#วันจันทร์สีชมพู 7
(อ้อมไปก็เสียเวลา เพราะเราไม่เข้าใจ ให้พูดตรง ๆ ไปเลยดีกว่า)
“ไปทานข้าวได้แล้วค่ะ”
(ไปหาได้ไหม)
“เอ่อ เรามากับเลขาอ่ะ ไม่สะดวกขอโทษนะคะ”
(ไม่เป็ไรครับ แต่วันนี้ผมมีธุระไม่ได้รอเจอเลย)
“เราก็มีนัดกับลูกค้าค่ะ”
(งั้นเหรอ กลับดึกไหมเสร็จธุระผมจะได้ไปรับ)
“ไม่เป็ไรค่ะ เธิร์สบอกจะเข้ามารับค่ะ วันนี้จะกลับบ้าน”
(ถ้ายังไงส่งข้อความบอกผมด้วยนะครับ)
“ได้ค่ะ เดี๋ยวเราวางก่อนนะคะ คุณก็ไปทานข้าวได้แล้วนะ”
(ครับ เจอกันพรุ่งนี้นะครับ คิดถึงนะ...) ประโยคสุดท้ายเขาพูดเบาๆ แต่ฉันก็ยังได้ยิน มุมปากยกขึ้นด้วยความเขินอาย
“เ้านายของพี่แอบมีแฟนแล้วเหรอคะเนี่ย” พี่กั้งเลขาสุดสวยของฉันเอ่ยแซวทันทีเมื่อเห็นอาการฉันหลังจากวางสายจากอีกฝ่าย
“อะไรกันคะ ไม่มีค่ะอย่าไปรายงานเฮียไชน์เชียวนะคะ” ฉันเอ่ยดัก พี่กั้งหัวเราะชอบใจใหญ่เมื่อถูกจับทางได้ว่าแอบรายงานเื่ฉันให้เฮียได้รู้ ฉันไม่ได้อะไรหรอกนะรู้และเข้าใจว่าเฮียเป็ห่วงเลยให้พี่กั้งช่วยดูแล เมื่อถึงร้านอาหารเราก็สั่งอาหารมาทานกัน ระหว่างนั่งก็มีข้อความจากคุณหมอส่งเข้ามาหาเรื่อย ๆ เขาถ่ายรูปอาหารที่เขาทานรวมถึงหน้าหล่อ ๆ ของเขาพร้อมกับบอกกับฉันว่าทานข้าวให้อร่อย และย้ำว่าให้ทานเยอะ ๆ เพียงแค่ประโยคง่าย ๆ ไม่กี่ประโยคของเขา สามารถทำให้ฉันใจเต้นแรงตึกตักได้เป็อย่างดีเลยล่ะ ตอนนี้ฉันเองก็จำไม่ได้ว่ารู้จักเขามานานแค่ไหนกันแล้วเหมือนเขาค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวันของฉันเรื่อย ๆ เขาเองก็ใส่ใจเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ได้ล้ำเส้นอะไรมากแต่ที่ชัดเจนคือการกระทำของเขา เขาให้เกียรติฉันมากเลยล่ะ มากเสียจนเธิร์สยังเลิกตั้งแง่กับเขา แต่พี่ชายอีกสองคนยังไม่รู้เื่คุณหมอมากนัก เพราะ่หลัง ๆ มาเราไม่ค่อยได้เจอกันเลยไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังมากนัก
“คุณจันทร์ วันอาทิตย์นี้คุณเธิร์สมีแข่ง คุณจันทร์จะไปให้กำลังใจไหมคะ”
“ไปค่ะ ไม่ไปน้องงอนแน่ ๆ เลย รายนั้นชอบงอนว่าไม่ยอมไปให้กำลังใจ”
“คงอยากให้พี่สาวไปดูน่ะค่ะ”
“เดี๋ยวจะไปจับเธิร์สว่าแอบมีแฟนหรือเปล่า ่นี้หายเงียบไม่ยอมติดต่อมาเลย”
“ว่าแต่คุณเธิร์สนะคะ คุณจันทร์เองก็ติดโทรศัพท์มากขึ้นนะคะ สงสัยที่มีหนุ่ม ๆ มาจีบท่าจะจริง”
งานแข่งรถที่เธิร์สเดย์ร่วมลงแข่งตรงกับวันอาทิตย์ ซึ่งฉันเองก็ว่างจึงเดินทางมาร่วมให้กำลังใจน้องชายโดยมีคุณหมอห้องข้าง ๆ มาด้วย เขาเองก็ชื่นชอบรถอยู่ไม่น้อย พอรู้ว่าจะมาเขาก็อาสาขับรถมาให้ รถเขาเองก็แพงมากเลยล่ะแอบเช็คราคามาก็หลายหลักอยู่เหมือนกัน
“หิวหรือเปล่าครับ แวะทานอะไรก่อนไหม?” คุณหมอเอ่ยถามโดยที่สายตายังจับจ้องไปยังท้องถนน
“ไม่ค่ะ คุณหมอหิวไหม”
“ไม่ครับ แล้วเมื่อไหร่จะเลิกเรียกคุณหมอ ผมบอกแล้วไงว่าให้เรียกว่าอะไร”
“ก็ยังไม่กล้าเรียก เรียกแบบนี้ง่ายกว่าค่ะ”
“เรียกพี่ง่ายกว่าอีก” เขาบ่นเสียงเบา แต่ฉันยังได้ยิน ใช่แล้วล่ะ เขาให้ฉันเรียกว่าพี่แต่ใครจะไปกล้าเรียกล่ะ ฉันคนหนึ่งที่ไม่กล้า
“มันเดย์เตรียมกล้องมาด้วยเหรอ?”
