คำพูดนั้นของ องค์จักรพรรดิเมี่ยนจือ ราวกับระเบิดลูกใหญ่ที่ถูกจุดขึ้นใจกลางหัวใจของพวกเขา มองหน้ากัน เลิ่กลั่กไปมา สีหน้าแววตาตื่นตูมเป็นอย่างมาก แค่เรื่องจะส่งพวกเขาไปยังดินแดนเบื้องบน ก็น่าตกตะลึงไม่น้อย
แต่เรื่องที่พวกเขาตกใจมากที่สุด ก็คือใครกันที่กล้าสั่งการ องค์จักรพรรดิเมี่ยนจือ ในยามนี้ คนผู้นี้น่าจะอยู่เหนือหมู่มารเป็นแน่ แม้แต่มารหญิงยังต้องรับฟังคำของเขาคนนั้น มันจึงทำให้ จิตใจของผู้คน สั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว
เมี่ยนจือนางเอ่ยไปที่ องค์จักรพรรดิเมิ่งฉินในทันที น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความจริงจัง ไม่คิดพูดอ้อมค้อมอีกต่อไป "อีกไม่ช้า ดินแดนจันทราทมิฬจะไม่มีอยู่อีกต่อไป พวกเจ้าทุกคน จะต้องย้ายถิ่นฐาน ไม่เว้นแม้แต่ดินแดนอื่นๆ ข้าจะพูดเข้าเรื่องเลยแล้วกัน ในยามนี้โลกเบื้องล่าง เหลือเพียงดินแดน 5อาณาจักรเท่านั้น ที่ยังมีปราณพลังหลงเหลืออยู่"
เมื่อเหล่าผู้คนได้ยิน ดวงตาของพวกเขาเป็นปีติ แต่ก็แฝงมาด้วยความกังวลในเวลาเดียวกัน เมื่อรับรู้เรื่องราวที่ดินแดน ดินแดนหนึ่ง มีปราณพลังอยู่
"มันจะไม่กลายเป็นดินแดนแห่งสงครามงั้นหรือ" ผู้คนต่างพูดคุยถกเถียง ในทันใด
เมื่อเหล่าผู้คนมีท่าทีสนใจ เมี่ยนจือ นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวขึ้นมาในทันใด น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วย การข่มขู่อย่างไม่ปิดบัง "ข้าจึงอยากให้เหล่าราชวงศ์ นำพาเหล่าผู้คนให้ได้อยู่ดีกินดี หากผู้ใดคิดก่อสงครามภายในดินแดน 5อาณาจักร จะได้รับความโกรธเกรี้ยวจากข้า ...ศัตรูที่แท้จริงของพวกเราคือกลุ่มคนเบื้องบน ที่หมายตา ดินแดนเบื้องล่าง จงกลบฝังความบาดหมางทั้งหมดลงไปเสีย"
เหล่าผู้คน ต่างมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก พวกเขาทำสงครามกันมาหลายพันปี อยู่ๆ จะให้ไปอยู่ภายในดินแดนเดียวกัน ทิ้งชื่อดินแดนของตนไปมันก็ทะแม่ง อยู่ไม่น้อย
เมี่ยนจือนางที่เห็นสายตาของเหล่าผู้คน มันก็ทำให้นาง ชักมีสีหน้าลำบากใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน "หากผู้ใดไม่คิดจากบ้านเกิดไป ก็ไม่มีใครห้ามปราม แต่ข้าขอเตือนพวกเจ้าไว้อย่างหนึ่ง อย่าก่อสงครามที่นั่นเป็นอันขาด มิเช่นนั้น ผู้คนดินแดนจันทราทมิฬ จะถูกลบหายออกไปจากดินแดนเบื้องล่าง"
เหล่าฝูงชนต่างตัวเย็นเยือก เหมือนในยามนี้พวกเขาถูกมัดมือชกอย่างไรอย่างนั้น ไม่มีแม้กระทั่ง ข้อโต้แย้ง หากพวกเขาค้าน คิดทำสงครามก็เกรงว่า หญิงสาวที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขาผู้นี้ ก็ไม่คิดถือสาลงแรง กวาดล้างพวกเขาเป็นแน่ แม้แต่องค์จักรพรรดิ เมิ่งฉินยังใบหน้าบูดเบี้ยวเล็กน้อย ในหัวสมองครุ่นคิด ไม่หยุดไม่หย่อน
