กลางฤดูคิมหันส์แสงแดดแผดเผาไปทั่วทุกที่ แต่ในหุบเขาหมื่นพิษอากาศกลับเย็นสบาย หลังจากวันที่หลินเยว่ชิงได้กราบเยี่ยเหม่ยจีเป็อาจารย์แล้ว อาจารย์ของนางก็มอบตำราสมุนไพรให้นางอีกสามเล่ม ทุกเล่มถูกเขียนขึ้นโดยอาจารย์หญิงของนางเอง
ร่างเล็กยังคงคร่ำเคร่งในการอ่านตำรา ทุกวันในปลายยามอิ๋น [1] นางจะตื่นขึ้นมาโครจรลมปราณและฝึกวรยุทธจนถึงยามเฉิน [2] นางจึงกลับไปยกน้ำชาอาหารไปให้อาจารย์หญิงของนาง จากนั้นจึงไปศึกษาตำราสมุนไพรต่อ ชีวิตของนางวนเวียนอยู่แค่นี้ใน่หลายวันที่ผ่านมา
นางมาอยู่หุบเขาหมื่นพิษได้ครึ่งเดือนแล้ว อาจารย์หญิงให้นางช่วยจำแนกสมุนไพรแต่ละชนิดออกจากกัน จะมีบางวันที่อาจารย์จะใช้นางไปหาสมุนในป่าแต่ไม่ไกลจากตัวเรือนเท่าใดนัก
การมาอยู่ที่หุบเขาหมื่นพิษ นางต้องเรียนรู้ที่จะเอาชีวิตรอดจากพืชพิษเ่าั้ พืชบางชนิดต้องนำมาสกัดก่อนถึงจะแสดงพิษออกมา แต่บางชนิดเพียงแค่จับต้องหรือสูดดมก็ทำให้ถูกพิษได้ อาจารย์จะให้นางดื่มยาต้านพิษก่อนทุกครั้งที่จะเข้าป่าเพื่อหาสมุนไพร
รอบเรือนหลังงามกลางหุบเขามีพืชพิษที่ใช้สำหรับขับไล่สัตว์ร้ายบ้างชนิด และมีกับดักค่ายกลล้อมรอบบริเวณที่พักของพวกนาง หากมีสัตว์ตัวใดบุรุกเข้ามากระดิ่งเงินที่ใช้ทำกับดักจะส่งเสียงเตือนให้ได้รู้ก่อน แต่ไม่ค่อยจะมีสัตว์ร้ายตัวใดกล้าเข้าใกล้บริเวณนี้ หากมีเข้ามาก็จะถูกกับดักที่อาบไว้ด้วยยาพิษเข้าเสียก่อน
การกินอยู่ในหุบเขามิได้ลำบากอันใดนักออกจะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยซ้ำ อี้เหิงจะเป็คนรับหน้าที่เข้าป่าเพื่อล่าสัตว์ และเสี่ยวอวี้จะเป็ผู้ดูแลงานในเรือนและทำอาหาร บางครั้งนางก็จะช่วยเสี่ยวอวี้หยิบจับงานเรือนบ้างแต่ดูเหมือนว่าบ่าวผู้ภักดีผู้นี้ของนางจะมิยอมให้นางหยิบจับสิ่งใดเลยนอกจากตำราสมุนไพรเล่มหนา
อี้เหิงก็ยังคงสอนวรยุทธให้นางกับเสี่ยวอวี้เช่นเดิม จะมีบางครั้งที่อาจารย์ชอบมาประมือกับอี้เหิงให้พวกนางได้ชมกัน
