ความเงียบในห้องโถงลับของจวนเ้าเมืองหลินเย็นเยียบกว่าภายนอกหลายเท่า แสงเทียนวูบไหวสะท้อนบนใบหน้าเคร่งขรึมของเ้าเมืองหลินขณะฟังรายงานจากถังขู่ เสียงของทหารเสือคู่ใจสั่นเล็กน้อยเมื่อพูดถึง "พิษสลายร่าง" และ "วิชาร้อยวารี"
"ตระกูลชางกล้าใช้นักฆ่าระดับแก่นปราณในเขตปกครองของข้า..." เ้าเมืองหลินพึมพำ นิ้วมือเคาะโต๊ะไม้พยุงเป็จังหวะหนักแน่น "พวกมันไม่ได้เห็นหัวเ้าเมืองอย่างข้าเลยแม้แต่น้อย"
"ท่านพ่อคะ" คุณหนูหลินก้าวออกมา แววตาแฝงความกังวล "ตระกูลชางอาจเป็เพียงปลางับเหยื่อ แต่เื้ัพวกมันคือการสนับสนุนของสำนักบัณฑิติเต๋อ และที่น่ากลัวกว่านั้น... ข่าวลือที่ว่า ตระกูลซือหม่า ผู้กุมเสบียงกรังทั่วแผ่นดิน ได้เข้าสวามิภักดิ์ต่อ องค์หญิงใหญ่ ดูท่าจะเป็เื่จริง"
เ้าเมืองหลินนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะหันไปมองม้วนเอกสารรายชื่อตระกูลซือหม่า "ถังขู่ เตรียมเทียบเชิญพิเศษ ข้าจะไปพบผู้าุโตระกูลซือหม่าด้วยตนเอง"
ณ ศาลาไม้กลางสระบัว ตระกูลซือหม่า
ผู้าุโซือหม่าหรี่ตาลง มองไอน้ำที่ลอยเหนือถ้วยชาด้วยแววตาครุ่นคิด "ท่านเ้าเมืองหลิน... ท่านกำลังข่มขู่ข้าด้วย 'มูลค่า' ของมันสินะ" เขากล่าวพลางแค่นหัวเราะ "ข้ายอมรับว่าสูตรสบู่ของเ้าหนุ่มนั่นคือขุมทรัพย์ แต่ท่านลืมอะไรไปหรือเปล่า? ตระกูลชางแม้จะเป็ตระกูลการค้าที่ท่านมองว่าเล็กกว่าเรา แต่น้ำใจที่พวกเขามีให้ตระกูลซือหม่าในยามที่เกิดทุพภิกขภัยเมื่อสิบปีก่อน... คือสิ่งที่เงินทองซื้อไม่ได้"
เขาวางถ้วยชาลงอย่างหนักแน่น "การจะให้ข้าหันหลังให้ผู้มีพระคุณ เพื่อไปจับมือกับเด็กหนุ่มลูกอนุที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างฉางตง เพียงเพราะผลประโยชน์ที่ยังมาไม่ถึง... มันไม่ดูเป็คนเนรคุณไปหน่อยหรือ? อีกอย่าง ข้ายังไม่เห็นหลักฐานว่าตระกูลชางเป็คนส่งนักฆ่าไปจริงๆ หากข้าขยับตัวผิดพลาด ข้าจะตอบคำถามองค์หญิงใหญ่อย่างไร?"
เ้าเมืองหลินจ้องมองใบหน้าเหี่ยวย่นของผู้าุโซือหม่า เขาพยักหน้าช้าๆ ราวกับจะยอมรับในเหตุผล "น้ำใจในยามยากนั้นมีค่า ข้าเข้าใจดี... แต่ผู้าุโ ท่านเป็หัวเรือใหญ่ของตระกูลที่คุมปากท้องคนทั้งมณฑล ท่านควรจะแยกให้ออกระหว่าง 'บุญคุณส่วนตน' กับ 'ความอยู่รอดของตระกูล'"
เ้าเมืองหลินโน้มตัวเข้าไปใกล้ แววตาคมปลาบดุจพยัคฆ์ "ตระกูลชางลงทุนกับท่านไปไม่น้อย ข้ารู้ดี แต่พวกมันกำลังใช้บุญคุณนั้นเป็เครื่องมือบีบให้ท่านกอดคอพวกมันจมน้ำตายไปด้วยกัน หากเื่นักฆ่านี้ถูกพิสูจน์ได้ว่าจริงในภายหลัง หรือหากฮองเฮาทรงกริ้วที่เครื่องบรรณาการถูกขัดขวาง... บุญคุณของตระกูลชางจะช่วยป้องกันคมดาบจากราชอาญาได้หรือไม่?"
