ในมื้ออาหารเย็นของวันนั้น สมาชิกทุกคนภายในบ้านล้วนต้องมาร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน สิ่งนี้เป็เหมือนธรรมเนียมอย่างหนึ่งของตระกูลเทวราช
ถึงต่อให้จะยุ่งมากขนาดไหนก็ต้องมาหาคุณย่าทวดอย่างช่อม่วงให้ได้ อย่างน้อยก็เพื่อทำให้เธอรับรู้ว่าตนเองสำคัญต่อลูกหลานมากขนาดไหน
ก็อย่างที่บอก ทุกอย่างในตระกูลนี้ล้วนเป็เงินเป็ทองกันหมด
ในคืนนี้เขมจิราก็ต้องมาร่วมทานอาหารด้วยเช่นกัน
ทันทีที่เดินมาถึงโต๊ะก็ต้องถูกจับจ้องด้วยสายตาของคนในตระกูล โดยเฉพาะสายตาอดีตพ่อแม่สามีที่แสดงออกถึงความไม่พอใจได้อย่างชัดเจน
ขณะที่กำลังทานอาหารท่ามกลางความเงียบอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งเอ่ยถามขึ้นมา
“่นี้เป็อย่างไรบ้างล่ะเขมจิรา” ช่อม่วงถามเสียงราบเรียบ ขณะที่มือหั่นสเต๊กปลาอย่างช้าๆ
“ก็ดีค่ะ บัลลังก์เริ่มปรับตัวกับบ้านหลังนั้นได้แล้ว”
“แล้วเธอคิดจะอยู่ที่นั่นนานเท่าไหร่ล่ะ” ช่อม่วงถามซ้ำ
“เขมเองก็ยังไม่กำหนดเวลาที่ชัดเจนค่ะ อยากจะให้บัลลังก์ได้พักผ่อนสักหน่อย”
“หมายความว่าอย่างไรที่บอกว่า้าให้เขาพักผ่อน อยู่ที่คฤหาสน์นี้แล้วเขาไม่ได้พักผ่อนงั้นเหรอ หรือว่ามีใครทำอะไรเขา”
ช่อม่วงตวัดสายตามองไปที่เขมจิรา แม้จะไม่ได้คาดคั้นอะไรแต่กลับทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัดไปหมด บารมีและความเยือกเย็นของเธอกำลังแผ่ซ่านไปทั่วทั้งโต๊ะอาหาร
อีกแล้ว... ฉันต้องเจอกับคนแบบนี้อีกแล้ว
“เขมแค่อยากจะพาบัลลังก์ออกจากสภาพแวดล้อมเดิมๆ เพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆ เขากลับต้องได้รู้ความจริงมากมาย”
“เป็เพราะเธอเองไม่ใช่เหรอที่ผลักเขาไปยืนอยู่จุดนั้น ถ้าเธอไม่ทำเขาก็คงจะยังเป็บัลลังก์คนเดิม”
อีกฝ่ายกำลังผลักความผิดทั้งหมดมาที่เธอ
“คุณย่าทวดครับ ถึงผมจะเป็เด็กแต่ผมเข้าใจทุกอย่าง” บัลลังก์เอ่ยแทรกขึ้นมา เมื่อเห็นว่าแม่ของเขากำลังถูกคุณทวดซักไซ้
“ผู้ใหญ่พูดกันอยู่ เด็กอย่าแทรก” ช่อฟ้าเอ่ยเตือน
“แต่-”
เขมจิราหันไปมองลูกชาย พร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ เชิงบอกเป็นัยให้เด็กน้อยอย่างเขาเงียบจะดีกว่า
