหลือโครงสร้างของพลัง

    เส้นโลหิตนับร้อยพาดใต้เรือน บ่อน้ำ และกำแพงทุกสายมุ่งไปยังวงใหญ่ห้าวง แต่ละวงมีจุดเชื่อมกับหลักนอกหมู่บ้านมากกว่าหนึ่งจุดซึ่งดูสว่างที่สุดกลับไม่ใช่จุดดูดมันเป็นเพียงแสงลวงให้ผู้โจมตีทำลายผิดตำแหน่ง

    ฆ้องทิศเหนือดังหนึ่งครั้ง

    เส้นสี่สายเคลื่อน

    ฆ้องตะวันตกดังสี่ครั้ง

    เส้นสิบเอ็ดสายเปลี่ยนทิศไปซ่อนใต้เรือนบรรพชน

    เยี่ยซิงเหอตามการไหล แต่ยิ่งมอง เส้นแดงยิ่งเพิ่มมันเรียนรู้ว่าถูกตรวจและสร้างทางปลอมซ้อนกัน เสียงกระซิบจากปลายสายดังเข้าห้วงจิต

    มองต่อสิ

    ดวงตาเจ้าจะเป็นประตู

    ความเจ็บแล่นจากเบ้าตาถึงแกนทองคำภาพหนึ่งซ้อนทับโครงสร้าง—จ้าวนิกายยืนบนเนิน กำลังมองกลับมาตามเส้นที่เนตรแตะ

    เยี่ยซิงเหอไม่ปิดเนตรทันที

    หากถอนตอนนี้ เขาจะรักษาดวงตา แต่ชาวบ้านยังถูกดึง

    เขาฟังฆ้องแทนมองแสงลวง

    เหนือหนึ่ง

    ตะวันออกสอง

    ใต้สาม

    ตะวันตกสี่

    กลางห้า

    ทุกครั้งที่ฆ้องดัง เส้นจริงต้องรับน้ำหนักของคนที่กำลังล้มแสงลวงเปลี่ยนได้ แต่แรงซึ่งขนชีวิตเปลี่ยนไม่ได้โดยไร้ปลายทาง

    เยี่ยซิงเหอจับจังหวะได้

    “จุดแรกอยู่ใต้บ่อน้ำ!” เขาตะโกน “ไม่ใช่วงข้างบ่อเป็นรอยหินด้านตะวันตกสามชุ่น!”

    ชาวบ้านซึ่งประจำที่บ่อไม่รอผู้เฒ่าโม่พวกเขายกคานไม้กระแทกหินตามตำแหน่ง รอยแดงใต้ตะไคร่น้ำเผยออกมา

    ผู้เฒ่าโม่ยกกระบี่หม่น

    เขาอยู่ไกลกว่าสิบจั้งและบาดเจ็บจนยืนไม่มั่นคงแต่คมกระบี่สะบัดเพียงเล็กน้อย รอยไร้ลักษณ์พุ่งไปตามพื้นตัดจุดเชื่อมใต้บ่อโดยไม่แตะคนรอบข้าง

    เส้นโลหิตยี่สิบสายดับ

    เสียงฆ้องตะวันตกถี่ขึ้นทันที

    ค่ายกลย้ายแรงไปจุดอื่น

    จ้าวนิกายไม่ได้เพียงย้ายทางไหลเขาส่งคำสั่งผ่านเส้นกลับมาหาเนตร แสงลวงสิบสายกลายเป็นภาพคนล้มในทิศใต้ทั้งที่ฆ้องตรงนั้นยังดังตามจังหวะเดิม หากเยี่ยซิงเหอเชื่อภาพ เขาจะสั่งตัดผิดจุด

    เขาหยุดมองรูปร่างคน ใช้เพียงเสียงเป็นหลัก

    ภาพหญิงชราล้ม

    เสียงใต้ยังรายงานสิบเจ็ดคน

    ภาพเรือนเด็กถูกเลือดท่วม

    เสียงวงกลางยังห้าครั้งตามเดิม

    ความกลัวของเขากลายเป็นสิ่งที่ศัตรูใช้สร้างภาพลวงยิ่งห่วงคนมาก ภาพยิ่งน่าเชื่อ หากไม่มีเสียงจากชาวบ้านร่วมยืนยันเนตรคงพาเขาตัดแนวผนึกด้วยมือของตนเอง

    “อย่าหยุดเรียก!” เยี่ยซิงเหอตะโกน “ต่อให้เห็นสิ่งใดจงบอกสิ่งที่เกิดจริง!”