เขาทิ้ง่จังหวะให้ความเงียบทำงานครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธ
"ท่านบอกว่ารอให้ผลแพ้ชนะปรากฏก่อนได้... แต่ข้าไม่มีเวลาให้ท่านรอนานขนาดนั้น หากท่านยังลังเล ข้าจะปล่อยสูตรสบู่นี้ออกไปให้ตระกูลเล็กตระกูลน้อยผลิตแข่งกันทั่วแผ่นดิน เมื่อนั้น 'มูลค่า' ที่ตระกูลชางเคยคุยโม้ไว้จะกลายเป็ศูนย์ และโอกาสที่ตระกูลซือหม่าจะขึ้นเป็หุ้นส่วนหลวงเพียงหนึ่งเดียวเพื่อถวายงานองค์หญิงใหญ่ก็จะหลุดลอยไป..."
เ้าเมืองหลินรินชาเพิ่มให้ผู้าุโซือหม่า "พวกท่านจะไม่เสียดายเงินก้อนนี้จริงๆ รึ? กำไรมหาศาลที่จะทำให้ตระกูลซือหม่ามั่งคั่งเหนือตระกูลโอวหยาง และมั่นคงจนไม่มีใครในสำนักบัณฑิติเต๋อกล้าคัดค้าน... ท่านจะยอมทิ้งโอกาสนี้เพื่อคนตระกูลชางเพียงตระกูลเดียวที่นับวันมีแต่จะสร้างปัญหาให้ท่านงั้นหรือ?"
ผู้าุโซือหม่านิ่งเงียบไปนาน นิ้วมือที่เหี่ยวย่นเคาะลงบนโต๊ะเป็จังหวะที่สั่นคลอน ในใจกำลังชั่งน้ำหนักระหว่าง 'บุญคุณในอดีต' กับ 'อำนาจในอนาคต' "ท่านเ้าเมือง... ท่านนี่มันปีศาจในคราบขุนนางจริงๆ" ผู้าุโซือหม่าถอนหายใจยาว แววตาที่เคยแข็งกร้าวเริ่มอ่อนลง "ข้าจะลองพิจารณาดู... แต่ข้าต้องมั่นใจว่าผลประโยชน์นี้จะถึงมือองค์หญิงใหญ่โดยตรง และตระกูลซือหม่าต้องได้สิทธิในการจัดการวัตถุดิบทั้งหมด"
"นั่นคือสิ่งที่ข้า้าเจรจา..." เ้าเมืองหลินยกยิ้มอย่างผู้ชนะ "และข้าเชื่อว่า องค์หญิงใหญ่ จะทรงพอพระทัยยิ่งกว่าสิ่งใด หากผลงานชิ้นนี้ช่วยให้พระนางกุมอำนาจฝ่ายในได้เบ็ดเสร็จ"
ผู้าุโซือหม่านิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยเสียงพร่า "เ้าเมืองหลิน... ท่านรู้อะไรไหม? ตระกูลชางไม่ได้มีแค่บุญคุณยามยากกับข้า แต่บุตรสาวคนเล็กของพวกเขากำลังจะได้หมั้นหมายกับหลานชายข้า การที่ข้าตัดหางพวกเขาในตอนนี้ เท่ากับข้าตัดวาสนาของเด็กสองคนนั้น"
"วาสนาของคนสองคน... กับความรุ่งเรืองของคนทั้งตระกูลซือหม่า" เ้าเมืองหลินลุกขึ้นยืนช้าๆ "ผู้าุโท่านเป็คนฉลาด ท่านย่อมเลือกได้ไม่ยาก ข้าจะรอฟังข่าวดีเื่การขอเข้าเฝ้าองค์หญิงใหญ่"
ผู้าุโซือหม่านิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ แววตาสั่นคลอนเมื่อต้องชั่งน้ำหนักระหว่างบุญคุณในอดีตกับอำนาจล้นฟ้าในอนาคต เ้าเมืองหลินเห็นจังหวะที่หัวใจของอีกฝ่ายเริ่มโอนอ่อน จึงรินชาเพิ่มให้พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่แฝงยาพิษ
"ผู้าุโ ข้ารู้ว่าท่านลำบากใจเื่ตระกูลชาง... ข้าเองก็ไม่ใช่คนใจจืดใจดำที่จะบีบให้ท่านต้องกลายเป็คนเนรคุณต่อหน้าสาธารณชน"
เ้าเมืองหลินวางถ้วยชาลง แล้วเลื่อนห่อกระดาษเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อออกมาวางบนโต๊ะ "นี่คือสูตรการทำสบู่... ข้าอนุญาตให้ท่านส่งต่อมันให้ตระกูลชาง ในนามของความปรารถนาดีจากตระกูลซือหม่า"
ผู้าุโซือหม่าชะงักไป "ท่านจะมอบสูตรให้พวกเขางั้นรึ?"
