บทที่ 11-1 โลภมาก ลาภจะหาย
หวังิเยว่เข้าไปในตำบลพร้อมกับท่านพ่อและชงไฉ่เพื่อซื้อถั่วเหลืองจำนวนมาก แลเมื่อปลายเท้าของนางได้ััเข้าไปในพื้นที่ตลาดนางได้ยินการโต้เถียงเสียงดังระหว่างชายหนุ่มและหญิงสาว
“อาหลิง ข้าให้เ้ามาเป็อนุภรรยาของข้า เ้ามิยินยอมกลับพาลูกมานั่งขอทานเยี่ยงนี้ลูกสาวคนโตของเ้าร่างกายอ่อนแอต้องได้รับการบำรุงร่างกายส่วนลูกสาวคนเล็กเพิ่งจะอายุหกเดือน เหตุใดเ้าจึงทรมานตัวเองและลูกเช่นนี้”เป็เสียงของผู้ชายอายุราวสามสิบปี
“สามีของข้าเพิ่งตายไปแค่สองเดือนข้ายังไว้ทุกข์ให้สามีอยู่ เ้ายังจะให้ข้าไปเป็อนุภรรยาของเ้าเ้ายังมีความเป็คนอยู่หรือไม่ อีกอย่างเป็เมียน้อยของเ้าดีกว่าเป็ขอทานตรงที่ใด”
“ก็ดีกว่าตรงที่เ้าและลูกจะไม่อดตายอย่างไรเล่าข้าจะคอยดูว่าพวกเ้าสามคนแม่ลูก ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือจากข้าแล้วจะมีชีวิตรอดได้เยี่ยงไร”เมื่อกล่าวจบชายหนุ่มสะบัดแขนด้วยความไม่พอใจแล้วเดินจากไป
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าของหวังิเยว่ในตอนนี้คือผู้หญิงหน้าตาสะสวยอายุราวสามสิบปี อุ้มทารกไว้ในอ้อมอกมีเด็กหญิงตัวเล็กผอมโซยืนอยู่ด้านข้างนางรู้สึกสงสารและเวทนาพวกเขามากจึงได้มอบเงินหนึ่งตำลึงแก่พวกเขา
“ท่านน้าเ้าคะครอบครัวของข้าเปิดร้านขายน้ำเต้าหู้อยู่ในตลาดเ้าค่ะท่านน้าและลูกไปกินน้ำเต้าหู้หรือเต้าฮวยที่นั้นได้วันละสองถ้วยข้าจะแจ้งคนที่ร้านไว้ให้เ้าค่ะ” หวังิเยว่กล่าวกับหญิงสาวที่กำลังมีน้ำตานองอยู่เต็มใบหน้า
ซุนเหม่ยหลิงเหลือบมองเด็กหญิงที่อยู่ตรงหน้าด้วยความตกตะลึงคิดไม่ถึงว่าเด็กหญิงจะมีความเมตตาได้ถึงเพียงนี้หลังจากครุ่นคิดสักครู่แล้วจึงตัดสินใจตอบไปว่า
“ขอบใจมากแม่หนู แต่ที่บ้านเ้ายัง้าทาสเพิ่มอีกรึไม่พวกเราสามคนแม่ลูก้าขายตัวเป็ทาส ข้า้าเงินยี่สิบตำลึงไปชดใช้หนี้ข้ารู้ว่าไม่ยุติธรรมที่พวกเ้าต้องซื้อทาสที่เป็หญิง เด็กหญิง และทารกต้องลำบากให้พวกเ้าเลี้ยงดู แต่ว่า ข้าไม่รู้จะทำเยี่ยงใดแล้ว”เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของหญิงสาว บ่งบอกถึงความคับข้องใจที่อัดแน่นอยู่
ด้วยความสงสารและคิดว่า ถ้าหากนางไม่รับทั้งสามคนไปดูแลสามแม่ลูกก็ไม่อาจมีชีวิตที่ดีได้ หวังิเยว่เลยตัดสินใจซื้อตัวทั้งสามคนเป็ทาส
หวังิเยว่ให้ชงไฉ่ตามซุนเหม่ยหลิงและลูกไปชดใช้หนี้สิ้นพร้อมทั้งช่วยเก็บสิ่งของเมื่อเสร็จแล้วให้ไปพบกันที่ร้านน้ำเต้าหู้ ส่วนนางและบิดาเดินไปซื้อเสื้อผ้าและผ้าห่มใหม่ให้แก่ครอบครัวซุนเหม่ยหลิงจากนั้นทั้งหมดจึงนั่งเกวียนกลับบ้าน หวังิเยว่ให้น้าหลิงและลูกทั้งสองคนอยู่บ้านหลังเก่ากับพวกชงไฉ่ไปก่อนหลินอิงช่วยจัดแจงให้ครอบครัวซุนเหม่ยหลิงอยู่หนึ่งห้อง ชงไฉ่อยู่กับชงจื้อ และตนเองอยู่กับชงเมิ่งผู้เป็บุตรสาวหวังิเยว่คิดว่าคงต้องสร้างบ้านพักใหม่ให้คนงานแล้ว