    เสียงตอบดังจากทุกวงคนธรรมดากลายเป็นสมอให้การรับรู้ซึ่งทรงพลังกว่าตาแต่เปราะกว่าความกลัว

    “เรือนเก็บเสบียง!” เยี่ยซิงเหอตะโกน “ใต้เสากลาง!”

    คนในเรือนไม่มีเวลาขนข้าวออก หากฟันเสาหลังคาจะถล่มและเสบียงทั้งหมดถูกฝัง แต่หากรักษาเรือน คนทิศตะวันตกจะถูกดูดต่อ

    ผู้ดูแลคลังตัดสินใจก่อนคำสั่งมาถึงเขาใช้ขวานฟันเสากลางด้วยตนเอง

    “คนมีชีวิตก่อนข้าว!”

    เสาหัก หลังคาฟางยุบลง ไหข้าวแตกใต้ไม้แต่รอยค่ายกลซึ่งพันรอบฐานเสาถูกเปิด ผู้เฒ่าโม่ส่งกระบี่สายที่สองตัดมันทิ้ง

    แรงดูดทิศตะวันตกอ่อนลง

    ราคาของการรอดปรากฏตรงหน้า—เสบียงซึ่งเตรียมไว้สำหรับการล้อมถูกทำลายกว่าครึ่ง

    ค่ายกลตอบโต้การเสียจุดเชื่อมด้วยการดึงเลือดจากคนที่อยู่ไกลเส้นแทนเด็กในเรือนชั้นในร้องขึ้นพร้อมกันผู้ดูแลรีบพาออกจากพื้นดินขึ้นบนโต๊ะและเตียงไม้ เส้นเลือดจึงอ่อนลงเพียงเล็กน้อย

    ผู้เฒ่าโม่มองการเปลี่ยนแปลง “ชั้นนอกกำลังลดกติกาของระยะมันยอมเผาพลังสำรองเพื่อเร่งก่อนเราตัดครบ”

    “เหลือเวลาเท่าใด?” ผู้ใหญ่บ้านถาม

    “ไม่ถึงหนึ่งรอบของธูป”

    “ธูปถูกลมดับหมดแล้ว”

    “เช่นนั้นก่อนคนตะวันตกหยุดเรียกชื่อกัน”

    คำตอบทำให้ทุกคนเร่งมือโดยไม่ต้องมีหน่วยวัด

    เยี่ยซิงเหอไล่จุดที่สามและสี่ต่อ เขาไม่เห็นชัดขึ้นกลับเห็นน้อยลง เลือดไหลจากหางตา ภาพเรือนตรงหน้าบิดเหมือนอยู่ใต้น้ำแต่เสียงฆ้องกับเสียงคนบอกตำแหน่งช่วยให้เขาแยกเส้นจริงได้

    จุดที่สามอยู่ใต้กำแพงตะวันออกตรงรอยซ่อมเก่าการเปิดต้องเอาดินออกทั้งช่วง ซึ่งเสี่ยงให้กำแพงทรุดชาวบ้านไม่เสียเวลาถกว่าบ้านจะดูอย่างไร พวกเขาใช้จอบขุดจากด้านในขณะที่คนด้านบนใช้คานค้ำกำแพงแทน

    เมื่อรอยอักขระโผล่ ผู้เฒ่าโม่ยกกระบี่ไม่ขึ้น

    แขนซ้ายของเขาเสียความรู้สึกจากบาดแผลเลือดใต้เสื้อไหลต่อเนื่อง เยี่ยซิงเหอจึงต้องบอกทิศทางทีละน้อยคนแก่เปลี่ยนมือจับกระบี่แล้วใช้แรงจากเอวแทนไหล่

    คมไร้ลักษณ์ไปถึงจุดเชื่อม แต่ขาดแรงตัดผ่าน

    คนถือคานบนกำแพงเห็นเช่นนั้นจึงปล่อยคานหนึ่งต้นให้กำแพงกดลงบนรอยอักขระน้ำหนักดินบีบเส้นค่ายกลให้อยู่กับที่ ผู้เฒ่าโม่ส่งคมซ้ำจึงตัดขาด

    กำแพงตะวันออกยุบเป็นรอยลึก

    จุดเชื่อมดับ

    ชัยชนะย่อยทุกครั้งทำให้แนวป้องกันทางกายอ่อนลงโม่เหอกำลังฉีกบ้านตนเองเพื่อไม่ให้ศัตรูใช้บ้านเป็นมีด

