บทที่ 52: ล้มไม่เป็นท่า
ความเงียบงันที่โรยตัวปกคลุมห้องนอนใหญ่ชั้นสองของบ้านพักตากอากาศริมทะเลระยองบัดนี้ช่างหนาวเหน็บและหนักอึ้งเสียยิ่งกว่าผืนทรายเปียกชื้นใต้ท้องทะเลลึก กลิ่นอายความใคร่และราคะอันเร่าร้อนป่าเถื่อนที่เคยอบอวลชวนฝันเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้กลับมลายหายไปสิ้นอย่างไร้ร่องรอย หลงเหลือไว้เพียงเสียงของเครื่องปรับอากาศที่ยังคงทำงานแผ่วเบา สลับกับเสียงลมหนาวของพายุชายฝั่งที่พัดกรรโชกปะทะหน้าต่างกระจกใสบานกว้าง ราวกับจะตอกย้ำความล้มเหลวอันน่าสมเพชของหัวใจสี่ดวงที่กึ่งนั่งกึ่งนอนหมดสิ้นเรี่ยวแรงอยู่บนผืนฟูกสีขาวสะอาดตา
พราวค่อยๆ ถอยห่างออกมาจากกลางเตียงหลังจากจัดแจงคลุมผ้าห่มผืนหนาให้แก่ทุกคน หญิงสาวขยับตัวก้าวลงจากเตียงนอนใหญ่ช้าๆ ฝ่าเท้าสัมผัสกับความเย็นเยียบของพื้นไม้ปาร์เก้ขัดมันที่เหมือนจะแล่นปลาบขึ้นมาจับขั้วหัวใจ เธอเดินไปหยิบเสื้อคลุมอาบน้ำที่พาดอยู่ริมระเบียงมาสวมทับร่างเปลือยเปล่าของตนเอง ก่อนจะหันกลับมามองภาพเศษซากความพังทลายของความสัมพันธ์ตรงหน้าด้วยความรู้สึกปวดร้าวลึกๆ ในฐานะผู้ริเริ่มแผนการบำบัดรักษาครั้งนี้
บนผืนเตียงนอนหนานุ่มอันเป็นลานประลองอารมณ์สวาทที่พังครืนลงมาอย่างไม่เป็นท่า ภพ นักธุรกิจหนุ่มผู้เคยทระนงในศักดิ์ศรีและเปี่ยมไปด้วยบุคลิกภูมิฐานน่าเกรงขาม บัดนี้กลับทรุดตัวลงนั่งกอดเข่าอยู่ตรงมุมเตียงฝั่งหนึ่ง ชายหนุ่มก้มหน้าลงจนซบอยู่กับหัวเข่าของตัวเอง ร่างกายกำยำขยับไหวสั่นสะท้านขึ้นลงเป็นจังหวะตามแรงสะอื้นเงียบงันที่เขาพยายามสะกดกลั้นไว้อย่างสุดความสามารถ ความเป็นชายและศักดิ์ศรีของหัวหน้าครอบครัวถูกฉีกทึ้งแหลกเหลวไม่มีชิ้นดีต่อหน้าต่อตาภรรยาสุดที่รักและน้องชายแท้ๆ ความหวังอันสูงสุดที่เขาพยายามกอบกู้ร่างกายที่เสื่อมสมรรถภาพของตัวเองกลับคืนมาเพื่อเริ่มต้นชีวิตสมรสครั้งใหม่กลับพังทลายลงในเสี้ยววินาทีที่จ่อเข้าหาช่องทางรักของแพรพิมพ์ ภาพแก่นกายที่หดปวกเปียกยวบยาบไร้เรี่ยวแรงคาปากทางรักของภรรยาสะท้อนย้ำเตือนความบกพร่องไร้ความสามารถของตัวเขาเอง ชายหนุ่มรู้สึกสมเพชและละอายใจอย่างเหลือแสนเกินกว่าจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับใครในห้องนี้ได้อีก
ห่างออกไปที่ขอบเตียงนอนอีกฝั่ง ภัทร์ ชายหนุ่มวัยสะพรั่งผู้มีร่างกายกำยำล่ำสันและแผ่นหลังกว้างสีน้ำผึ้งสุขภาพดี นั่งก้มหน้าต่ำจนคางแทบชิดหน้าอกกว้าง สองมือแกร่งกุมประสานกันแน่น บีบเค้นจนข้อนิ้วขาวซีดเกร็ง สะท้อนถึงความอึดอัดทรมานใจอันแสนสาหัสในดวงใจ ภัทร์รู้สึกผิดต่อพี่ชายผู้มีพระคุณเหลือคณา พี่ชายที่คอยค้ำจุน เลี้ยงดูส่งเสีย