“ดูพฤติกรรมของบัลลังก์ตอนนี้สิ ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยเป็แบบนี้มาก่อนเสียด้วยซ้ำ เธอคงจะไม่เคร่งครัดเื่มารยาทเหมือนแต่ก่อน เห็นทีฉันคงจะต้องดูแลเขาด้วยตัวเอง”
การที่อีกฝ่ายเอ่ยปากเช่นนี้ นั่นแปลว่าเธอคง้าตัวของบัลลังก์กลับมา
ทุกคนบนโต๊ะถึงกับต้องเงียบปาก เมื่อคุณย่าทวดเอ่ยปากถึงขั้นนี้ ในอดีตแม้จะไม่ได้โปรดปรานเขมจิราแต่ก็ไม่ได้เมินเฉยต่ออีกฝ่าย ทว่าตอนนี้กลับสามารถพูดหักหน้าหลานสะใภ้อย่างไร้ความปรานี
ดูเหมือนว่าความอดทนของช่อม่วงจะหมดลงแล้ว
เขมจิรารู้ดีว่าหากมาที่นี่เธอคงต้องเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้ การที่อีกฝ่ายพูดจาเชิงเป็ห่วง เต็มไปด้วยถ้อยคำเห็นอกเห็นใจแต่เนื้อในจริงๆ กลับไม่ได้หมายความเช่นนั้น
ช่อม่วงไม่ได้โวยวายเหมือนกระรัต ไม่ได้ชอบพูดจาดูถูกเหมือนรานี และไม่มีความอ่อนแอเหมือนนภา
“คุณย่าทวดพูดถูกต้องเลยค่ะ เขมรู้ว่าคุณย่าทวดเป็ห่วงเื่ของบัลลังก์ แต่ตอนนี้เขายังคงซุกซนตามประสาเด็กทั่วไป ด้วยนิสัยของเขาคงจะสร้างความหนักใจให้กับคุณย่าทวดได้ เอาเป็ว่าให้เขมดูแลเขาไปก่อนดีกว่าค่ะ ในอนาคตถ้าเขารู้จักวางตัวให้ดีเมื่อไหร่ค่อยให้มาสานต่อบริษัทก็ยังไม่สายไปจริงไหมคะ”
เขมจิราสรุปเองเสร็จสรรพ หากเธอปล่อยให้อีกฝ่ายมีอำนาจในตัวของบัลลังก์ขึ้นมา นั่นแปลว่าเธอจะต้องสูญเสียลูกชายไปตลอดกาล
สำหรับที่แห่งนี้ หากอยากจะอยู่รอดก็ต้องเป็ที่หนึ่งเท่านั้น
“แต่เื่ธุรกิจเป็เื่ที่รอไม่ได้ ในภายภาคหน้าบัลลังก์มีโอกาสที่จะได้ขึ้นเป็ผู้นำคนต่อไปของตระกูล ฉัน้าที่จะมั่นใจว่าลูกชายของเธอสามารถดูแลธุรกิจเหล่านี้ได้เป็อย่างดี”
ทุกคนบนโต๊ะถึงกับต้องใกับคำพูดนั่นของช่อม่วง เื่ที่จะให้เขาเป็ผู้นำคนต่อไปของตระกูล แม้พอจะทราบว่าเธอเห็นความสามารถภายในตัวของบัลลังก์ แต่ไม่คิดว่าจะชัดเจนมากขนาดนี้ จนกระทั่งลืมหลานรักอย่างช่อฟ้าไปได้
“คุณย่าคะ ถ้าพี่เขมอยากให้บัลลังก์อยู่ด้านนอกก็ปล่อยเขาไปเถอะค่ะ เื่แบบนี้ไม่เห็นต้องบังคับกันเลย เดี๋ยวเผื่อวันหนึ่งบัลลังก์หาเื่มาให้-” ช่อฟ้าเอ่ย