เมิ่งอี้นาง ที่เคยอยู่ดินแดน 5อาณาจักรมาก่อน นางฝืนยิ้มน้อยๆ ออกมา เกรงว่าดินแดนที่นาง เคยอยู่อาศัยในอีกไม่ช้าจะต้อง วุ่นวายเป็นแน่ นางชักเห็นด้วยกับความคิดของ องค์จักรพรรดิเมี่ยนจือ ขึ้นมานิดๆ 'อย่างน้อยๆ พวกเขาก็ยังสามารถฝึกฝน พัฒนาศักยภาพ ไว้รับมือศัตรูภายภาคหน้าได้' นางไม่รอช้าเอ่ยวาจาเต็มเปี่ยมไปด้วยความ คาดหวัง "ท่านพ่อ ท่านต้องนำพาเหล่าผู้คนให้ เดินไปด้านหน้า ทิ้งเรื่องในอดีต ทั้งหมดลงไปเสีย"
เหล่าเชื้อพระวงศ์เองก็เห็นด้วย "ใช่ๆ องค์จักรพรรดิ เมิ่งฉิน ดินแดนเบื้องล่าง ต้องแบกรับชะตาร่วมกัน หากมัวมาต่อสู้กันเองเกรงว่า ดินแดนเบื้องล่างจะกลายเป็นดินแดนรกร้างอย่างแน่นอน"
ขุนนางฝั่งบู๊ ต่างเงียบนิ่ง อยากจะ ค้านใจจะขาด แต่เมื่ออยู่ต่อหน้านางผู้นี้ พวกเขาจะทำอันใดได้ หากเปิดปากพูดออกไปเกรงว่าจะเป็นการ หาเหาใส่หัว
เมี่ยนจือ เมื่อนางได้ยินเหล่าผู้คน พูดคุยกันไปในทิศทางที่ดี ตัวนางก็เบาใจไปไม่ใช่น้อย ดวงตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด เริ่มเก็บอาการไม่ไหวอีกต่อไป หน้ากากหยกที่นางสิงสถิต แตกร้าวจวนจะสลายลงไปทุกที ไม่อาจยื้อเวลาได้นานกว่านี้อีกต่อไป ไม่เช่นนั้นปราณจิตของนาง ได้บาดเจ็บหนักเป็นแน่
เมี่ยนจือ นางเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียง อิดโรยน้อยๆ ในทันที "หากเจ้า มีอะไร พูดคุยกับเขาคนนั้นแล้วกัน เขาเป็นตัวแทนของข้า ปฏิบัติ กับเขาเฉกเช่นอยู่ต่อหน้า ข้า"
ทันใดที่นางเอ่ยวาจาเสร็จสิ้น กายาอี้เฉิน ก็สั่นไหวขึ้นมาน้อยๆ ปราณพลังสีดำ ราวกับดูดหายเข้าไปภายในกายาอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ร่างเงาขมุกขมัว จะค่อยๆ จางหายไปเผยให้ เห็น ร่างของเด็กหนุ่มผมขาว กายาท่อนบนเปลือยเปล่า เผยให้เห็น บาดแผลไฟไหม้ ไปทั่วกายา จนแดงฉาน ราวเหล็กร้อนที่โดนเผา ผิวหนังหลุดลอกออกมาเป็น แผ่นๆ
อี้เฉิน ที่กลับมาควบคุม ร่างได้ ดวงตาของเขา เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ที่ไม่อาจปิดบังได้ในทันที ใบหน้าบูดเบี้ยวน้อยๆ ขึ้นมาทันใด กัดฟันไว้อย่างบ้าคลั่ง ไม่ให้ร้องคำรามออกมา ก่อนเขาจะยกมือข้างหนึ่งขึ้นมามอง มือข้างนั้นถึงกับถูกแผดเผาจนไม่หลงเหลือนิ้วมือ
จนทำให้อี้เฉินถอนหายใจออกมายาวอย่างไม่รู้ตัว ผู้คนที่จับตามอง พวกเขาต่างตัวเย็นเยือก ไม่คิดเด็กหนุ่มผมขาวจะยังมีชีวิตอยู่
ขุนนางฝั่งบู๊ ที่จดจำใบหน้าอี้เฉินจากการไปทำสงครามได้ พวกเขาต่างหน้าเขียวคล้ำ ไม่คิดเชลยศึกในวันนั้น จะกลายเป็นผู้อยู่บนจุดสูงสุดในยามนี้ ประหนึ่งโชคชะตาเล่นตลกส่งเชลย มาเป็นจักรพรรดิ หนังตาของหลายๆ คน กระตุกขึ้นมาถี่ยิบ แค่นเสียงออกมาด้วยความไม่จำยอม
เมิ่งอี้ ที่เห็นเด็กหนุ่มผมขาว กายาเต็มไปด้วยบาดแผล หางตาของนางก็มีน้ำตาไหลรินขึ้นมา น้อยๆ พุ่งเข้าไปหาเด็กหนุ่มผมขาว โดยไม่มีท่าทีลังเล อยากจะเข้าไปกอดกายา เด็กหนุ่มให้หายคิดถึง แต่ทันใดนางก็ต้องผิดหวัง ทำปากพองลมออกมาอย่างไม่พอใจ แม้แต่เยี่ยฉิน ยังหนังตากระตุกน้อยๆ เมื่อเห็นเด็กหนุ่มห้าม ปรามไม่ให้เข้าใกล้