และมอบชีวิตที่ดีให้แก่เขามาโดยตลอด แต่เขากลับหักหลังด้วยการละเมิดพี่สะใภ้แสนดีก้าวล่วงเข้าไปครอบครองร่างกายและจิตใจของแพรพิมพ์จนยากจะถอนตัว ยามที่เขามองเห็นพี่ชายผู้เข้มแข็งและสง่างามต้องมานั่งกอดเข่าร่ำไห้สะอื้นตัวโยนราวกับคนหมดหนทางในชีวิตเช่นนี้ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีและบาปกรรมที่เขาร่วมก่อกับพี่สะใภ้ยิ่งกรีดแทงหัวใจของเด็กหนุ่มจนเจ็บปวดทรมานคล้ายจะขาดใจตายเสียให้ได้ตรงนั้น
ทว่า คนที่ใจสลายและสะเทือนใจหนักหน่วงที่สุดในยามนี้คงหนีไม่พ้น แพรพิมพ์ หญิงสาวร่างบางนอนตะแคงซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มหนา ใบหน้าหวานสวยเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาเปียกชื้นที่หลั่งรินอาบสองแก้มเนียนซับสีระเรื่อ ร่างกายอ้อนแอ้นสั่นระริกราวกับลูกนกตัวน้อยที่เปียกฝนและโดนทอดทิ้งกลางป่ากว้าง เสียงสะอื้นแผ่วเบาหลุดรอดจากริมฝีปากอิ่มบวมเจ่อเป็นระยะด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจอันลึกซึ้ง ความล้มเหลวของภพในวินาทีสุดท้ายที่หดตัวหลุดพ้นปากทางรักของเธอออกไปทั้งที่เพิ่งแข็งตึงทำงานได้ดีกับพราว ทำเอาแพรพิมพ์สับสนและคิดฟุ้งซ่านไปไกลแสนไกล หญิงสาวคิดว่าสามีปฏิเสธเรือนร่างของเธอเพราะความโกรธแค้นและเกลียดชังจากเรื่องชู้รักสะสม หรือไม่ภพก็อาจจะหมดรักและรู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์เนื้อตัวของเธอที่เคยแปดเปื้อนราคีคาวโลกีย์ร่วมกับภัทร์ไปแล้วจริงๆ การที่เขาไม่สามารถร่วมรักกับเธอได้มันคล้ายกับการปฏิเสธการมีอยู่ของเธออย่างรุนแรงที่สุดในฐานะภรรยา
พราวสูดลมหายใจเข้าปอดลึกเพื่อรวบรวมสติทั้งหมดที่เหลืออยู่ เธอรู้ดีว่าในฐานะที่เป็นนักจิตบำบัดและเป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวในที่แห่งนี้ เธอจะปล่อยให้อารมณ์ความโศกเศร้าและความอับอายครอบงำจนบรรยากาศดิ่งลึกไปกว่านี้ไม่ได้ หญิงสาวขยับตัวก้าวขึ้นเตียงนอนช้าๆ นั่งลงข้างกายแพรพิมพ์ที่นอนร้องไห้สะอื้นจนตัวโยน พราวเอื้อมมือเรียวไปประคองไหล่บางของเพื่อนรักให้พลิกตัวกลับมาอย่างแผ่วเบา ค่อยๆ เอื้อมหยิบเสื้อคลุมอาบน้ำผ้าแพรสีชมพูอ่อนมาสวมทับร่างของพิมพ์เพื่อกำบังความเปลือยเปล่าที่กลายเป็นตราบาปในค่ำคืนนี้ จากนั้นจึงดึงร่างบางที่สั่นเทาของเพื่อนเข้ามากอดปลอบประโลมแนบอก ลูบแผ่นหลังนุ่มและเส้นผมยาวสลวยชื้นหมาดสลับกับซับน้ำตาที่แก้มใสช้าๆ ด้วยความรักและห่วงใยอย่างสุดซึ้ง