    จุดที่สี่อยู่ในทางน้ำใต้ลาน คนตัวใหญ่ลงไปไม่ได้เด็กหนุ่มชาวบ้านคนหนึ่งจึงอาสาคลานผ่านช่องแคบพร้อมเชือก เขาไม่มีปราณป้องกันเส้นโลหิตเฉือนแขนทุกครั้งที่ขยับ แต่เขาผูกเชือกรอบแผ่นหินซึ่งซ่อนอักขระสำเร็จ

    คนด้านบนช่วยกันดึง

    แผ่นหินขยับออกเพียงครึ่งชุ่น ผู้เฒ่าโม่ไม่มีมุมฟันเยี่ยซิงเหอจึงใช้ปลายกระบี่เงาดาราสอดลงช่อง ไม่หมุนแกนเพียงให้คนทั้งลานดึงเชือกพาแผ่นหินครูดผ่านคม

    อักขระถูกเฉือนจากการเคลื่อนของหินเอง

    เด็กหนุ่มในช่องถูกดึงกลับออกมาพร้อมแขนเปื้อนเลือดเขาไม่ได้ฆ่าศัตรูสักคน แต่หากไม่มีการตัดสินใจของเขาวงชั้นแรกคงไม่มีวันรวมถึงจุดสุดท้าย

    ชาวบ้านตัดพื้นเรือน เปิดทางน้ำ และรื้อกำแพงบางส่วนตามคำชี้ทุกการทำลายทำให้บ้านเสียหายแต่ทุกจุดที่ถูกเปิดทำให้กระบี่ของผู้เฒ่าโม่ตัดถึงโดยไม่ฆ่าคน

    เมื่อจุดที่สี่ขาด แสงแดงบนฟ้ากระเพื่อม

    วงชั้นแรกเหลือจุดเชื่อมสุดท้าย

    มันอยู่กลางลาน ใต้เท้าของผู้เฒ่าโม่เอง

    เยี่ยซิงเหอมองเห็นช้าเกินไป เส้นโลหิตทั้งหมดเปลี่ยนทิศพันข้อเท้าคนแก่แล้วไต่ขึ้นบาดแผลในร่างค่ายกลจำลักษณะปราณจากกระบี่เมามายไร้ลักษณ์ได้และกำลังใช้เขาเป็นหลักแทนต้นที่ถูกฟัน

    “ถอย!” เยี่ยซิงเหอพุ่งเข้าไป

    ผู้เฒ่าโม่ตวาด “หยุด!”

    เยี่ยซิงเหอหยุดก่อนวงกลางหนึ่งก้าวเส้นแดงหลายสายฉกขึ้นจากพื้น หากเขาเข้าไป แกนทองคำดาราจะกลายเป็นหลักอีกต้น

    ผู้เฒ่าโม่ยืนกลางวง เลือดใต้เสื้อซึมออกมากขึ้น“จุดนี้ต้องรับแรงทั้งหมดก่อนจึงตัดได้ หากตัดตอนยังส่งออก แรงจะย้อนเข้าคนทุกวง”

    “ท่านจะรับไว้?”

    “ข้าเปิดแผลให้มันแล้ว”

    “ท่านอาจตาย”

    “ทุกคนในหมู่บ้านก็เช่นกัน จึงมิใช่เหตุผลพิเศษ”

    ผู้เฒ่าโม่ปักกระบี่ลงพื้น เปิดบาดแผลให้ค่ายกลดึงปราณของตนแสงแดงบนฟ้าหมุนเร็วขึ้น เส้นจากทุกเรือนเริ่มไหลเข้าวงกลางแทนออกนอกกำแพง

    เขากำลังล่อชั้นแรกให้รวมตัว

    “เมื่อข้าบอก ให้ตัดจุดใต้กระบี่”

    เยี่ยซิงเหอกำกระบี่เงาดารา“แรงจากแกนข้าจะทำให้รอยแตกหนักขึ้น”

    “เช่นนั้นอย่าฟันด้วยพลังสูงสุด”

    “ค่ายกลไม่ขาดด้วยแรงน้อย”

    “ใครบอกให้เจ้าใช้แรงคนเดียว?”