"มันคือสูตรสบู่จริง... แต่เป็สูตรพื้นฐานที่ใช้กรรมวิธีดั้งเดิม" เ้าเมืองหลินยกยิ้มที่มุมปาก "แน่นอนว่ามันไม่มีทางดีเท่ากับ 'โอสถชำระล้าง' เกรดพรีเมียมที่ฉางตงผลิตให้ราชวงศ์ ทั้งกลิ่น ความสะอาด และเนื้อััยังห่างชั้นกันนัก แต่... หากตระกูลชางยังมีฝีมือเหลืออยู่บ้าง พวกเขาก็คงพอจะพัฒนาต่อยอดมันได้ในเวลาไม่นานนัก"
ผู้าุโซือหม่าเริ่มมองเห็นเล่ห์เหลี่ยมที่ซ่อนอยู่ นี่คือการ "ให้" เพื่อ "ฆ่า"
"การทำแบบนี้ ท่านจะได้รับทั้งขึ้นทั้งล่อง" เ้าเมืองหลินอธิบาย "หนึ่ง... ท่านได้ตอบแทนบุญคุณตระกูลชางด้วยการมอบ 'หนทางรอด' ให้พวกเขา สอง... เมื่อตระกูลชางวุ่นอยู่กับการพยายามพัฒนาสูตรที่ด้อยกว่าเพื่อแข่งกับตลาดล่าง พวกเขาจะไม่มีเวลาและกำลังมาขัดขวางงานบรรณาการหลวงขององค์หญิงใหญ่ และสาม... ตระกูลซือหม่าของท่านจะยังคงเป็ผู้จัดหาวัตถุดิบให้ทั้งสองฝ่าย กินกำไรสองต่อโดยไม่ต้องออกแรง"
เ้าเมืองหลินสบตาผู้าุโซือหม่าอย่างมีความหมาย "ท่านได้รักษาหน้า ได้รักษาบุญคุณ และได้เงินมหาศาล... ในขณะที่ตระกูลชางจะค่อยๆ แห้งเหี่ยวไปเองเพราะสินค้าที่เกรดต่ำกว่า หรือหากพวกมันยังกล้าจองหองส่งนักฆ่ามาอีก คราวนี้กฎหมายหลวงจะเป็ฝ่ายจัดการพวกมันเอง ไม่เกี่ยวกับท่าน"
ผู้าุโซือหม่าถอนหายใจยาว แววตาที่เคยหนักใจกลับกลายเป็ความเลื่อมใสในความอำมหิตที่แเีนี้ "เ้าเมืองหลิน... ท่านช่างร้ายกาจนัก แผนการนี้ทำให้ข้าไม่มีข้ออ้างในการปฏิเสธท่านได้เลย"
เขายื่นมือไปหยิบห่อกระดาษสูตรนั้นมาเก็บไว้ "ข้าจะทำตามที่ท่านว่า... ข้าจะไปเข้าเฝ้า องค์หญิงใหญ่ และกราบทูลเื่หุ้นส่วนหลวงนี้ด้วยตนเอง ส่วนตระกูลชาง... ข้าจะถือว่านี่คือ 'ของขวัญชิ้นสุดท้าย' ที่ข้าจะมอบให้ในฐานะผู้มีพระคุณ"
ณ ลานฝึกด้านหลังโรงงานสบู่ (ยามบ่าย)
ในขณะที่แผนเหนือเมฆถูกตกลงกันเสร็จสิ้น บรรยากาศด้านหลังโรงงานกลับเต็มไปด้วยเสียงหอบหายใจและเสียงปะทะที่หนักหน่วง นาวี (ฉางตง) ในชุดลำลองที่เปื้อนคราบน้ำมันและเขม่าไฟ ยืนจ้องมอง อวิ๋น ศิษย์ตัวน้อยที่กำลังพยายามเคลื่อนที่แบบที่เขาเพิ่งสอนไป