วันนี้ก็เป็อีกวันที่หลินเยว่ชิงต้องเข้าป่าเพื่อไปเก็บสมุนไพร ร่างเล็กสะพายตะกร้าสานใบเล็กขึ้นหลัง ข้างเอวจะมีอาวุธคู่กายห้อยอยู่ไม่ห่าง หลังจากทานมื้อเช้าเสร็จนางก็เตรียมตัวเข้าไปในป่าทางทิศทักษิณของเรือน วันนี้อาจารย์ของนาง้าสาหร่ายสีรุ้งเพื่อใช้เป็ส่วนผสมของยาสูตรใหม่ โดยสาหร่ายนี้จะขึ้นอยู่ตามโขดหินใกล้กับบ่อน้ำพุร้อน และทางด้านทิศทักษิณของหุบเขาจะมีบ่อน้ำพุร้อนขนาดใหญ่อยู่ที่นั้น
หลินเยว่ชิงและอี้เหิงดื่มยาต้านพิษเช่นทุกครั้งก่อนเข้าป่า วันนี้นางมิได้ให้เสี่ยวอวี้ตามไปด้วย
หนึ่งบุรุษและหนึ่งดรุณีน้อยใช้วิชาตัวเบาเหินกายไปยังทิศที่ตั้งของบ่อน้ำพุร้อนทันที ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วยามกว่าร่างเล็กจะมาถึงที่หมาย
หลินเยว่ชิงเดินสำรวจรอบๆ บ่อน้ำพุร้อนนี้ทันทีเพื่อหาสิ่งที่้า ไอน้ำในบ่อพวยพุ่งขึ้นมาทำให้เหมือนกับกำลังล่องลอยอยู่บนเมฆา ร่างเล็กยังคงก้มๆ เงยๆ เพื่อหาสมุนไพรอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงร้องของสัตว์ที่คล้ายจะาเ็ดังอยู่ไม่ไกลจากนางมากนัก
หลินเยว่ชิงเหลือบไปเห็นสาหร่ายสีรุ้งบนโขดหินตรงกลางบ่อน้ำพุพอดี นางเหินกายไปยืนบนหินก่อนนั้นก่อนจะลงมือเก็บสาหร่ายสีรุ้งใส่ตระกร้า ร่างเล็กยังคงติดใจอยู่กับเสียงร้องที่เ็ปนั้น นางเหินกายะโไปตามกิ่งไม้เพื่อตามเสียงนั้นไป อี้เหิงก็ติดตามผู้เป็นายอยู่ไม่ห่าง
ภาพที่ปรากฏบนครรลองสายตาของหลินเยว่ชิงเมื่อไปถึงที่มาของเสียงเ่าั้ พยัคฆ์ขาวตัวใหญ่กำลังต่อสู้กับหมีป่าตัวใหญ่ กรงเล็บของพวกมันทั้งคู่ต่างตะปบใส่กันอย่างไม่มีใครยอมใคร ห่างไปไม่ไกลจากสัตว์ร้ายทั้งสองสู้กัน มีเสือน้อยที่เหมือนพึ่งคลอดได้ไม่นานหลบอยู่หลังซอกหิน ตัวของมันสั่นน้อยๆ ไม่นานการต่อสู้ของสัตว์ร้ายก็จบลง หมีป่าตัวใหญ่สังหารแม่เสือลงได้แต่ตัวมันเองก็าเ็ไม่น้อย เ้าหมีั์ตัวนั้นลากแม่เสือที่สิ้นลมไปแล้วติดอุ้งมือของมันไปด้วย หมีป่าจากไปแล้วทิ้งไว้เพียงลูกเสือน้อยที่หลบซ่อนตัวอยู่
หลินเยว่ชิงพลิ้วกายลงจากต้นไม้ใหญ่ไปหยุดอยู่เบื้องหน้าเ้าเสือน้อยที่ยังกลัวจนตัวสั่น