“อย่าคิดจะมากล่าวหาหลานชายของฉันแบบมั่วๆ เด็ดขาด บัลลังก์เขาไม่ใช่เด็กแบบเธอนะช่อฟ้า” รานีรีบแย้ง
“เด็กแบบช่อฟ้าแล้วมันจะทำไม!” หญิงสาวรีบโต้กลับ
“หึ สองสามวันก่อนก็คงจะรู้ตัวดีว่าไปทำอะไรมา อย่าให้ลุงต้องสาธยายถึงเื่ของเธอบ้างก็แล้วกัน” วศินเอ่ยบ้าง ก็แค่ไม่อยากจะถือสาหาความเด็กแบบช่อฟ้าก็เท่านั้น
เขมจิราเลิกคิ้วมองด้วยความสงสัย แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้เอ่ยอะไรแต่จากประสบการณ์ในสองชีวิตที่ผ่านมา เธอพอจะรู้มาบ้าง
เด็กคนนี้เล่นยา
หลังจากที่คุณย่าทวดช่อม่วงจากไป ช่อฟ้ายังคงหลงในอำนาจของตัวเอง คิดว่าจะยังคงมีคนคอยปกป้องตัวเองจากพฤติกรรมแย่ๆ ของตัวเอง และนั่นก็เป็สิ่งที่เขมจิราต้องคอยตามเช็ดตามล้างไม่หยุด
“เื่นี้ฉันเห็นด้วยกับน้องรานีนะคะคุณแม่ ถ้าคุณแม่้าให้บัลลังก์เป็ผู้นำคนต่อไป ก็ควรให้เขากลับเข้ามาในตระกูลดีกว่า ใช่ไหมจ๊ะรานี” กระรัตหันไปเอ่ยกับน้องสะใภ้
รานีเบ้ปากไม่สนใจคำพูดของพี่สะใภ้ ก่อนนี้นี้กระรัตเลือกเปลี่ยนฝ่ายไปสนับสนุนช่อฟ้าและเมฆา ทำตัวไม่เห็นหัวเธอและสามีเสียด้วยซ้ำ แต่ในวันที่รู้ว่าคุณย่าทวด้าจะให้บัลลังก์ขึ้นเป็ใหญ่ อีกฝ่ายกลับมาเลียแข้งเลียขาเธอไม่หยุด
น่าสมเพชสิ้นดี
ช่อฟ้ารีบหันไปของความช่วยเหลือจากพี่ชายและแม่ของเธอ หากว่าเป็เื่ของสมบัติ แน่นอนว่าจะให้ปล่อยบัลลังก์ไม่ได้เด็ดขาด อีกทั้งตอนนี้พี่ชายของเธอยังคงเป็คนดูแลเื่ต่างๆ ด้วยซ้ำ หากพิสูจน์ตัวเองให้คุณย่าเห็นได้ แน่นอนว่าตำแหน่งก็จะตกเป็ของครอบครัวเธอ
ช่อฟ้าทนไม่ไหวกับนิสัยอวดดีของรานีและวศินอีกแล้ว
“พี่เมฆากับคุณแม่ช่วยพูดอะไรสักหน่อยสิคะ ตอนนี้คุณย่าอาจจะเลอะเลือนไปบ้าง พวกเราควรเรียกเตือนสติเธอ!”
“นี่เธอกล้าว่าคุณแม่เลอะเลือนงั้นเหรอ!” วศินสวนกลับ
“ก็แล้วทำไมจะไม่จริงล่ะ! เด็กแบบนี้จะดูแลอะไรได้” ช่อฟ้าจ้องมองบัลลังก์ด้วยความโกรธเกรี้ยว ทั้งที่พี่ชายของเธอพยายามขนาดนี้แท้ๆ แต่กลับโดนเด็กเหลือขอคนนี้แย่งผลงานไปหมด
“ที่จริงแล้วตำแหน่งนี้ควรจะตกเป็ของบัลลังก์ั้แ่แรกเสียด้วยซ้ำ ครอบครัวของเธอไม่มีสิทธิ์มาพูด”
“แล้วตอนนี้เป็ไงบ้างล่ะ คนที่ตายไปกับชู้แบบพี่ทักษ์น่ะเหรอที่คู่ควรกับตำแหน่งนี้!”
“ช่อฟ้า!”
