นั่งรออยู่บนรถไม่นานขบวนวาณิชย์ของบ้านสกุลต่งก็เคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้านกวนปิง มีผู้คุ้มกันมากกว่า 10 คน แต่ละคนเป็ชายร่างใหญ่บึกบึน มีดาบเล่มยาวเหน็บอยู่ที่เอวพร้อมหยิบออกมาฟาดฟันหากโดนหมู่โจรปล้นสะดม
เหม่ยอิงที่นั่งอยู่บนรถหันไปมองรอบด้านด้วยความสนอกสนใจ อย่างน้อยนางก็ดูซีรีย์ออนไลน์มามาก ย่อมเห็นถึงความแตกต่างระหว่างซีรีย์และความเป็จริง
รถที่นั่งไม่สะดวกสบายนัก กระท่อนกระแท่นทำให้รู้สึกอึดอัด หลังจากนั่งได้ระยะเวลาหนึ่งนางรู้สึกว่าการเดินทางไปตามหัวเมืองต่างๆ นั้นไม่ใช่เื่น่าอภิรมย์เท่าใดนัก เพราะมันโคลงเคลงไม่สุขสบายเช่นในซีรีย์ ไม่สิหรือว่าบางทีอาจเป็เพราะรถของนางที่นั่งนั้นใช้สำหรับขนของ ไม่เหมือนกับเกี้ยวของผู้มั่งคั่งที่ด้านในเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก
ระหว่างทางหลี่จุนและน้องๆ พูดคุยเกี่ยวกับของที่อยากได้กับเหม่ยอิง
“ท่านแม่นี่คือครั้งแรกที่ข้าไปเมืองใหญ่ ฟังว่าที่นั่นมีสินค้าจำนวนมาก ข้าและน้องๆ สามารถเลือกซื้อสักชิ้นได้ไหมขอรับ”
“ได้สิลูก วันนี้แม่จะพาพวกเ้าช้อปปิ้งกระจายเลย”
“ช้อปปิ้ง...คำพิลึกนัก มันแปลว่าอย่างไรหรือท่านแม่”
ไม่ใช่แค่หลี่จุนเท่านั้นที่สงสัย เย่เฟิงและพยัคฆ์ขาวเองก็เหงี่ยหูฟังเช่นกัน เพราะเหม่ยอิงเป็ถึงเซียนแท้จริง ถ้อยคำที่นางเอ่ยย่อมต้องวิเศษกว่าผู้คนทั่วไป
เหม่ยอิงเพิ่งรู้ตัวว่าพลั้งปากไป นางเอามือป้องปากเล็กพลางหัวเราะกลบเกลื่อน “แปลว่าซื้อของนั่นแล”
“ซื้อของ...ช้อปปิ้ง อย่างนี้นี่เองข้าเข้าใจแล้วขอรับ” หลี่จุนพยักหน้า ท่องคำ -ช้อปปิ้ง- ซ้ำๆ เพราะกลัวว่าตัวเองจะลืม
“ท่านแม่ข้าอยากกินขาหมู วันนี้เข้าเมืองใหญ่ ท่านว่าเราไปนั่งกินร้านอาหารกันดีไหมขอรับ” หลี่กุ้ยไม่สนของเล่นอยู่แล้ว สำหรับเขาของกินคือดีที่สุด
“ได้สิ นานๆ ทีออกมากินข้าวข้างนอกก็ดีเหมือนกัน” เหม่ยอิงหาได้ปฏิเสธ ั้แ่ย้ายเข้ามาอยู่ในร่างผู้หญิงบ้านๆ นางนี้ที่มีชื่อเหมือนกับตนก็ได้กินเพียงข้าวต้มฝีมือเด็กๆ แล้วก็ของในที่นาตัวเอง นางอยากจะรู้นักว่าอาหารที่ถูกปรุงโดยพ่อครัวมากฝีมือในยุคเซียนจะอร่อยมากสักเพียงใด