“เด็กดี..ไม่ต้องกลัว พี่สาวไม่ทำอันตรายเ้าหรอก” นางเอื้อมมือออกไปหมายจะอุ้มเอาเ้าเสือน้อยนั้นขึ้นมา พร้อมกับกล่าวปลอบขวัญมันให้คลายความกลัวลง นางไม่คิดว่ามันจะฟังรู้เื่หรอก หากแต่ท่าทีเป็มิตรของนางจะไม่ทำให้มันวิ่งหนีเตลิดไป
“คุณหนู..จะเลี้ยงมันหรือขอรับ?” อี้เหิงเอ่ยถามท่านหญิงน้อย มือเขากำกระบี่ไว้แน่นเผื่อเ้าเสือน้อยตัวนี้จะทำร้ายท่านหญิงเขาจะได้เอากระบี่ในมือตัดคอมันซะ
“อืม..ข้าจะเลี้ยงมัน หากปล่อยมันทิ้งไว้เช่นนี้คงได้เป็อาหารให้สัตว์ตัวอื่นแน่” หลินเยว่ชิงหันไปยิ้มบางให้อี้เหิง ก่อนจะใช้ความเร็วช้อนอุ้มเอาเ้าเสือน้อยที่ยังมิทันได้ตั้งตัวมาไว้ในอ้อมกอดเสียแล้ว มือเล็กของหลินเยว่ชิงลูบหัวเ้าเสือน้อยที่ยังตื่นกลัวนั้นเบาๆ มันยังคงดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมแขนของนาง มือเล็กยังคงลูบเ้าเสือน้อยไปเรื่อยๆ
“ไม่ต้องกลัวเด็กน้อย..ไปอยู่กับพี่สาวน่ะ พี่สาวจะเลี้ยงดูเ้าเอง ตอนนี้เ้าเป็กำพร้าแล้วและพี่สาวก็เช่นกัน เพราะงั้นเราไปอยู่ด้วยกันน่ะ” สิ้นเสียงเอ่ยของดรุณีน้อย เ้าเสือน้อยตัวนั้นก็ยอมอยู่นิ่งๆ คล้ายรับรู้
หลินเยว่ชิงวางเ้าเสือน้อยใส่ตะกร้าที่นางสะพายไว้ติดหลัง นางลูบหัวมันเบาๆ อีกหนึ่งที ก่อนจะใช้วิชาตัวเบากลับไปยังที่พักกลางหุบเขา
เมื่อมาถึงเรือนไม้กลางป่าแล้ว นางรีบเข้าไปในห้องปรุงยาเพื่อนำสาหร่ายสีรุ้งไปมอบให้อาจารย์
เยี่ยเหม่ยจีเห็นร่างเล็กในชุดบุรุษเดินสะพายตะกร้าสานเข้ามา แก้มกลมๆ ของเด็กน้อยแดงระเรื่อเพราะโดนแดด หน้าผากมนมีเหงื่อเกาะพราวอยู่ เด็กน้อยผู้นี้เดินมาหานางพร้อมรอยยิ้มกว้าง ยิ้มแบบนี้แสดงว่าหาสมุนไพรมาได้สิน่ะ
หญิงสาวให้นึกแปลกใจในความสามารถของเด็กน้อยผู้นี้มิได้ เพียงไม่กี่วันกลับจดจำชื่อและลักษณะของสมุนไพรจากตำราที่นางมอบให้ได้เกือบทั้งหมด แถมยังคอยดูแลนางเป็อย่างดี คอยยกน้ำชาอาหารมาให้นาง บางครั้งมือเล็กๆ นั้นก็มาช่วยบีบนวดให้ สิ่งใดกันน่ะที่ทำให้เด็กน้อยผู้น่ารักไร้เดียงสาผู้นี้ต้องเคี้ยวกรำตนเองอย่างหนักถึงเพียงนี้ เยี่ยเหม่ยจีหลุดจากภวังค์ของตนเองเมื่อได้ยินเสียงร้องของสัตว์หน้าขนตัวน้อย
ง๊าว! ง๊าว!