หลายคนบนโต๊ะอาหารตะคอกเอ่ยชื่อช่อฟ้าเสียงดังลั่น ไม่เว้นแม้กระทั่งเมฆาและช่อม่วง
“กะ ก็ช่อฟ้าพูดความจริง”
“แล้วเธอล่ะไปทำอะไรมาบ้าง เมื่อคืนก่อนๆ ยังเมาไม่ได้สติเหมือนพวกขายตัวข้างถนน แถมยังกล้าไปเล่นยาพวกนั้นอีก คนแบบนี้น่ะเหรอที่จะขึ้นมาดูแลตระกูลได้” รานีไม่ยอมอีกต่อไป หากว่าเด็กคนนี้ยังพูดจาให้ร้ายลูกชายเธออีก “นภา เธอต้องใส่ใจกับลูกสาวให้มากกว่านี้หน่อยนะ ก่อนที่จะกู่ไม่กลับ”
“ค่ะ ค่ะพี่” นภารีบผงกหัวรับคำ รู้สึกอับอายกับพฤติกรรมของลูกสาวคนนี้
“แม่!” ช่อฟ้าหันไปโวยวาย
“ที่ต้องมานั่งทานอาหารอยู่ที่นี่ก็คงเป็เพราะโดนกักบริเวณล่ะสิ ไม่ไหวเลยจริงๆ นะช่อฟ้า ป้าอดห่วงเราไม่ได้เลย” กระรัตเอ่ยบ้าง
“คุณป้าห่วงเื่ลูกชายของตัวเองดีกว่าค่ะ ตอนนี้ไม่รู้ว่าไปนอนเกลือกกลั้วกับผู้ชายคนไหนอยู่หรือเปล่า เอ๊ะ หรือว่าควรต้องห่วงสุขภาพของคุณลุงวิษณุดีล่ะคะ ได้ยินว่าสัปดาห์ก่อนเข้าโรงพยาบาลเพราะดื่มมากเกินไปนี่!”
ช่อฟ้าเอ่ยอย่างไม่ยอมแพ้ หากมีคนทำร้ายกับเธอ ไม่ว่าจะทางวาจาหรือการกระทำ แน่นอนว่าจะต้องเอาคืนให้สาสม ไม่เว้นแม้กระทั่งคนในครอบครัว
กระรัตถึงกับสะอึกกับคำพูดของหลานสาว ใบหน้าเริ่มแดงจากการอับอาย เพราะสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมานั้นเป็ความจริงทั้งหมด
“ทุกคนพอกันเถอะนะครับ วันนี้เรามาที่นี่ก็เพื่อทานอาหารร่วมกับคุณย่า ไม่ใช่มาเพราะ้าทะเลาะกัน” เมฆาที่นั่งเงียบมานานเอ่ยขึ้น พร้อมกับมองไปที่เขมจิราอย่างห่วงใย
ในตอนนี้ทุกคนต่างเอาแต่เงียบ ไม่มีใครพูดอะไรออกมา ความน่าอึดอัดใจก่อตัวมากขึ้นเรื่อยๆ คล้ายกับว่าการทานอาหารเย็นมื้อนี้จะล่มไม่เป็ท่าเสียแล้ว
ซึ่งนั่นเป็สิ่งที่เขมจิราไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย เธออยู่กับครอบครัวนี้มาทั้งสองชีวิต เห็นนิสัยของทุกคนอย่างทะลุปรุโปร่ง อีกทั้งเหตุการณ์นี้คงต้องขอบคุณช่อฟ้าเสียด้วยซ้ำที่ทำให้เกิดขึ้น
ไม่อย่างนั้นเธอและลูกชายคงโดนไล่ต้อนอย่างจนมุมแน่
เขมจิรามองลูกชายที่นั่งอยู่ข้างๆ แม้เด็กคนนี้จะพยายามไม่แสดงสีหน้าท่าทางอะไร แต่เธอรู้ดีว่าภายในใจของเขาคงเต็มไปด้วยความเ็ป จึงไม่รอช้ายื่นมือไปจับมือของเด็กชายเอาไว้หลวมๆ พร้อมกับใช้นิ้วโป้งเกลี่ยที่ฝ่ามือเขาอย่างช้าๆ คล้ายกับกำลังปลอบใจ
“ทานอาหารต่อกันได้แล้ว เื่ที่พูดวันนี้ก็ให้มันจบที่ตรงนี้ซะ ไม่ต้องเก็บคำพูดพวกนั้นมาใส่ใจกันอีก”