"ช้าไป! อย่าให้คู่ต่อสู้จับจังหวะการหายใจของเ้าได้!" นาวีเบี่ยงตัวหลบหมัดของอวิ๋นเพียงนิดเดียว ก่อนจะใช้วิชา MMA รวบเอวแล้วทุ่มศิษย์น้อยลงไปกองกับพื้นหญ้าอย่างแม่นยำ
อวิ๋นลุกขึ้นมาทันทีโดยไม่มีเสียงบ่น แววตาของเด็กน้อยเต็มไปด้วยความเลื่อมใส หลังจากที่เห็นนาวีจัดการกับนักฆ่าชุดดำด้วยมือเปล่า อวิ๋นก็เลิกสงสัยในวิถีการต่อสู้ที่ประหลาดนี้ไปโดยสิ้นเชิง สำหรับเขา... สิ่งที่อาจารย์สอนคือ "ความจริง" เพียงหนึ่งเดียวที่ก้าวข้ามทุกตำราลมปราณ
"อาจารย์ครับ เมื่อครู่ข้าถ่ายเทน้ำหนักผิดไปใช่ไหม?" อวิ๋นถามด้วยความกระตือรือร้น
นาวียกยิ้มที่มุมปาก "ใช่ เ้าใช้ไหล่มากไป... จำไว้ อวิ๋น อีกหนึ่งปีข้างหน้า บนเวทีประลองยุทธ์ผู้เยาว์ เ้าต้องเจอคนที่มีปราณแข็งแกร่งกว่าเ้าหลายเท่า แต่ร่างกายคนเรามีจุดอ่อนเหมือนกันหมด ถ้าเ้าหาจุดนั้นเจอ ปราณของพวกมันก็แค่ลมที่พัดผ่าน"
นาวีเดินไปที่แถวต้นกล้วยที่เขาให้คนไปตัดมาปักไว้ห้าหกต้น "ลุกขึ้นมา! วันนี้เราจะเลิกไล่จับลม แล้วมาฝึกสร้าง 'อาวุธ' ในร่างกายกัน"
เขาชี้ไปที่ต้นกล้วย "เตะมันซะอวิ๋น! ใช้หน้าแข้ง ไม่ใช่หลังเท้า เตะให้เหมือนเ้าจะฟันมันด้วยขวาน"
เสียง ปึก! ดังสนั่นเมื่อหน้าแข้งเล็กๆ ปะทะกับหยวกกล้วยที่เหนียวแน่น อวิ๋นหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเ็ปแต่นาวีไม่มีทีท่าจะผ่อนปรน "อีกครั้ง! ความเ็ปคือการทำให้กระดูกเ้าแข็งแกร่งขึ้น เมื่อเ้าเตะต้นกล้วยจนมันหักได้เป็สิบต้นโดยไม่รู้สึกเจ็บ เมื่อนั้นแข้งของเ้าจะแข็งกว่าง้าวเหล็กของพวกขุนนางทหาร"
นอกจากต้นกล้วย นาวียังชี้ไปที่ท่อนไม้หนาที่ถูกพันด้วยผ้าหนาหลายชั้น "และนี่... สำหรับหมัดของเ้า ชกมันเข้าไปจนกว่าเ้าจะรู้สึกว่าผ้าพวกนี้มันบางเท่ากระดาษ ข้าไม่ได้สอนให้เ้าใช้ปราณกระแทกไม้ให้หัก แต่ข้าจะสอนให้เ้าขยับกล้ามเนื้อทุกมัดส่งแรงไปที่สันหมัด เพื่อให้กระดูกมือของเ้าแข็งแกร่งพอจะรับแรงปะทะที่รุนแรงที่สุดได้"
อวิ๋นเริ่มฝึกตามคำสั่งอย่างบ้าคลั่ง เสียงเตะและชกสะท้อนไปทั่วลาน ท่ามกลางละอองฝุ่นและหยาดเหงื่อ นาวีไม่ได้เพียงแค่ยืนสั่ง แต่เขาคอยสังเกต "มุมปะทะ" ของหน้าแข้งอวิ๋นอย่างละเอียด