    ผู้ใหญ่บ้านยืนด้านหลังเยี่ยซิงเหอ พร้อมชาวบ้านจากวงทั้งห้าแต่ละคนถือเชือกซึ่งผูกกับหลักป้องกันของหมู่บ้าน พวกเขาไม่ส่งปราณเพียงดึงหลักให้แนวผนึกเดิมตึงพร้อมกัน

    วงสีทองใต้พื้นปรากฏขึ้นรอบวงแดง

    พลังของผู้เฒ่าโม่อ่านโครงสร้าง

    เนตรของเยี่ยซิงเหอหาจุด

    แรงของชาวบ้านยึดพื้นที่ไว้ไม่ให้ค่ายกลเปลี่ยนทาง

    “ตอนนี้!” ผู้เฒ่าโม่ตะโกน

    เยี่ยซิงเหอหมุนแกนทองคำดาราหนึ่งรอบ

    รอยแตกใต้แกนปริ เลือดพุ่งขึ้นลำคอ เขาไม่เพิ่มรอบที่สองหากรวบพลังทั้งหมดไว้ตรงคมแคบเพียงหนึ่งชุ่น แล้วแทงลงจุดใต้กระบี่หม่น

    กระบี่สองเล่มแตะกันใต้พื้น

    แสงทองวิ่งตามรอยกระบี่ไร้ลักษณ์ ตัดผ่านจุดเชื่อมจากด้านใน

    ชาวบ้านดึงเชือกพร้อมกัน

    วงชั้นแรกหยุดเปลี่ยน

    เสียงแตกดังจากใต้โม่เหอ ลึกและยาวราวแผ่นดินถอนหายใจลำแสงสีแดงบนฟ้าหักออกเป็นส่วนเปลือกค่ายกลชั้นแรกแตกร้าวจากกลางหมู่บ้านไปถึงหลักบนภูเขา

    จากนั้นมันก็แตก

    เลือดที่ลอยกลางอากาศตกลงบนหิมะพร้อมกันชาวบ้านซึ่งทรุดเริ่มหายใจได้ วิญญาณที่ถูกดึงกลับเข้าร่างคนหลายคนร้องไห้โดยไม่รู้ตัว

    เยี่ยซิงเหอถอนกระบี่แล้วล้มเข่าข้างหนึ่ง เนตรปิดสนิทภาพยังมีเพียงสีแดง รากฐานใต้แกนแตกเพิ่มอีกเส้น

    ผู้เฒ่าโม่ทรุดลงตรงข้าม มือยังจับกระบี่แต่ไม่มีแรงยก

    พวกเขาทำลายค่ายกลชั้นแรกได้

    และไม่มีผู้ใดมีแรงพอทำเช่นเดิมอีกครั้ง

    เสียงเรียกจำนวนดังขึ้นอีกครั้ง แต่เบากว่าเดิมมาก

    เหนือเหลือสิบเก้าคนที่ยืนได้ ตะวันออกสิบสี่ ใต้สิบสองตะวันตกเจ็ด วงกลางสิบหก จำนวนที่หายไปไม่ได้หมายถึงความตายทั้งหมดหลายคนเพียงหมดสติ แต่ทุกคนที่ล้มทำให้มือสำหรับยกอาวุธ ขนน้ำ และดูแลเด็กน้อยลง

    ผู้ดูแลคลังมองซากข้าวซึ่งเปื้อนดิน เขาไม่ได้เสียใจต่อหน้าใครเพียงสั่งให้คนเก็บส่วนกินได้แยกจากส่วนปนเลือด เพราะค่ายกลอาจทิ้งพิษไว้

    คนที่ค้ำกำแพงตะวันออกยังยืนกดคาน หากปล่อยกำแพงช่วงนั้นอาจพัง ศัตรูยังไม่บุก แต่แนวป้องกันต้องใช้คนตรึงไว้แล้ว

    ผู้เฒ่าโม่ดึงกระบี่ออกจากพื้น มือสั่นจนคมครูดหินเยี่ยซิงเหอเอื้อมช่วย แต่คนแก่ส่ายหน้าแล้วพยายามอีกครั้งการยืนด้วยตนเองไม่ได้มาจากศักดิ์ศรีหากเขาต้องรู้ว่าร่างเหลือแรงเท่าใดก่อนการโจมตีรอบถัดไป

    เหนือหมู่บ้าน เปลือกสีแดงที่แตกไม่ได้หายไปเศษแสงทุกชิ้นหยุดกลางฟ้าแล้วพลิกด้าน เผยอักขระสีดำซึ่งซ่อนอยู่ข้างใน

    ชั้นที่สองเริ่มหมุน

    เยี่ยซิงเหอฝืนเงยหน้ามองเนินกลาง

    จ้าวนิกายไม่ได้โกรธที่ค่ายกลชั้นแรกถูกทำลาย

    เขายิ้ม