เมื่อได้ยินคำกล่าวของเหม่ยอิงหลี่กุ้ยก็ดีใจจนเนื้อเต้น
“ท่านแม่เ้าคะ ตอนนี้เรามีบ้านใหม่แล้วแต่ห้องครัวยังว่างเปล่า เราจำเป็ต้องซื้อกระทะนะเ้าคะ นอกจากนั้นยังมีถ้วยชาม ตะเกียบและอุปกรณ์อื่นๆ ที่จำเป็ จะกินอย่างเดียวมิได้หรอกนะเ้าคะ” หลี่เหนียงมองถึงสิ่งที่ขาดไปในบ้าน นับว่านางเป็เด็กสาวที่ฉลาดหากเทียบกับหลี่กุ้ยที่ในสมองมีแต่ของกิน
“แน่นอนอยู่แล้ว และนอกจากอุปกรณ์ทำอาหารแม่ยังจะซื้อเสื้อผ้าให้พวกเ้า รวมถึงผ้าห่มและฟูกนุ่มๆ” ใส่ชุดสีซีดมาหลายวันเหม่ยอิงก็เบื่อแล้วเหมือนกัน ตอนนี้ด้วยหินิญญาหนึ่งก้อนที่มีอยู่ในมือ สำหรับนางมันเป็เื่ง่ายที่จะซื้อเสื้อผ้าธรรมดาๆ ในเมืองฉางเล่อ
......
รถเคลื่อนขับผ่านเส้นทางคดเคี้ยวบนูเา
บรรยากาศของยุคโบราณช่างทำให้ลมหายใจของเหม่ยอิงปลอดโปร่ง ทิวเขางดงาม หมู่ไม้รำไพสีเขียวขจี มองเห็นสัตว์จากป่าชะเง้อคอมองออกมาข้างทางเมื่อเห็นกลุ่มมนุษย์เดินผ่าน ด้วยขบวนที่พรั่งพร้อมด้วยชายบึกบึนแม้แต่เสือร้ายก็ไม่กล้าย่างกรายเข้ามาใกล้ ดังนั้นการเดินทางออกจากบ้านครั้งแรกของเหม่ยอิงครั้งนี้จึงไร้ภัยอันตราย
มาถึงเมืองฉางเล่อแล้ว
กำแพงเมืองทำมาจากดินสูงราวคนตัวใหญ่ ประตูเมืองสีซีดที่ผ่านแสงแดดและสายฝนมานานนับปี เมืองฉางเล่อคือเมืองเล็กๆ ดังนั้นการตกแต่งจึงเทียบไม่ได้กับเมืองใหญ่หรือเมืองหลวง แต่กระนั้นรถเทียมม้าที่วิ่งห้อเข้าเมืองกับมีไม่ขาด
มียามรักษาการณ์ตรวจคนเข้าเมือง สำหรับบ้านสกุลต่งที่เป็ถึงั์ใหญ่ในเมือง พอเห็นธงขบวนวานิชย์มาแต่ไกลๆ ยามรักษาการณ์ก็รีบเปิดทางให้
เหม่ยอิงเหลือบมองเหมือนเด็กตัวเล็กๆ เช่นลูกของนาง พอข้ามประตูเมืองจะพบกับร้านค้าจำนวนมาก กลิ่นอายโบราณแต่เดิมที่เคยเห็นในซีรีย์และภาพยนตร์บัดนี้ปรากฏอยู่ตรงหน้า ผู้คนจำนวนมากเดินขวักอยู่บนถนน รถเทียมม้าก็วิ่งไปข้างหน้า ผู้สัญจรรีบหลบทางเมื่อเห็นบ้านสกุลต่ง
ขบวนวานิชย์เคลื่อนผ่านตลาดอย่างช้าๆ ไม่นานก็มาถึงจุดรับส่ง เหม่ยอิงลงจากรถ จากนั้นก็มีคนเข้ามาหานาง เป็บุรุษร่างสูงในชุดสีดำ