เมื่อเห็นว่าแพรพิมพ์เริ่มสงบลงเล็กน้อย พราวก็หันไปมองสบตากับภพที่ยังคงก้มหน้านิ่งกอดเข่าแน่น และหันไปหาภัทร์ที่นั่งทอดอาลัยตายอยากอยู่ขอบเตียง หญิงสาวปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยน อบอุ่น ทว่าเด็ดเดี่ยวหนักแน่นตามหลักจิตวิทยาบำบัด เพื่อดึงสติของทุกคนให้กลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริง
“พี่ภพคะ... พิมพ์คะ... ฟังพราวนะคะ” เสียงหวานใสพยายามเอ่ยสะกดความเงียบ “อาการของพี่ภพในค่ำคืนนี้ ไม่ได้เกิดจากร่างกายอ่อนแอถาวร หรือไม่ได้เกิดจากความรังเกียจเดียดฉันท์ตัวพิมพ์อย่างที่พิมพ์กำลังกังวลอยู่หรอกค่ะ... ร่างกายของพี่ภพเพิ่งทำหน้าที่ตอบสนองได้ตามปกติยามร่วมรักกับพราวเมื่อครู่นี้ นั่นเป็นเครื่องพิสูจน์ทางสรีรวิทยาที่ชัดเจนที่สุดแล้วว่าระบบการไหลเวียนโลหิตและร่างกายของพี่ภพไม่ได้พิการหรือเสื่อมโทรมจนรักษาไม่ได้”
คำพูดของพราวทำให้ภพค่อยๆ ขยับใบหน้าซีดเผือดเงยขึ้นมามองแววตาของจิตแพทย์สาวอย่างเชื่องช้า ดวงตาคมเข้มแดงก่ำจากการร้องไห้มีประกายความสับสนปะปนความหวังอันริบหรี่เจือปนอยู่ แพรพิมพ์เองก็ค่อยๆ ผละใบหน้าออกจากอกอุ่นของเพื่อนสนิท จ้องมองสบตาพราวด้วยความหวังครึ่งๆ กลางๆ เช่นกัน
“แล้ว... แล้วทำไมพี่ภพถึงเป็นแบบนี้เฉพาะตอนอยู่กับพิมพ์ล่ะพราว...” แพรพิมพ์เอ่ยถามเสียงแหบพร่าปนเสียงสะอื้น “พี่ภพยังโกรธ... ยังเกลียดพิมพ์ใช่ไหม... พี่ภพถึงสอดใส่เข้ามาในตัวพิมพ์ไม่ได้เลยสักครั้ง”
พราวส่ายหน้าเบาๆ ส่งยิ้มละมุนเพื่อมอบพลังใจให้เพื่อนรัก ก่อนอธิบายเจาะลึก “ไม่ใช่เลยพิมพ์ ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ความเกลียดชัง แต่อยู่ที่เกราะป้องกันตัวทางจิตใต้สำนึกของพี่ภพต่างหากค่ะ... ยามที่พี่ภพประจันหน้ากับพิมพ์ ความรู้สึกผิดบาปต่อการละเลยหน้าที่สามีในอดีต ความเสียใจที่เห็นพิมพ์หันไปหาภัทร์ และความประหม่าหวาดกลัวอย่างรุนแรงว่าจะล้มเหลวอีกรอบ ทั้งหมดนี้มันกลายเป็นความเครียดระดับสูงสุดสะสมอยู่ในสมองส่วนกลาง ยามที่ต้องการเริ่มขยับรักกับพิมพ์ ระบบประสาทอัตโนมัติของร่างกายจึงประเมินว่านี่คือสถานการณ์อันตรายและตึงเครียดเกินรับไหว มันเลยสั่งปิดระบบการตอบสนองทางเพศทันทีเพื่อปกป้องสภาพจิตใจของพี่ภพเอง อาการหดตัวเฉียบพลันนี้จึงเกิดขึ้นเพราะความกดดันและความรักที่อยากจะแก้ไขอดีตมากเกินไปต่างหากค่ะ”
พราวขยับมือไปวางบนหัวเข่าของภพอย่างให้กำลังใจ “และสำหรับพี่ภพ... การที่มีภัทร์คอยเฝ้ามองอยู่ใกล้ๆ และการร่วมรักสี่คนในค่ำคืนนี้ แม้พราวจะพยายามลดเกราะป้องกันในสมองของพี่ด้วยความแปลกใหม่ทางสรีระ แต่มันก็ยังไม่เพียงพอที่จะทลายความละอายใจสะสมที่สลักลึกมานานสี่ปี ยิ่งพี่ภพตั้งความหวังไว้สูงว่าการบำบัดริมทะเลระยองในครั้งนี้จะต้องสำเร็จ ยิ่งทำให้ระบบประสาทส่วนกลางของพี่ตึงเครียดมากขึ้นไปอีก พอเริ่มจะเข้าไปในตัวพิมพ์ สมองก็ฉายภาพฉากชู้รักและปมความล้มเหลวเดิมๆ ขึ้นมาขัดขวางทันที มันคือกระบวนการป้องกันตัวเองที่สมองสร้างขึ้นมาโดยที่พี่ภพไม่สามารถใช้พลังใจควบคุมได้เลยค่ะ”