“เสี่ยวชิง อาจารย์ให้เ้าไปเก็บสมุนไพร..แล้วนี้เ้าเก็บสิ่งใดกลับมาด้วย” เยี่ยเหม่ยจีเอ่ยถามศิษย์น้อยของตน
ร่างเล็กเกาต้นคอตัวเองน้อยๆ อย่างเก้อกระดาก ก่อนจะยิ้มหวานประจบผู้เป็อาจารย์
“เด็กคนนี้ชื่อ 'เสี่ยวไป๋' เ้าคะ..ศิษย์เห็นแม่มันถูกหมีฆ่าตายในป่า หากทิ้งมันไว้มันคงต้องตายตามแม่มันไปแน่..ศิษย์เลยคิดว่าจะเลี้ยงมันเ้าคะ..อาจารย์อนุญาตให้ศิษย์เลี้ยงมันที่นี้ได้รึไม่เ้าคะ” หลินเยว่ชิงเอ่ยถามพร้อมเอียงคอน้อยๆ กระพริบตาปริบๆ ทำหน้าซื่อตาใสใส่ผู้เป็อาจารย์
เยี่ยเหม่ยจีได้แต่ถอดถอนใจให้กับศิษย์น้อยของตน หลายวันมานี้ทำให้นางได้รู้ว่าเด็กน้อยตาใสผู้นี้ดื้อรั้นไม่เบา “ตามใจเ้าเถอะ..แต่ก็ดูแลมันให้ดีอย่าให้มันมาวุ่นวายในห้องยาล่ะ”
“เ้าคะ..ศิษย์จะดูแลมันอย่างดี..นี้สาหร่ายสีรุ้งเ้าคะ” ร่างเล็กเอ่ยรับคำอย่างร่าเริงพร้อมยื่นสมุนไพรที่ตนหามาได้ให้อาจารย์ทันที
“เสี่ยวชิง..เ้าอยากเรียนรู้สิ่งใดจากอาจารย์บ้าง..ลองบอกความ้าของเ้ามาหน่อยเถิด”
“ศิษย์อยากเรียนรู้การใช้พิษเ้าคะ ทั้งใช้รักษาและใช้สังหาร..และศิษย์ก็อยากให้ร่างกายตัวเองสามารถทนพิษได้เ้าคะ”
“แน่ใจรึว่าเ้าจะทนไหว? ..การทำให้ร่างกายสามารถรับพิษได้โดยไม่ตายไม่ใช่เื่ง่าย..เ้าคิดว่าเ้าจะทนความเ็ปเ่าั้ได้รึ?”
“แน่ใจเ้าคะ..ศิษย์ต้องทนไหวเ้าคะ..อาจารย์ได้โปรดส่งเสริมศิษย์ด้วยเ้าคะ” หลินเยว่ชิงลงไปคุกเข่าโขกศรีษะคำนับอาจารย์อย่าง้าให้อีกฝ่ายรับปากตน
“ลุกขึ้นมาก่อน..เ้าพอจะบอกเหตุผลกับอาจารย์ได้หรือไม่ เหตุใดเ้าต้องเข้มงวดกับตัวเองถึงเพียงนี้ ทั้งที่เ้าก็เป็แค่เด็กน้อยคนหนึ่งที่ควรจะได้ใช้ชีวิตสดใสสมวัยเช่นคนอื่นๆ” เยี่ยเหม่ยจีจับประคองร่างเล็กให้ลุกขึ้นนั่งข้างตน ก่อนเอ่ยถามสิ่งที่นางสงสัยมาหลายวัน
“ศิษย์อยากแก้แค้นเ้าค่ะ” หลินเยว่ชิงช้อนตาขึ้นมองอาจารย์ของตน เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังมองนางอย่างนิ่งงันจึงได้กล่าวต่อ “ศิษย์ต้องเห็นอาเตี่ยอาเหนียงถูกลอบสังหารต่อหน้าต่อตา อาเหนียงล้มลงไปพร้อมกับเืที่แดงฉานทั่วร่างกลางหิมะที่หนาวเหน็บ อาเตี่ยถูกพิษร้ายจากคนพวกนั้นซ้ำยังถูกลอบสังหารอีก..ฮึก ฮึก..คนพวกนั้นพรากสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของศิษย์ไป แต่พวกมันยังอยู่กันอย่างสุขสบายโดยมิได้รับรู้ถึงความทุกข์ของศิษย์เลย ศิษย์จะเอาเืของพวกมันมาเซ่นไหว้ป้ายิญญาของอาเตี่ยอาเหนียง”