“ได้ยินว่าเ้ามีหินิญญางั้นหรือ” เขาเอ่ยถามพลางสำรวจหญิงสาวตรงหน้า พร้อมกับคิดในใจ “นางผู้หญิงบ้านๆ โง่เขลา มีหินิญญาติดตัวอยู่กับมือ หลังรับแลกเปลี่ยนเป็เงินกับสกุลต่งเ้าก็ไม่ต่างจากหมูในอวน เมืองฉางเล่อเป็แค่เมืองเล็กๆ ต่อให้เ้าไปที่ใดข้าล้วนหาเ้าเจอได้ไม่ยาก ถึงตอนนั้นเงินที่เ้าแลกมาจะต้องเป็ของข้า”
“ใช่” เหม่ยอิงตอบสั้นๆ เหตุเพราะชายตรงหน้าหน้าตาไม่ถูกโฉลกนาง โหงวเฮ้งแบบนี้มันตัวร้ายราคาถูกในซีรีย์จีนชัดๆ
“เอาล่ะตามข้ามาสิ” บุรุษผู้นั้นกล่าว เหม่ยอิงและทุกคนเดิมตามไปที่ร้านรับแลกเงินของสกุลต่ง การทำธุรกรรมไม่ใช่เื่ยาก หลังจากแลกเปลี่ยนหินิญญาเป็เงินนางก็เดินออกจากที่นั่น โดยหารู้ไม่ว่าตกเป็เป้าหมายของใครคนหนึ่งแล้ว
เงินที่อยู่ในถุงหนักเป็อย่างมาก เหม่ยอิงมองแล้วได้แต่ถอนหายใจ “ทำไมคนในยุคนี้ไม่ทำตั๋วแลกเงินกันนะ”
“ตั๋วแลกเงิน...มันคือสิ่งใดหรือขอรับ” เย่เฟิงที่อยู่ข้างๆ ถาม
“ก็...กระดาษที่ไม่ใช่เหรียญไง จะได้ไม่ต้องถือเหรียญให้หนักมือเยี่ยงนี้” เหม่ยอิงตอบชายหนุ่มพลางเดินออกมาที่ถนน นางกำลังคิดว่าจะไปที่ไหนดีที่แรก แต่เย่เฟิงกลับครุ่นคิด เพราะสำหรับเขาคำพูดของนางประหลาดมาก
“ท่านแม่ข้าหิวแล้ว เราไปกินข้าวที่โรงเตี๊ยมกันก่อนดีไหมขอรับ”
เหม่ยอิงเหลือบมองลูกคนรอง ก่อนจะตอบสนองว่า “นั่นสินะ ไปกินข้าวที่โรงเตี้ยมกันดีกว่า”
ระยะเวลาที่เดินทางระหว่างหมู่บ้านกับเมืองฉางเล่อค่อนข้างนาน แม้เส้นทางจะแค่ 20 ลี้ซึ่งถือว่าสั้น แต่รถเทียมม้านั้นช้ามาก หาได้รวดเร็วเหมือนม้าของขุนศึกไม่
“งั้นเราไปหาโรงเตี้ยมกันเถอะ!” หลี่กุ้ยเป็ผู้นำหน้า เขาเริ่มสูดกลิ่นในอากาศดมว่าร้านไหนเหมาะเข้าไปรับประทาน เหม่ยอิงหาได้ปฏิเสธไม่ นางเดินตามไปพร้อมกับทุกคน
ไม่นานหลี่กุ้ยก็พบโรงเตี้ยมชื่อว่า(เหลา)เป็โรงเตี้ยมขนาดใหญ่ในเมือง มองเห็นผู้คนจำนวนมากเข้าไปทานอาหาร โดยส่วนใหญ่แต่งตัวสีสันฉูดฉาดซึ่งเป็สิ่งที่คนยุคโบราณชื่นชอบ หาได้มีผู้หญิงธรรมดาเช่นเหม่ยอิงหรือลูกๆ ที่แต่งชุดธรรมดาราคาถูกไม่
“ร้านนี้ดูท่าว่าจะแพง แต่กลิ่นของที่นี่หอมมาก” หลี่กุ้ยลังเลชัดเจน ถึงสมองจะคิดแต่เื่ของกินแต่เด็กคนนี้ย่อมมองออกว่าบ้านของเขานั้นจนมาก