ภพหลับตาลงนิ่งระงับอารมณ์ความเจ็บปวด คำอธิบายของพราวช่วยไขข้อข้องใจและล้างความละอายใจในความพิการของร่างกายไปได้บ้าง แต่ความเจ็บแปลบที่ลึกซึ้งในอกยังคงไม่จางหาย “แล้วพี่ควรทำยังไงต่อไปพราว... พี่อยากหาย พี่รักพิมพ์... พี่ไม่อยากเป็นไอ้หน้าตัวเมียที่ไร้น้ำยาแบบนี้อีกแล้ว...” ชายหนุ่มสารภาพออกมาเสียงสั่นระรัว
ภัทร์ที่นั่งอยู่ขอบเตียงหันมามองพี่ชายด้วยสายตาเจ็บปวดปนสงสาร “พี่ภพ... ผมขอโทษ... ถ้าไม่มีผมเข้ามาวุ่นวายเรื่องนี้ พี่ก็คงไม่ต้องทนทุกข์และรู้สึกผิดบาปขนาดนี้”
“ไม่ใช่ความผิดของแกทั้งหมดหรอกภัทร์...” ภพเอ่ยตอบน้องชายเสียงแผ่วเบาแต่อ่อนลงกว่าเดิม “พี่บกพร่องเอง... พี่เป็นคนผลักไสพิมพ์ให้โดดเดี่ยวจนแกต้องเข้ามาทำหน้าที่แทน... พี่รู้ตัวดี”
พราวมองภาพการเปิดอกพูดคุยของสองพี่น้องด้วยความรู้สึกยินดีเล็กๆ ท่ามกลางวิกฤต เธอรู้ดีว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการคลายปมทิฐิ แม้กิจกรรมทางกายในคืนนี้จะประสบความล้มเหลวลงอย่างสิ้นเชิง แต่ทางด้านจิตใจและความสัมพันธ์พวกเขากลับลดกำแพงหนาของความแค้นลงไปได้อีกก้าวใหญ่
“ฟังพราวนะคะทุกคน...” พราวเอ่ยขัดบทสนทนาอันตึงเครียดของสองพี่น้องด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น “แผนการบำบัดแบบนอกกรอบริมทะเลระยองของเราในครั้งนี้พราวถือว่าเราได้ผลลัพธ์ที่ดีในระดับหนึ่งแล้วค่ะ อย่างน้อยเราก็รู้สาเหตุที่แน่ชัดว่ากลไกป้องกันตัวของพี่ภพมันแข็งแกร่งขนาดไหน และเราก็ได้พิสูจน์แล้วว่าการกดดันตัวเองอยู่บนเตียงนี้รังแต่จะทำร้ายจิตใจของทุกคนให้ยับเยินไปเปล่าๆ พราวอยากเสนอให้พวกเราหยุดการบำบัดรักษาทางกายกันเองในรูปแบบนี้ไว้เพียงเท่านี้ก่อนค่ะ ลดความคาดหวังและความโกรธแค้นในอดีตลงไปให้หมด”
พราวเว้นจังหวะกวาดสายตามองทั้งสามคนช้าๆ “วันพรุ่งนี้... พวกเราเดินทางกลับกรุงเทพมหานครกันเถอะค่ะ พราวจะแนะนำคลินิกแพทย์เฉพาะทางระบบทางเดินปัสสาวะและสถาบันบำบัดเพศศาสตร์การเจริญพันธุ์ระดับประเทศให้พี่ภพได้เข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด มีเครื่องมือบำบัดกระตุ้นระบบประสาทที่เป็นวิทยาศาสตร์และมีระบบการรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์สากล การรักษาภายใต้การดูแลของคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยฟื้นฟูระบบประสาทสั่งการของพี่ภพได้อย่างถูกจุดและปลอดภัยกว่าการที่เรามานั่งเดาสุ่มบำบัดรักษากันเองแบบนี้ค่ะ ดีกว่าที่พวกเราจะต้องมานั่งทนเห็นน้ำตา ความเจ็บปวด และความอับอายขายหน้าบนผืนเตียงนอนนี้วนเวียนไปไม่มีวันสิ้นสุด”