"พอแค่นี้ก่อนอวิ๋น มานี่" นาวีกวักมือเรียกศิษย์ที่ขาเริ่มสั่นพะเยา หน้าแข้งที่เคยขาวสะอาดบัดนี้เริ่มขึ้นรอยแดงช้ำและห้อเื
นาวีหยิบขวดโหลแก้วใบหนึ่งออกมา ภายในบรรจุของเหลวสีน้ำตาลเข้มที่มีกลิ่นฉุนของสมุนไพรป่าผสมกับกลิ่นเย็นๆ ของพิมเสน "นั่งลง ข้าจะสอนเ้าเื่การ 'สร้างใหม่' ของร่างกาย"
เขาเทน้ำมันลงบนฝ่ามือแล้วเริ่มนวดคลึงลงบนหน้าแข้งของอวิ๋นอย่างหนักแน่น "ในโลกนี้ คนส่วนใหญ่คิดว่าต้องใช้ปราณอุ่นเพื่อสลายเืคั่ง แต่ข้าจะใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนโลหะร่วมกับแรงนวด ข้าผสม เถาวัลย์เปรียง เข้ากับ ไพล และสารสกัดจาก การบูร ที่ได้จากการกลั่นสบู่ น้ำมันนี้จะช่วยลดการอักเสบและเร่งให้เนื้อเยื่อของเ้าซ่อมแซมตัวเองได้เร็วกว่าคนปกติสามเท่า"
อวิ๋นกัดฟันซี้ดด้วยความแสบร้อนแต่ก็รู้สึกถึงความเย็นที่แทรกซึมเข้าสู่ชั้นกล้ามเนื้อ
"จำไว้... การที่เ้าเตะต้นกล้วยจนกระดูกเกิดรอยร้าวเล็กๆ คือเป้าหมายของเรา" นาวีอธิบายพลางลงมือนวดอย่างเชี่ยวชาญ "เพราะเมื่อกระดูกได้รับาเ็และเราเติมสารอาหารกับสมุนไพรที่ถูกต้องลงไป ร่างกายจะซ่อมแซมกระดูกตรงนั้นให้หนาและแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม นี่คือเหตุผลที่ข้าสั่งให้เ้าเตะซ้ำๆ แข้งของเ้าในอีกหนึ่งปีข้างหน้าจะไม่ได้แข็งแค่เพราะลมปราณ แต่มันจะแข็งเพราะความหนาแน่นของกระดูกที่ข้ามขีดจำกัดมนุษย์"
นาวีมองดูศิษย์ด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะเดินไปที่กองเศษเหล็กข้างเตาหลอม เขาหยิบชิ้นส่วนที่ลองขึ้นรูปไว้มาพิจารณา...
ในหัวของนาวีเริ่มปรากฏภาพร่างที่ชัดเจนขึ้น... เขาไม่ได้้ากลไกซับซ้อนในตอนนี้ สิ่งที่เขา้าคือ "ถุงมือเหล็ก" สักคู่หนึ่ง มันควรจะเป็การผสมผสานระหว่างถุงมือหนังชั้นดี บุด้วย ตาข่ายเหล็กถักและเสริมด้วย แผ่นเหล็กกล้า บางๆ ที่จัดเรียงซ้อนกันเป็ชั้นตามข้อต่อนิ้วและหลังมือ เพื่อให้เขายังสามารถกำหมัดและแบมือคว้าจับศัตรูได้โดยไม่ติดขัด
รูปทรงที่แปลกตาและโครงสร้างที่เน้นการป้องกันแต่ยังขยับเขยื้อนได้อิสระเช่นนี้ เป็สิ่งที่นักรบในโลกนี้ไม่เคยพบเห็น เพราะพวกเขามักเน้นการใช้ปราณคุ้มกายมากกว่าการสวมเกราะที่มือ