สิ้นคำกล่าวร่างเล็กก็ร้องไห้โฮออกมาอย่างหนัก นางไม่ได้ร้องไห้หนักแบบนี้มาหลายเดือนแล้ว แต่การต้องเล่าความคับแค้นในใจให้ใครซักคนหนึ่งฟังทำให้นางสกัดกลั้นอารมณ์อ่อนไหวของตัวเองมิได้
เยี่ยเหม่ยจีดึงร่างเล็กเข้ามากอดปลอบ มือเรียวลูบหัวเล็กๆ นั้นอย่างแ่เบา ศิษย์น้อยของนางมีชะตากรรมอาภัพนัก ต้องมากำพร้าั้แ่วัยเพียงแค่นี้ เด็กเกินไป..เด็กเกินไปจริงๆ นางยังดีกว่านักตอนที่นางสูญเสียบิดาไปนางก็เติบโตเป็แม่นางน้อยแล้ว มีเวลาได้อยู่กับบิดามารดามานาน แต่เด็กน้อยในอ้อมแขนของนางนี้อยู่ในวัยที่้าความรักความใส่ใจแต่กลับต้องมาสูญเสียบิดามารดาของตนไปต่อหน้าต่อตา
หญิงสาวมองศิษย์น้อยในอ้อมแขน นางตัดสินใจแล้วนางจะเลี้ยงดูเด็กน้อยผู้นี้เอง อาจารย์ก็เปรียบเสมือนบิดามารดา นางจะเป็ที่พึ่งให้เด็กน้อยผู้นี้เอง
กว่าหลินเยว่ชิงจะสงบลงได้ก็เกือบครึ่งชั่วยาม ร่างเล็กเดินกลับเรือนพักของตนด้วยดวงตาบวมช้ำจากการร้องไห้ เสี่ยวอวี้รีบปรี่มาหาท่านหญิงน้อยของนาง ก่อนจะพาท่านหญิงไปนอนที่เตียงแล้วไปหาผ้ามาประคบตาให้ร่างเล็ก
คืนนั้นหลินเยว่ชิงนอนไม่หลับ อารมณ์อ่อนไหวเมื่อตอนกลางวันยังตกค้างมาจนถึงตอนนี้ เสี่ยวไป๋ขยับตัวมาใกล้นางแล้วเอาหัวของมันมาถูไถแก้มของนาง ร่างเล็กยิ้มน้อยๆ ให้กับเสี่ยวไป๋ มันคงคิดปลอบใจนางกระมัง หลินเยว่ชิงดึงเ้าเสือน้อยมาไว้ในอ้อมกอดก่อนจะหลับไป
ลานกว้างหน้าเรือนไม้หลังงามกลางป่าใหญ่ รัตติกาลยังคงอยู่สายลมเย็นยามค่ำคืนพัดแ่เบา น้ำค้างพร่างพรมบนยอดหญ้า แต่ดรุณีน้อยนางหนึ่งกำลังตวัดกระบี่ไม้ในมืออย่างคล่องแคล่ว หลินเยว่ชิงตื่นั้แ่ยามอิ๋นนางนอนไม่หลับจึงลุกมาฝึกวรยุทธเพื่อให้จิตใจไม่ฟุ้งซ่าน หลังจากที่นางเล่าเื่ของตนให้อาจารย์ฟังแล้วใจของนางกลับร้อนรุ่มยิ่งนัก เหมือนเพลิงแค้นในใจนางจะปะทุขึ้นมามากกว่าครั้งไหนๆ นางคิดว่าตนสามารารถข่มความแค้นนี้ไว้ได้ชั่วคราวแล้วเสียอีก นางต้องตัดอารมณ์เหล่านี้ออกไปตอนฝึกวรยุทธเพื่อให้จิตใจสงบสุขมิให้ธาตุไฟเข้าแทรกขณะฝึก
เยี่ยเหม่ยจีเดินมาหาศิษย์น้อยของนางที่กลางลานสมุนไพร หญิงงามหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาแล้วพุ่งเข้าไปหาร่างเล็กทันที