คำแนะนำของพราวชโลมจิตใจที่แหลกสลายของทุกคนให้พอมีจุดหมายและทางไปต่อ แพรพิมพ์พยักหน้าเห็นด้วยแผ่วเบาพลางเอื้อมมือไปจับมือหนาของภพเอาไว้บีบเบาๆ เพื่อส่งความรัก “พิมพ์เห็นด้วยกับพราวค่ะพี่ภพ... พิมพ์ไม่อยากกดดันพี่อีกแล้ว กลับไปรักษาตัวกับคุณหมอเฉพาะทางที่กรุงเทพฯ ดีกว่านะคะ พิมพ์จะอยู่ข้างๆ พี่ จะคอยดูแลพี่เองค่ะ ไม่ว่ามันจะใช้เวลานานแค่ไหนก็ตาม”
ภพสบตามองมือของภรรยาที่เกาะกุมมือของตนเอาไว้ ความอบอุ่นที่อุ่นซ่านผ่านฝ่ามือเรียวช่วยปัดเป่าความเหน็บหนาวในขั้วหัวใจไปได้หลายส่วน ชายหนุ่มพยักหน้ารับอย่างเหนื่อยอ่อน “อืม... พี่ตกลงพราว พี่จะกลับไปรักษากับหมอเฉพาะทางตามที่พราวแนะนำ... พี่ขอโทษนะพิมพ์ ขอโทษที่คืนนี้ทำให้ทุกอย่างพัง... ขอโทษนะภัทร์”
ภัทร์สูดลมหายใจลึกข่มความเศร้าสะเทือนใจ ยิ้มบางส่งให้พี่ชาย “ไม่เป็นไรครับพี่ภพ... แค่พี่พร้อมสู้ต่อ ผมก็ดีใจแล้วครับ”
แม้บทสนทนาจะจบลงด้วยความเข้าใจและการหันหน้าเข้าหากันเพื่อหาทางออก แต่ความบอบช้ำทางจิตใจที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนี้กลับไม่สามารถจางหายไปได้ในทันที มวลความตึงเครียดเบาบางลงแต่ถูกแทนที่ด้วยความเงียบสงบอันหดหู่ใจ ค่ำคืนที่เหลือดำเนินต่อไปอย่างเชื่องช้าทรมาน
บนเตียงนอนใหญ่สีขาวผืนเดิมที่เคยอบอวลไปด้วยรสสวาท บัดนี้กลับมีเพียงร่างของคนทั้งสี่ที่นอนหันหลังให้แก่กันและกันในความมืดสลัว แพรพิมพ์นอนตะแคงหันหน้าออกไปทางหน้าต่างกระจกบานใหญ่ ดวงตากลมโตจ้องมองหยาดฝนปนเกลียวคลื่นทะเลที่ซัดสาดกระทบฝั่งด้านนอกด้วยหัวใจที่ล่องลอยและเหนื่อยล้า ภพนอนราบจ้องมองเพดานสลัวสลับกับการหันไปมองแผ่นหลังบางของภรรยาที่เขาไม่สามารถโอบกอดได้อย่างเต็มรักด้วยความทรมานใจ ภัทร์นอนอยู่ขอบเตียงฝั่งขวาหันหลังให้แก่พี่ชายและพี่สะใภ้ ดวงตาหลับลงพร้อมความคิดสับสนเรื่องศีลธรรมและความสัมพันธ์ซับซ้อนที่ครอบงำจนนอนไม่หลับ ขณะที่พราวนอนอยู่ริมเตียงอีกฝั่งถอนหายใจยาวกังวลถึงกระบวนการรักษาระยะยาวในเมืองกรุงที่จะเริ่มต้นในวันพรุ่งนี้
ไม่มีสัมผัสอ่อนโยน ไม่มีคำกระซิบหวานหู หรือฉากรักอันเร่าร้อนร้อนแรงดำเนินต่อ มีเพียงความหนาวเหน็บและเศษซากความพยายามบำบัดรักสี่เส้าที่จมลงสู่ก้นบึ้งของค่ำคืนอันเงียบงันริมทะเลระยอง ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกตัดขาดลงด้วยการหันหลังให้กันจนกระทั่งแสงตะวันแรกของเช้าวันใหม่จะสาดส่องเข้ามาเพื่อพากลับสู่ความเป็นจริงอันแสนไกลในกรุงเทพมหานคร