“แพงแล้วเป็เช่นไร วันนี้แม่บอกแล้วว่าจะเลี้ยงพวกเ้าเอง มาเถอะเข้าไปดูกัน” เหม่ยอิงจับมือเด็กๆ แล้วเดินเข้าไปในร้าน เย่เฟิงเดินตามหลังราวกับผู้พิทักษ์ของนาง
เมื่อเข้าไปในร้านเหม่ยอิงก็เดินขึ้นบันไดไปบนชั้นสอง นางอยากได้ที่นั่งสูงๆ จะได้มองเมืองฉางเล่อชัดถนัดตา น่าแปลกที่ขึ้นมาแล้วกลับถูกมองด้วยสายตาหลายผู้ ทุกคนราวกับมองนางดังเช่นตัวประหลาด เหม่ยอิงหาได้ใส่ใจสายตานั้นไม่ หาที่นั่งว่างริมชานแล้วนั่งลง แต่กลุ่มคนพวกนั้นยังจ้องไม่เลิก ราวกับมองว่าคนเช่นนางหาได้มีปัญญาเข้าร้านเช่นนี้ไม่
เสี่ยวเอ้อร์เดินมาถึงโต๊ะนาง แล้วกล่าวถามว่า้ารับประทานสิ่งใดวันนี้
เหม่ยอิงผู้มาใหม่หารู้ไม่เกี่ยวกับเมนูเด็ดร้านเหลา จึงกล่าวถามตรงๆ “เมนูขึ้นชื่อร้านเ้ามีสิ่งใดบ้าง”
“เอ่อ...มีเยอะแยะเลยขอรับ แต่ข้าว่าท่านดูเมนูธรรมดาจะดีกว่านะขอรับ เพราะเมนูเด็ดนั้นราคาค่อนข้างจะ...”
“ทำไม...? หรือเ้ากลัวว่าข้าจะไม่มีเงินจ่าย” เหม่ยอิงเลิกคิ้วสูง มองออกได้ไม่อยากว่าชายหนุ่มตรงหน้ากังวลสิ่งใด
“หาได้เป็เช่นนั้นไม่ขอรับ ข้าแค่หวังดีกับท่าน เพราะร้านนี้เป็ธุรกิจของบ้านสกุลต่งหากกินแล้วชักดาบก็ยากที่จะออกจากเมืองฉางเล่อได้” เสี่ยวเอ้อร์รีบบอกเหตุผล แต่เมื่อเย่เฟิงได้ฟังถึงกับโกรธ
“ท่านเซี...คุณหนูของข้าพูดเช่นไรเ้าแค่รับฟังใยต้องทำตัวยุ่งยากด้วย”
เมื่อครู่นี้เกือบจะเผลอพูดคำว่าท่านเซียนแล้วเชียว แต่เสี่ยวเอ้อร์ผู้นี้โง่เขลานัก ความจริงนับว่าเป็เกียรติของร้านเหลาแล้วที่ท่านเซียนเลือกเข้า ใยเ้าจึง้าไล่ท่านเซียนออกไป หรือเพียงเพราะนางใส่ชุดเก่าๆ
“เอ่อ...มิได้มิได้ขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์ไม่กล้าชักช้า รีบกล่าวเมนูขึ้นชื่อของร้านทันที เขาเตือนแล้วนะแต่คนพวกนี้ไม่ฟังเอง งั้นก็รอดูเื่สนุกแล้วกัน “สามชั้นตุ๋นเต้าเจี้ยว ปีกไก่นึ่งเหล้าเหมาไถ เป็ดตุ๋นเกาลัด ปลาหลีฮื้อเปรี้ยวหวาน...ฯลฯ” เสี่ยวเอ้อร์กล่าวเมนูเด็ดของร้าน
“เอาทุกอย่างมา” เหม่ยอิงตอบเสี่ยวเอ้อร์ง่ายๆ แต่ผู้ฟังกับยืนโง่งม
“ยังยืนบื้ออะไรอยู่อีก รีบๆ ไปบอกพ่อครัวของเ้าให้ทำอาหารได้แล้ว!” เย่เฟิงกระตุ้น เสี่ยวเอ้อร์รับคำแล้วรีบลงไปยังชั้นล่างทันที