ผู้คนหลายๆ ส่วนเองก็ไม่พอใจ ถึงจะรับปากกับ องค์จักรพรรดิ เมี่ยนจือไว้ แต่จะให้มารับฟังคำของเด็กหนุ่มผมขาว เฉกเช่นนี้พวกเขาก็ไม่อาจรับได้
อี้เฉินที่ยกมือขึ้นมา ห้ามปราม เมิ่งอี้ ในยามนี้เขาไม่อยากให้ใครรู้ว่าตัวเขา บาดเจ็บหนัก ไม่สามารถรักษาบาดแผลได้อีกต่อไป รอเพียงเวลาให้ไฟเทพแผดเผา จนหมดเชื้อเพลิงเท่านั้น
"องค์หญิงเมิ่งอี้ เกรงว่าจะไม่เหมาะ"ในทันใด ที่อี้เฉินเอ่ยเตือนนางเสร็จสิ้น เขาจึงสร้างเสื้อขึ้นมาสวมใส่ ...ก่อนกวาดตามองไปที่เหล่าผู้คน ในยามนี้เหมือนว่า เหล่าผู้คนจะเดือดดาลกันอยู่ไม่น้อย มันจึงทำให้อี้เฉินขมวดคิ้วมุ่น แววตาฉายแววบ้าคลั่งขึ้นมาในทันที
เมิ่งอี้ นางเอ่ยเตือนอี้เฉินในทันใด เมื่อนาง สัมผัสได้ถึงจิตสังหารจากแววตาของเด็กหนุ่มผมสีขาว "อี้เฉิน เจ้า ใจเย็นๆ ก่อน มีอะไรค่อยๆ พูดเจรจา กันจะไม่ดีกว่าหรือ"
ขุนนางฝั่งบู๊ ถึงกับแค่นเสียงออกมาเสียงดัง "เจ้าอย่าทำเป็นได้ใจ แค่ได้รับความชื่นชอบจากองค์จักรพรรดิเมี่ยนจือ นิดๆ หน่อยๆ อย่าทำตัวโอหังไป"
อี้เฉิน เขาไม่คิด เมื่อไร้ซึ่งเมี่ยนจือ ผู้คนโดยรอบ ก็กลับกลายเป็นศัตรูของเขาเสียอย่างนั้น มันจึงทำให้เขาถอนหายใจยาวออกมา ส่งปราณจิตเข้าไปหาเมี่ยนจือ "เจ้าจะให้ข้าทำเช่นไรกับคนดินแดนของเจ้า เหมือนว่าพวกเขาจะไม่รับฟังคำสั่งของข้า แม้แต่น้อย"
เมี่ยนจือ ในยามนี้นางมีท่าที อิดโรยเป็นอย่างมาก ปากเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด แม้แต่ดวงตา ก็บ่งบอกถึงความเจ็บปวด
นางเอ่ยพูดออกไปแบบ ขอไปที "เจ้าทำตามที่เจ้าปรารถนาเถอะ ข้าชี้นำพวกเขาแล้ว หากไม่รับฟังก็ฆ่าสังหาร พวกเขาให้สิ้น ข้าจะไม่ถือโทษโกรธเจ้า"
เมื่อเหล่าผู้คน เห็นเด็กหนุ่มผมขาวยืนนิ่งหลับตา ไม่ไหวติง ใบหน้าของหลายๆ คน ก็ยกยิ้มน้อยๆ ขึ้นมา โดยเฉพาะขุนนางฝั่งบู๊ที่จับกุมตัวอี้เฉิน กลับมา พวกเขามีท่าทียินดีเป็นอย่างมาก แววตาเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์
ทันใดที่อี้เฉินลืมตาขึ้นมา เขายกยิ้มขึ้นมาด้วยความเยือกเย็น ไม่เก็บซ่อนปราณพลังในกายาไว้อีกต่อไป ปราณพลังครึ่งก้าวเทพสวรรค์ โพยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างบ้าคลั่ง จิตสังหารโหมกระหน่ำ ซัดสาดแพร่กระจายไปทั่วทิศ ทะลุทะลวงออกไปไกลหลายลี้ ประหนึ่ง อสูรร้ายย่างกรายลงมา พร้อมจะประหัตประหาร ลงทัณฑ์ เหล่าผู้คน ราวกับอยู่ท่ามกลาง ลานสังหาร
ทุกผู้คนต่างตัวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว แม้แต่เมิ่งอี้ กับคนอื่นๆ ก็ไม่มีข้อยกเว้น ต่างได้รับแรงกดดัน ทั่วหน้า นางอยากจะเอ่ยวาจาออกไป ห้ามปรามอี้เฉิน แต่ในยามนี้แรงกดดัน ครึ่งก้าวเทพสวรรค์ที่อี้เฉินปลดปล่อยออกมา ทำให้พวกเขาทุกผู้คน ต้องคืบคลานอยู่บนพื้นอย่างรวดเร็ว