“ใช่ค่ะ จะถ่ายรูปเธิร์สเก็บไว้ค่ะ”
“ดีจังเลย สนับสนุนน้องในสิ่งที่ชอบ”
“ค่ะ เขาชอบเราเองก็ไม่อยากห้าม ห่วงมากเลยล่ะเวลามีแข่งถ้าว่างก็จะมาดู แล้วคุณหมอชอบไหม...”
“ชอบครับ”
“ใช่ไหมคะ...”
“ครับ ชอบคุณน่ะ...”
เขินแฮะ จู่ ๆ มาบอกว่าชอบแบบนี้ มันไม่ได้ค่ะคุณหมอ!!!
“รู้หรือยังครับว่าผมชอบ” พอฉันนิ่งไปเขาก็เอ่ยถามพร้อมกับมือที่ยื่นมาลูบที่ผมเบา ๆ
“ก็ รู้ค่ะ”
“รู้แล้วยังไงครับ อึดอัดหรือเปล่าหรือไม่ชอบที่ผมชอบแบบนี้” เขาถามออกมาตรง ๆ รถติดไฟแดง เป็จังหวะที่เขาหันมาสบตากับฉันอย่างตั้งใจ แววตาที่เขาใช้มองนั้นเต็มไปด้วยความจริงจังและจริงใจ ไม่มีความล้อเล่นเลยสักนิด
“ก็...”
“...”
“ไม่ได้อึดอัด แต่ก็ยังไม่ได้ชอบมาก...”
“ครับ ผมเข้าใจ ก็เพิ่งรู้จักกันไม่นานแต่ช่วยให้โอกาสผมด้วยนะครับ” อีกฝ่ายเอ่ยขัดก่อนที่ฉันจะพูดจบประโยค คุณหมอส่งยิ้มมาให้ก่อนที่จะหันกลับไปสนใจท้องถนนต่อ หลังจากที่พูดไปแบบนั้น เขาเองก็เงียบจนน่าใจหาย ฉันเองก็แอบรู้สึกผิดในใจที่สาเหตุที่เขาเงียบมาจากฉัน
“คุณหมอโกรธหรือเปล่าคะ?”
“ไม่ครับ ผมไม่ได้โกรธ อย่าคิดมากเลยนะ” เขายังดูฝืนยิ้ม
“แต่คุณหมอเงียบ”
“ผมคิดอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ”
“คุณหมอ...”
“ไม่ต้องคิดมากหรอกครับ ผมไม่เป็อะไร” สถานะเราตอนนี้เหมือนมีกำแพงที่สูงขึ้นกว่าเดิมกั้นอยู่ แม้จะยืนข้างกันตลอดการแข่งขันกลับรู้สึกเหมือนยืนอยู่คนละมุมกับคุณหมอ ฉันถ่ายรูปเธิร์สเดย์มาเยอะมาก รอบนี้น้องฉันแข่งได้อันดับที่หนึ่งซึ่งก็ตามที่คาดการณ์ไว้ เมื่อถึงเวลากลับเราทั้งสองที่นั่งรถมาด้วยกันมันเงียบซะใจฉันอึดอัด ถ้าต้องดุใครสักคนที่ทำให้ทุกอย่างเป็แบบนี้ก็คงไม่พ้นตัวฉันที่เป็ฝ่ายทำให้ระหว่างเราเป็แบบนี้ แต่ว่าฉันน่ะไม่ได้อึดอัดจริง ๆ นะที่เขามาชอบ มันเขิน มันรู้สึกดีกับเขา ถามว่าชอบไหม ชอบ ฉันบอกได้เลยว่าชอบเขาแต่มันก็ยังไม่มากพอที่จะทำอะไรมากไปกว่านี้ อาจะด้วยระยะเวลาสิ่งนี้ก็มีส่วนทำให้ฉันกลัว
“คุณหมอ...”