กิ่งไม้ที่ใช้ต่างกระบี่แต่หากตวัดไปที่ใดยอดหญ้าเ่าั้ก็ขาดสะบั้นเพราะแรงลมปราณที่อัดไปกับกิ่งไม้ หญิงสาวยังคงประมือกับลูกศิษย์น้อยของตนอยู่ เห็นได้ชัดว่าเด็กน้อยไม่มีสมาธิเลย นางตวัดกิ่งไม้ตีไปที่ข้อมือเล็กของศิษย์น้อยอย่างไม่แรงนัก กระบี่ไม้ในมือของหลินเยว่ชิงหลุดมือทันทีเมื่อโดนกิ่งไม้กิ่งเล็กตีลงมา
“เ้าไม่มีสมาธิถึงเพียงนี้ ยังจะฝืนฝึกกระบี่อีกรึ..หากธาตุไฟเข้าแทรกจะทำเยี่ยงไร” เยี่ยเหม่ยจีเอ่ยตำหนิลูกศิษย์น้อยของตน “ตามอาจารย์มา”
หลินเยว่ชิงก้มหน้าอย่างสำนึกผิด นางเดินตามอาจารย์หญิงของนางไปเงียบๆ อาจารย์พานางเดินเข้าไปในป่าทางด้านทิศประจิมของเรือน เดินเท้าเข้าไปประมาณสองเค่อก็ถึงน้ำตกที่ไหลลงมาจากหน้าผาเบื้องบน ใต้ผืนน้ำที่ตกลงมามีโขดหินอยู่เบื้องล่าง เมื่อสายน้ำร่วงหล่นลงมาโดนโขดหิน สายน้ำก็สาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณนั้นก่อนจะตกลงสู่สายธารเบื้องล่าง
“ไปนั่งทำสมาธิตรงนั้นซะ..หากใจสงบเมื่อใดแล้วค่อยมาเรียนวิชาแพทย์จากอาจารย์. . .อาจารย์จะสอนวิชารักษาให้เ้าก่อน หากเ้าต้องฝึกรับพิษเข้าร่างกาย เ้าก็ต้องรู้วิธีที่จะรักษาชีวิตตัวเองจากพิษนั้น” เยี่ยเหม่ยจีชี้นิ้วเรียวของนางไปตรงโขดหินกลางม่านน้ำตก
หลินเยว่ชิงเหินกายไปยืนบนโขดหินก้อนนั้น ก่อนจะนั่งลงขัดสมาธิแล้วกำหนดลมหายใจของตัวเองให้มั่นคง สายน้ำเย็นเยียบจากน้ำตกที่ตกลงมากระทบหัวน้อยๆ ของนาง ทำให้ความคิดที่เคยฟุ้งซ่านและจิตใจที่เคยว้าวุ่นกลับมาสงบอีกครั้ง เมื่อจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้แล้วร่างเล็กจึงไปหาอาจารย์ของนางพร้อมกล่าวขออภัย
เยี่ยเหม่ยจีพาศิษย์น้อยของตนกลับเรือนไม้ของนาง ทั้งสองนั่งรับมื้อเช้ากันอย่างเงียบเชียบ หลังเสร็จสิ้นจากมื้อเช้าแล้ว หญิงสาวก็พาศิษย์น้อยเข้าไปในห้องปรุงยา ตำราเล่มใหญ่อีกสองเล่มถูกส่งมาให้หลินเยว่ชิง ร่างเล็กรับตำรามาไว้ในมือก่อนจะเปิดดูช้าๆ
“สองเล่มนี้เป็ตำราแพทย์ เล่มหนึ่งเป็ตำราฝังเข็มและจุดชีพจรต่างๆ ในร่างกาย อีกเล่มเป็ตำราการวินิจฉัยโรค การรักษาและการปรุงยา..เ้าต้องอ่านและจดจำตำราเหล่านี้ให้ขึ้นใจ”
“เ้าคะ..ศิษย์จะตั้งใจให้เต็มที่”