ช่อม่วงเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ นี่เป็สิ่งที่เธอจะสามารถช่วยหลานสาวคนโปรดได้ เพราะอีกฝ่ายดันไปจี้ปมของทุกคนเข้าเสียแล้ว
แม้ว่าครอบครัวของกระรัตและรานีจะไม่พอใจมากแค่ไหน แต่ในเมื่อนี่คือคำสั่งของแม่สามี พวกเธอจึงต้องจำใจยอมรับเสียั้แ่ตอนนี้
ส่วนเื่ที่ช่อม่วง้าให้บัลลังก์กลับเข้ามาอยู่ในตระกูลนั้นยังไม่ได้ข้อสรุป คืนนี้เขมจิราและลูกชายจึงสามารถกลับบ้านของตัวเองได้อย่างปลอดภัย
ขณะที่สองแม่ลูกกำลังจูงมือกันเดินไปที่รถอยู่นั้น กลับมีเสียงเรียกหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“เขมหยุดก่อน” เมฆาเอ่ยเรียกเธอ พร้อมกับวิ่งหน้าตั้งมาหาด้วยอาการเหนื่อยหอบ
“มีอะไรหรือเปล่า”
“เื่วันนี้เธอเอาคิดมากเลยนะ ทุกคนในบ้านก็เป็แบบนั้นกันหมดนั่นแหละ” เมฆาไม่อาจปิดบังความเป็ห่วงได้ ก่อนจะย่อตัวลงไปพูดกับหลานชาย “บัลลังก์ก็อย่าคิดมากเหมือนกันนะรู้ไหม”
“คุณอาเมฆากำลังหมายถึงคำพูดของน้องสาวคุณอาใช่หรือเปล่า” บัลลังก์เอ่ยถามตรงๆ
“อะ อืม อาหมายความแบบนั้น” เขาชะงักเล็กน้อย
“เื่นี้ฉันไม่เก็บมาใส่ใจหรอก ต้องขอบคุณช่อฟ้าเสียด้วยซ้ำที่ก่อเื่ขึ้นมา” เขมจิราตอบไปตามตรง
“อย่าพูดแบบนั้นสิเขม นี่เธอจะไม่กลับมาอยู่ที่ตระกูลจริงๆ งั้นเหรอ”
“ฉันบอกคำตอบนายไปหลายครั้งแล้วเมฆา”
“แล้วบัลลังก์ล่ะ ไม่อยากกลับมาอยู่ที่นี่แล้วงั้นเหรอ” เมฆาเปลี่ยนไปถามหลานชายตัวน้อยแทน บางทีเขาอาจจะเปลี่ยนใจแม่อย่างเขมจิราได้
“ผมจะอยู่กับแม่ครับ” เขาตอบชัดเจน
เมฆาพยักหน้าเข้าใจ เผลอคิดไปเองว่าเขมจิราคงจะยังไม่หายโกรธตระกูลเทวราชอยู่อีก
“งั้นก็ตามใจทั้งสองคน แต่อย่าลืมนะว่าเธอยังมีฉันคอยช่วยอยู่ ถ้าขาดเหลืออะไรก็บอกมาได้ตลอดเวลานะ” เขามองไปที่คนตรงหน้าด้วยความเป็ห่วง
ลมที่พลิ้วไหวพัดพาความเย็นเข้ามา ปลายเส้นผมบางส่วนเคลื่อนมาตรงหน้าของเธอ ปิดบังใบหน้าสวยเอาไว้ แม้ในใจอยากจะยกมือเข้าไปเกลี่ยผมสลวยนั้นออกไป ทว่ากลับต้องห้ามใจเอาไว้
“ขอบใจมาก ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันกับลูกชายขอตัวก่อน”
“เอาไว้ฉันจะไปเยี่ยมที่บ้านนะ” เมฆาเอ่ยตามหลังทั้งสองคน
จากใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนเมื่อครู่ เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนจากไปแล้ว ไม่นานกลับมีรอยยิ้มปรากฏ มือข้างหนึ่งถูกยกขึ้นสายไปมาเป็สัญลักษณ์การบอกลา