“เอ่อ ขอโทษนะครับขออนุญาตรับโทรศัพท์ก่อนนะครับ” ประโยคฉันหายไปเมื่อเขาเอ่ยบอกพร้อมกับโทรศัพท์ที่มีสายเข้า เขากดรับสายผ่านรถยนต์ทำให้ฉันได้ยินสิ่งที่เขาคุยกับปลายสายได้อย่างชัดเจน
“ครับหมออิง...”
(พิงค์อยู่ไหนแล้วคะ รอนานแล้วนะเรานัดกันไว้แล้วนี่)
“ขอโทษครับ กำลังจะไปรับครับ”
(แอบเทนัดอิงตลอดเลยนะ่นี้น่ะ แอบนอกใจอิงใช่ไหม)
“ไม่ใช่สักหน่อยครับ เดี๋ยวผมจะรีบกลับนะครับ”
(ได้ค่ะ เจอกันนะคะ) นอกใจอย่างนั้นเหรอ ตลกดีจัง หัวใจเจ็บจี๊ด ๆ แบบนี้เป็ความรู้สึกที่แปลกใหม่ดีเหมือนกันนะ
“เมื่อกี้คุณจะพูดอะไรนะครับ” คุณหมอหันกลับมาถามเมื่อวางสายจากคู่สนทนา
“อ้อ ไม่มีอะไรค่ะ ลืมไปแล้วค่ะ” ฉันนั่งบีบมือตัวเองแน่น ไม่กล้ามองไปทางเขาเลยสักนิด อยากชวนเขาไปทานข้าวก็ไม่กล้า เพราะได้ยินกับหูตัวเองว่าเขามีนัดแล้ว ฉันไม่อยากให้ใครมารู้สึกไม่ดีเพราะฉันหรอกนะ ฉันนั่งเงียบตลอดทางเมื่อถึงคอนโดก็รีบเอ่ยขอบคุณคุณหมอที่สละเวลาขับรถรับส่งแบบนี้ เก็บความ้าตัวเองไว้ลึกสุดหัวใจ อยากจะชวนเขาไปทานข้าวจะตายอยู่แล้วแต่บางทีตอนนี้มันยังไม่ใช่่เวลาของฉัน
“มันเดย์เป็อะไรหรือเปล่า ั้แ่อยู่บนรถแล้วนะ” คุณหมอเอ่ยถามเมื่อเรามาถึงหน้าห้องฉัน ยิ่งฉันเดินเร็วเขาก็ยิ่งก้าวให้เร็วเพื่อที่จะตามฉันให้ทัน
“ไม่ค่ะ ไม่ได้เป็อะไร ถ้ายังไงขอตัวก่อนนะคะ ขอบคุณสำหรับวันนี้ค่ะ” ฉันส่งยิ้มให้อีกฝ่ายแล้วรีบเข้าห้องพักตัวเอง ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนฉันก็ยังคงไม่เหมาะที่จะมีใครจริงๆ สินะ เพราะความขี้ขลาดของตัวเองทั้งนั้นแหละ
============
มาแล้วๆๆ มาดึกมากวันนี้ ฝากคอมเม้นด้วยนะคะ
ปล.เนื่องจากเดือนนี้เป็เดือนเกิดนา นาได้ร่วมบริจาคสมทบทุนให้กับมูลนิธิกระจกเงา ขอขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่อุดหนุนนิยาย นาจึงนำเงินส่วนหนึ่งที่ได้จากการจำหน่ายนิยายร่วมบริจาค เพื่อที่เราจะได้ทำบุญร่วมด้วยกัน ขอให้ทุกคนสุขภาพแข็งแรง ร่ำรวย มีแต่สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิตนะคะ สาธุ
ปล.2 วันเกิดนาไม่ใช่วันนี้นะคะ แต่บริจาคก่อนกลัววันจริงลืม