“พืชมีพิษสามารถเป็ได้ทั้งยารักษาและคร่าชีวิตได้ในเวลาเดียวกันขึ้นอยู่กับวิธีใช้และสัดส่วนของตัวยา...ในทางกลับกันสมุนไพรบางชนิดหากใช้ไม่ถูกต้องก็จะกลายเป็โทษมากกว่าประโยชน์ สมุนไพรบางตัวสามารถใช้สังหารเหยื่อแทนยาพิษได้เช่นกัน” เยี่ยเหม่ยจี้หยุดพูดไปเล็กน้อยเพื่อมองหน้าศิษย์น้อยของตน ดวงหน้าจิ้มลิ้มนั้นมองนางตาแป๋วคล้ายลูกหมาน้อยตัวหนึ่งกำลังตั้งใจฟังนางสั่งสอน หญิงสาวอมยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ
“ศาสตร์การฝังเข็มก็เช่นกันหากฝังตรงจุดก็เป็การรักษา แต่ถ้าหากฝังผิดจุดก็สามารถจบชีวิตของผู้ป่วยได้เพียงปลายเข็ม..จุดชีพจรและเส้นลมปราณต่างๆ ในร่างกายเ้าต้องจำให้ดี หากจำได้ขึ้นใจเมื่อใดเ้าสามารถรักษาหรือสังหารคนผู้นั้นได้ด้วยเข็มเล็กๆ เพียงเล่มเดียว”
“เ้าคะ..ศิษย์น้อมรับคำสอนของอาจารย์เ้าคะ”
“ดี! เช่นนั้นเ้าก็กลับไปท่องจำให้ขึ้นใจซะ..หากจำได้เมื่อใดอาจารย์จะให้เ้าลองวิชา..ไม่ต้องกดดันตัวเองมากนักของแบบนี้ต้องใช้เวลาเรียนรู้” เยี่ยเหม่ยจีเอ่ยกับร่างเล็กด้วยน้ำเสียงปรานี
“ศิษย์ขอตัวเ้าคะ” หลินเยว่ชิงค้อมกายให้อาจารย์ตนก่อนจะกลับไปยังเรือนไม้หลังน้อยที่อยู่ถัดไปเพื่อศึกษาตำราที่ได้มา
วันเวลาผันผ่านวันแล้ววันเล่า หลินเยว่ชิงก็ยังคงตั้งใจศึกษาตำราแพทย์และสมุนไพรอย่างขยันขันแข็ง โดยที่นางก็ยังคงฝึกวรยุทธไปด้วยอยู่ทุกวัน ผ่านไปอีกหนึ่งเดือนหลินเยว่ชิงสามารถท่องจำตำราที่อาจารย์ให้มาได้อย่างขึ้นใจ อาจารย์ของนางก็ให้นางฝึกฝังเข็มกับหุ่นไม้ขนาดเท่าตัวนาง โดยอาจารย์จะเป็คนกำหนดอาการของโรคและให้นางฝังเข็มรักษา และสอนให้นางจับชีพจรเพื่อวินิจฉัยโรค บางครั้งก็ให้นางเขียนเทียบยาและเตรียมสมุนไพรตามโรคที่อาจารย์สมมุติให้
ทุกวันนางยังคงฝึกฝนเรียนรู้อยู่เช่นนี้จนล่วงเข้าเดือนที่สามในหุบเขาหมื่นพิษของนาง อาจารย์จะพานางเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อให้ลองไปรักษาคนดู เป้าหมายในการในการรักษาครั้งนี้คือหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมืองที่ขาดแคลนหมอและเดินทางเข้าเมืองลำบาก
ร่างเงาสี่สายพุ่งตัวออกจากเรือนหลังงามกลางหุบเขาหมื่นพิษ การเดินทางไปหมู่บ้านแถบชายแดน ในครั้งนี้หลินเยว่ชิงต้องเดินทางด้วยวิชาตัวเบา อาจารย์ของนางให้เหตุผลว่าเป็การฝึกฝนวิชาตัวเบาไปในตัวและประหยัดเวลาในการเดินทาง