จากการสอบถามทำให้หวังิเยว่ได้รู้ว่า สามีของน้าหลิงตายเนื่องจากไปเก็บสมุนไพรบนเขาแล้วตกหน้าผาครอบครัวของสามีกล่าวหาว่าน้าหลิงเป็ตัวกาลกิณีแม่สามีนำสมบัติทั้งหมดของบุตรชายกลับคืนไปรวมถึงบ้านที่น้าหลิงเคยอาศัยร่วมกับสามีด้วย โดยให้เหตุผลว่าน้าหลิงมีแต่บุตรสาวไม่มีบุตรชายให้สืบสกุล
‘ลูกสาวแล้วไง!ไม่ใช่คนเหรอ พูดแล้วของขึ้น’
น้าหลิงมีนามว่าซุนเหม่ยหลิง อายุยี่สิบเก้าปี
บุตรสาวคนโตชื่อหานเพ่ยเฟิน อายุสิบปี
บุตรสาวคนเล็กชื่อหานเพ่ยฟาง อายุหกเดือน
เมื่อหวังิเยว่ได้รับฟังเื่ราวทั้งหมดจึงรู้สึกคับแค้นใจแทนน้าหลิงและลูกนางตั้งใจว่า จะดูแลครอบครัวของน้าหลิงให้ดี จะทำให้ลูกสาวทั้งสองคนของน้าหลิงมีอนาคตที่ดีกว่าเหล่าบรรดาลูกชายในตระกูลของสามีน้าหลิงให้ได้วันรุ่งขึ้นหวังิเยว่ขอให้ท่านพ่อติดต่อนายช่างหลวนมาสร้างบ้านพักคนงานโดยสร้างบนที่ดินเดิมสี่หมู่ ใกล้ ๆ บ้านพักของพวกนางสร้างเป็ห้องพักจำนวนสิบห้อง ห้องน้ำสามห้อง ห้องครัวและห้องกินข้าวอย่างละหนึ่งห้องด้านหน้าเป็ลานกว้างไว้นั่งเล่น ตัวบ้านพักสร้างด้วยอิฐเพื่อความแข็งแรงและคงทน
นายช่างหลวนคิดราคาสร้างบ้านพักคนงานจำนวนสี่ร้อยตำลึงเพราะขนาดเล็กกว่าบ้านของพวกิเยว่ แลจะเริ่มสร้างในวันมะรืนโดยใช้เวลาก่อสร้างไม่เกินสิบห้าวัน
วันที่นายช่างหลวนเริ่มสร้างบ้านพักคนงานเป็วันเดียวกับที่ต้องเก็บผักกวางตุ้งและผักคะน้ารุ่นที่สองวันนี้น้าหลิงมาช่วยเก็บผักด้วยส่วนเพ่ยฟางนอนอยู่ในเปลโดยมีน้องเล็กกับเพ่ยเฟินช่วยดูน้องและวิ่งเล่นอยู่ข้าง ๆ พวกเราใช้เวลาเก็บผักห้าวันจึงแล้วเสร็จได้เงินมาจำนวนสองร้อยตำลึงวันที่หกจึงเริ่มปลูกเมล็ดผักกวางตุ้งและผักคะน้ารุ่นที่สาม
สามวันถัดมาคือวันที่หนึ่ง เดือนสิบ เป็วันคล้ายวันเกิดครบรอบสิบห้าปีของพี่เฟยจูโดยท่านป้าสะใภ้รองจะจัดพิธีปักปิ่นให้บุตรสาวซึ่งโดยทั่วไปแล้วหญิงสาวชาวบ้านจะไม่จัดพิธีนี้แค่กินข้าวฉลองทั่วไปจะมีแต่หญิงสาวสูงศักดิ์หรือหญิงสาวในหัวเมืองใหญ่เท่านั้นที่จะจัดพิธีปักปิ่น
ท่านป้าสะใภ้รองได้เชิญท่านตาและท่านยายของพี่เฟยจูจากหมู่บ้านข้างๆ มาร่วมงาน และแน่นอนว่าครอบครัวของหวังิเยว่ย่อมต้องไปร่วมงานและต้องนำของขวัญไปร่วมแสดงความยินดีด้วยโดยครอบครัวของหวังิเยว่ได้ร่วมกันซื้อปิ่นปักผมราคาห้าตำลึง กิ๊บติดผมสามตำลึงและต่างหูสองตำลึง