ร่างเงาสี่สายที่มีห่อผ้าผูกติดไว้กับตัวเหินกายไปยังหมู่บ้านติดชายแดนแห่งหนึ่ง หมู่บ้านแห่งนี้ค่อนข้างอยู่ในป่าลึกมีประมาณ 30 ครัวเรือน หลินเยว่ชิงแปลกใจเล็กน้อยอาจารย์ของนางรู้จักที่แห่งนี้ได้อย่างไร? หมู่บ้านแห่งนี้ไม่รู้ว่าจะมีปรากฏบนแผนที่ของแคว้นหลินหรือไม่
เมื่อทั้งสี่ชีวิตมาถึงหมู่บ้านแล้ว อาจารย์ของนางก็เดินนำทุกคนไปที่เพิงไม้หลังหนึ่งที่ตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน ชายชราวัย 60 หนาว เดินเข้ามาทักทายพวกนางแล้วจึงจากไป ชาวบ้านที่มารอั้แ่เมื่อใดมิรู้ ยืนออกันอยู่หน้าเพิงไม้แห่งนี้ ร่างเล็กยังคงมองภาพเบื้องหน้าด้วยสีหน้างุนงง
“เตรียมของเสียสิ..ไม่เห็นรึชาวบ้านมารอให้รักษาแล้ว” เยี่ยเหม่ยจีบอกกล่าวศิษย์น้อยของนางที่ยังทำหน้ามึนๆ อยู่
หลินเยว่ชิงเมื่อได้รับคำสั่งจากอาจารย์ก็รีบจัดเตรียมของทันที แล้วจึงไปนั่งข้างๆ อาจารย์ของนาง เยี่ยเหม่ยจีให้ชาวบ้านที่มารอรับการรักษาเข้ามามาในเพิงไม้เพื่อให้ศิษย์น้อยของนางตรวจรักษาพวกเขา
หลินเยว่ชิงตรวจชาวบ้านตามที่นางได้เรียนมาโดยมีอาจารย์ค่อยแนะนำอยู่ข้างๆ นางจับชีพจรเพื่อวินิจฉัยโรคแล้วเขียนเทียบยาให้อาจารย์หญิงตรวจสอบอีกครั้งก่อนจะจัดยาให้ผู้ป่วย โดยอาจารย์จะตรวจดูผู้ป่วยรายนั้นซ้ำอีกทีเพื่อตรวจสอบว่านางวินิจฉัยโรคถูกหรือไม่
ร่างเล็กยังคงตรวจรักษาชาวบ้านอย่างขมักเขม้น มีบางรายที่จำเป็ต้องฝังเข็มอาจารย์ก็ให้นางเป็คนฝังเข็มเอง การรักษาคนครั้งแรกของนางผ่านไปได้ด้วยดี นางเพิ่งจะได้รู้ว่าการรักษาผู้คนนั้นเหน็ดเหนื่อยถึงเพียงนี้
เยี่ยเหม่ยจียกยิ้มพอใจกับศิษย์น้อยของตน เด็กน้อยผู้นี้ฉลาดเฉลียวนัก เวลาแค่ไม่กี่เดือนสามารถฝึกปรือตนเองได้ถึงเพียงนี้ ทำให้อาจารย์เช่นนางพอใจยิ่งนัก
กว่าหลินเยว่ชิงจะรักษาชาวบ้านเสร็จก็บ่ายคล้อยแล้ว พวกนางจึงเดินทางกลับหุบเขาหมื่นพิษทันที ร่างเล็กเมื่อกลับถึงเรือนพักก็ทิ้งตัวลงนอนอย่างเหนื่อยอ่อน เสี่ยวไป๋เข้ามาคลอเคลียนางแล้วล้มตัวลงนอนข้างๆ นางก่อนจะหลับไปด้วยกันทั้งคู่
********
[1] ยามอิ๋น คือ เวลา 03.00 น.- 04.59 น.
[2] ยามเฉิน คือ เวลา 7.00 น.- 8.59 น.